ทำไมเราอยู่ที่นี่? คำตอบของพระพุทธเจ้า
Why Are We Here? Buddha’s Answer | Buddha’s Answer to
Life
https://youtu.be/ZpBjzPoF4pI?si=iUquIvEVBvTQVIHb
ผู้คนส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าโดยปราศจ่ากได้เคยถามตัวพวกเขาเอง
ในคำถามที่สำคัญมากที่สุดของชีวิต. ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? อะไรคือความหมายการมีอยู่ของฉัน?
เราไล่ตามความฝัน. เราไล่ตามความรัก. เราไล่ตามเงิน.
เราไล่ตามการถูกยอมรับ. แต่ในชั่วขณะอันเงียบที่สุดของกลางคืน,
เมื่อไม่มีใครกำลังเฝ้าดู, เสียงกระซิบเงียบๆ, “นี่คือทั้งหมดรึ?” (Most people wake up every morning
without ever asking themselves the most important question of life. Why am I
here? What is the meaning of my existence? We chase dreams. We chase love. We
chase money. We chase recognition. But in the quietest moments of the night,
when no one is watching, a silent voice whispers, “is this all?”
มากกว่า
2,500 ปีที่ผ่านมา, เจ้าชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ถูกหลอกหลอนโดยคำถามอย่างยิ่งนั้น. นามของเขาคือสิทธารัตถะ
โคตรมะ. เขาได้มีพระราชวังอันอบอุ่นสบาย, หรูหรา, ครอบครัวที่รัก
ทุกสิ่งที่ผู้คนส่วนมากโหยหา. และกระนั้นเขาก็ยังได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าภายใน, ควาไม่พึงพอใจแปลกประหลาดอันหนึ่งที่ไม่มีอะไรสามารถเติมเต็มได้. (More than 2,500 years ago, another
young Prince was also haunted by that very question. His name was Siddhartha
Gautama. He had comfort, luxury, a palace, a loving
family everything most people long for. And yet he felt an emptiness within, a strange
dissatisfaction that nothing could fill.)
ความรบกวนข้างในกลายไปสู่การเดินทางทางปรัชญาอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์.
บิดาของเขา, ราชาสุทโธทนะ, ได้ทำให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันได้เห็นสิ่งใดอันไม่สบายใจ.
ไม่มีการเจ็บป่วย, ไม่มีการตาย, ไม่มีการทุกข์ยากลำบาก,
ไม่มีอะไรที่สามารถทำให้เขาต้องถามสงสัยในชีวิต.
แต่ชีวิตไม่สามารถซ่อนเร้นความสัจจริงของมันไปได้ตลอดไป. (The inner disturbance became the
of the greatest philosophical journey in human history. Siddhartha’s life was designed to be perfect.
His father, King Suddhodana, made sure he never saw anything unpleasant.
No sickness, no death, no suffering, nothing that could make him question life.
But life cannot hide its truths forever.)
วันหนึ่ง, สิทธารัตถะได้ก้าวออกไปข้างนอกของพระราชวังนั้น.
ที่นั้นเองซึ่งเขาได้ประสบเข้ากับสี่นิมิตที่ได้เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล. คนชราผู้หนึ่ง,
อ่อนแอ, กระดูกปูดโปนตัวสั่นระริก. คนป่วยผู้หนึ่งกำลังดิ้นรนที่จะหายใจ. คนตายผู้หนึ่งถูกห้อมล้อมโดยผู้ร้องคร่ำครวญอาลัยทั้งหลาย.
สมณะ/นักบวชผู้หนึ่ง, สงบนิ่ง, เยือกเย็น, เตร่ในอาการสันติ.
เป็นครั้งแรก, สิทธารัตถะได้ตระหนักว่า, “ไม่มีใครหนีไปจากความทุกข์.
ทุกสิ่งที่เรารักจะเปลี่ยนแปลงไป. ทุกคนที่เรารู้จักจะตาย.” (One day, Siddhartha stepped
outside the palace. There he encountered four sights1
that changed him forever. An old man, weak, bones trembling. A sick man
struggling to breathe. A dead man surrounded by mourners. A monk, calm, serene,
wandering in peace. For the first time, Siddhartha realized, “No one
escapes suffering. Everything we love will change. Everyone we know will die.”)
1 "Four sights" แปลว่า "สี่นิมิต" หรือ "สี่เทวทูต" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ 4
ประการที่เจ้าชายสิทธัตถะได้พบเห็นเมื่อเสด็จออกจากวังเป็นครั้งแรก
เหตุการณ์เหล่านี้ ได้แก่ การเห็นคนแก่ คนป่วย คนตาย และสมณะ
ทำให้พระองค์ตระหนักถึงความทุกข์ในวัฏสงสาร
และตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์
- คนแก่ (Old man): ทำให้ตระหนักถึงความชราและความเสื่อมถอยของสังขาร
- คนป่วย (Sick person): ทำให้ตระหนักถึงความเจ็บป่วยและความทุกข์ทรมานของชีวิต
- คนตาย (Dead person): ทำให้ตระหนักถึงความตายที่ทุกคนต้องเผชิญ
- สมณะ (Ascetic): ทำให้ตระหนักถึงหนทางแห่งการละทางโลกเพื่อแสวงหาธรรมอันสูงส่ง
เขาได้หกลับมายังราชวังด้วยกายสั่นเทา.
เขามองดูภรรยาของเขา, มองดูบุตรชายที่เพิ่งได้กำเนิดขึ้นมาของเขา, ที่อาณาจักรของเขา.
เขาได้ตระหนักว่า, “ไม่มีอะไรในสิ่งนี้เลยที่สามารถปกป้องฉันจากความทุกข์.”
คืนนั้น, ขณะที่ทุกคนได้หลับใหล, เจ้าชายได้ทำการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปตลอดกาล.
เขาทิ้งไว้ข้างหลังซึ่งมงกุฎราชบัลลังก์. เดขาทิ้งไว้ข้างหลังซึ่งครอบครัวของเขา.
เขาทิ้งไว้ข้างหลังซึ่งตัวตนทั้งปวงของเขา. ทั้งหมดเพื่อที่จะหาคำตอบต่อคำถาม, ทำไทเรามาอยู่ที่นี่
ถ้าความทุกข์คือชะตากรรมของเรา.” (He returned to the
palace shaken. He looked at his wife, at his new born son, at his kingdom. He
realized, “None of this can protect me from suffering.” That night, while
everyone slept, the prince made a decision that would change the world forever.
He left behind hos crown. He left behind his family. He left behind his entire
identity. All to answer the question, why are we here if suffering is our
destiny?)
สิทธารัตถะได้เดินทางจากครูหนึ่งไปสู่อีกครูหนึ่งเพื่อเรียนรู้การปฏิบัติสมาธิ,
คัมภีร์, และทุกการฝึกฝนทางจิตวิญญาณในยุคสมัยนั้นของเขา. เขาได้อดอาหารต่อร่างกายของเขา.
เขาได้ผลักดันตนเองไปถึงขีดจำกัดทั้งหลายของความเจ็บปวด. เขามาถึงใกล้ความตาย.
แต่แม้กระนั้นหลังจากหลายปีของความหนักหนาสาหัสล เขายังคงไม่ได้ค้นพบคำตอบนั้น.
วันหนึ่ง, อย่างอ่อนแรงลมหายใจและเหนื่อยร้า, เขาได้ล้มลงใกล้แม่น้ำ.
หญิงสาวผู้หนึ่งได้ให้ข้าวหุงด้วยนมชามหนึ่งแก่เขา. ขณะที่เขาฟื้นคืนร่างกายอย่างช้าๆ,
ความตระหนักรู้ก็ได้ทิ่มแทงใส่เขา. (Siddhartha traveled from
teacher to teacher learning meditation, scripture, and every spiritual practice
of his time. He starved his body. He pushed the limits of pain. He came close
to death. But even after years of hardships, he still did not find the answer. One
day, faint and exhausted, he fell near a river. A young girl offered him a bowl
of rice-milk. As he slowly recovered, a realization struck him.)
การทำร้ายร่างกายไม่ได้ทำให้จิตเป็นอิสระ.
การที่จะค้นหาความสัจจริง, เขาจำเป็นต้องการวิถีทางอันแตกต่างออกไป.
ไม่ใช่ความหรูหรา, แต่ทางสายกลางอันสมดุล. ดังนั้น,
เขาจึงนั่งอยู่ภายใต้ต้นโพธิ. เขาได้ให้ปฏิญาณ. ฉันจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าฉันจะค้นพบความสัจจริงแห่งทุกข์
และทำไมเราจึงมีชีวิต. ค่ำคืนนั้นมืดลง. มารร้ายทั้งหลายของความอยาก,
กลัว, และตัวตนได้โจมตีจิตของเขา.
แต่เขาไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร. (Hurting the body does not make the
Mind free. To find the truth, he needed a different path. Not luxury, but a
balanced middle way. So, he sat beneath a bodhi tree. He made a vow. I will not
rise until I discover the truth of suffering and why we are alive. The night
grew darker. Demons of desire, fear, and ego attacked his mind. But he did not
move.)
ขณะรุ่งอรุณ, บางสิ่งได้ตื่นรู้ขึ้นภายในตัวของเขา.
สิทธารัตถัได้กลายเป็นพุทธะ, ผู้ตื่นรู้. และด้วยการตื่นรู้นั้น,
เขาได้ผปลดพันธนาการในคำตอบที่โลกได้ค้นหามา. เจตจำนงของชีวิต.
พุทธะเข้าใจชีวิตในชั่วขณะเดียวนั้นขแองความบริสุทธิ์กระจ่างชัด.
(As dawn arrived, something awakened inside him. Siddhartha
became the Buddha, the awakened One. And with that awakening, he
unlocked the answer that the world had been searching for. The purposed of
life. Buddha understood life in a single moment of pure clarity.)
เรามาอยู่ที่นี้เพราะเราได้ถูกกับดักอยู่ในวงรอบหนึ่ง.
เนาไม่ได้เข้าใจ. วงรอบนั้นถูกเรียกว่าสังสารวัฏ/วัฏจักร. (We
are here because we are trapped in a cycle. We don’t understand. The cycle is
called Samsara2. วังวนต่อเนื่องของการเกิด,
การตาย, การเกิดใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยตัณหาและอวิชชาของตัวเราเอง,
ทุกความปรารถนาที่เราไล่ตาม, ทุกอุปาทาน/การติดยึดที่เราก่อรูป,
ทุกความกลัวที่เรายึดกุม, มันทั้งหมดลากดึงเราเข้าไปในวงรอบนี้. (The continuous loop of
birth, death, and rebirth driven by our own cravings and ignorance, every
desire we chase, every attachment we form, every fear we hold, it all pulls us
deeper into the cycle.)
2
https://en.wikipedia.org/wiki/Sa%E1%B9%83s%C4%81ra
เราอยู่ที่นี่ในชีวิตนี้ไม่ใช่เพราะเราเลือกมัน,
แต่เพราะว่าความปรารถนา/กิเลสในอดีตของเราที่จะลากดึงเรามาที่นี่. เรามาทึ่นี่เพราะเราอยากที่จะมีอยู่.
เรายึดติดอยู่กับอัตลักษณ์/ตัวตนของเรา. เราหวาดกลัวต่อความไม่รู้.
ชิวิตดังนั้นเองจึงเป็นเช่นผลที่ตามมา, ไม่ใช่อุบัติเหตุโดยบังเอิญ,
ไม่ชิ่การลงโทษจากสรวงสสวรรค์, คือผลของประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งความต้องการ.
(We are here in this life not because we choose it, but because our
past desires pulled us here. We are here because we crave existence. We cling
to identity. We fear the unknown. Life then is a consequence, not a random
accident, not a divine punishment, a result of long history of wanting.)
พุทธะได้ชี้ให้เหก็นถึงแก่นปัญหาของการมีอยู่ของมนุษย์.
ชีวิตคือทุกข์. ไม่ใช่เพราะว่าชีวิตนั้นโหดร้าย, แต่เพราะเรายึดติดต่ออะไรที่ไม่สามารถอยู่ได้.
ทุกสิ่งที่เรารักเป็นสิ่งชั่วคราว. ความวัยเยาว์จางหายไป. ความมั่งคั่งหมดไป.
มิตรภาพทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป. คนรักทั้งหลายจากไป. ร่างกายทั้งหลายเสื่อมสลายไป.
กระนั้น, เราก็ยังพยายามที่จะยึดกุมเอาไว้. ความสิ้นหวังนั่นคือความทุกข์อันแท้จริง. (Buddha pointed to the core
problem of human existence. Life is suffering. Not because life is cruel, but
because we cling to what cannot stay. Everything we love is temporary. Youth
fades. Wealth disappears. Friendship change. Lovers leave. Bodies decay. Yet,
we desperately try to hold on. That desperation is the true suffering.)
พุทธะได้ระบุถึงยาพิษทั้งสามที่คอยทำให้เราติดอยู่ในกับดัก.
คงามโลภ, การหิวที่จะได้มาอีก. ความโกรธ,
การปฏิเสธต่อผู้อื่นทั้งหลาย. ความหลง, การเชื่อว่าตัวฉันแยกขาดและอยู่ถาวร
ยาพิษทั้งสามนี้สร้างสรรค์กรรมอันไม่มีที่สิ้นสุด
ซึ่งผลักดันเราจากชีวิตหนึ่งไปยังชีวิตถัดไป. ดังนั้น, คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “ทำไมเราอยู่ที่นี่?”
แต่คือ “ทำไมเราคอยแต่จะกลับมา?” (Buddha
identified three poisons that keep us trapped. Greed, the hunger for
more. Hatred, the rejection of others. Delusion, the belief that
I am separate and permanent. These poisons create endless Karma which pushes
us from one life to the next. So, the real question is not ‘why are we here?
But ‘why do we keep coming back?)
พุทธะได้ตระหนักรู้ถึงบางอย่างที่ละเอียดลึกซึ้ง.
เรามาอยู่ที่นี่เพื่อที่จะตื่นรู้ขึ้น. เรามาที่นี่เพื่อที่จะตัดทำลายวัฏจักร/วงรอบแห่งความทุกข์.
ทุกความปีติสุขและความเจ็บปวดในชีวิตคือครูผู้ผลักดันเราไปสู่ปัญญา. (Buddha realized something
profound. We are here to wake up. We are here to break the cycle of suffering. Every
joy and pain in life is a teacher pushing us toward wisdom.)
จงคิดถึงทุกชั่วขณะของความหัวใจแตกสลาย,
ความล้มเหลว, ความแก่ชรา, ความสูญเสียพลัดพราก. แต่ละครั้งที่แสดงให้เราเห็นถึงความสัจจริงเดียวกัน.
ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน. ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง. ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง.
การตระหนักรู้นี้ไม่ได้หมายความที่จะทำให้เราสิ้นหวัง. แทนที่เช่นนั้น, มันปลดปล่อยเราให้มองเห็นว่าเราไม่ได้เป็นนักโทษของชะตากรรม.
เราสามารถเลือกชีวิตที่ปราศจากทุกข์ได้. เราสามารถค้นพบสันติสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้.
และสันติสุขนั้นถูกเรียกว่านิพพาน, จุดสิ้นสุดของบรรดาความอยากอันไม่มีสิ้นสุดและการเกิดใหม่อีกทั้งหมด.
(Think of every moment of heartbreak, failure, aging, loss. Each
tries to show us the same truth. Nothing lasts. Nothing truly ours. Everything
changes. This realization is not meant to make us hopeless. Instead, it frees
us to see we are not prisoners of fate. We can choose a life without suffering.
We can find peace here and now. And that peace is called Nirvana3,
the end of all craving and rebirth.)
3
https://en.wikipedia.org/wiki/Nirvana
พุทธะไม่ได้หยุดที่การอธิบายว่าทำไมเราอยู่ที่นี่.
พระองค์ได้ให้การแก้ไขปัญหาที่ปฏิบัติได้. มรรคมีองค์แปด. การเข้าใจที่ถูกต้อง,
การตั้งใจที่ถูกต้อง, การพูดที่ถูกต้อง, การกระทำที่ถูกต้อง,
การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง, การพยายามที่ถูกต้อง, การมีสติที่ถูกต้อง,
การมีสมาธิที่ถูกต้อง. มรรค/วิถีทางนี้เปลี่ยนรูปหนทางที่เราคิด,
พูด, ทำงาน, ใช้ชีวิต, รัก. มันนำเราไปสู่อิสรภาพจากยาพิษทั้งหลายที่ผูกมัดเราไว้กับความทุกข์.
มันไม่ได้เป็นเส้นทางไปสู่สวรรค์. มันคือเส้นทางไปสู่ความตื่นรู้. (Buddha did stop at explaining why
we are here. He gave a practical solution. The Noble Eight-fold Path4.
Right understanding, right intention, right speech, right action, right livelihood,
right effort, right mindfulness, right concentration. This path transforms the
way we think, speak, work, live, love. It leads us to freedom from the poisons
that bind us to suffering. It is not a path to heaven. It is a path to
awakening.)
4 The Noble Eightfold Path (มรรคมีองค์แปด) คือหนทางสู่การดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 8
ประการที่รวมกันเป็น 3 หมวด ได้แก่ ปัญญา ศีล
และสมาธิ ซึ่งได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ), สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ), สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ), สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และ สัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ)
หลักปฏิบัติทั้งแปด
- ปัญญา:
- สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ): การมีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง
เช่น การเข้าใจในอริยสัจ 4
- สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ): การคิดในทางที่ดี
เช่น การคิดถึงการละกิเลส
- ศีล:
- สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ): การพูดในสิ่งที่ดี
เช่น การไม่พูดปด ไม่ส่อเสียด
- สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ): การประพฤติตนในทางที่ดี
เช่น การเว้นการฆ่าสัตว์ การขโมย
- สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ): การประกอบอาชีพที่สุจริตและไม่เบียดเบียนผู้อื่น
- สมาธิ:
- สัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ): การเพียรพยายามเพื่อละบาปและทำกุศล
- สัมมาสติ (ความระลึกชอบ): การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอในทุกขณะ
- สัมมาสมาธิ
(ความตั้งจิตมั่นชอบ): การฝึกจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว
หนึ่งในการเปิดเผยอันน่าตื่นตกใจมากที่สุดของพุทธะ.
ไม่มีความจีรังถาวรของฉัน. เราเชื่อว่า ฉันคือชื่อของฉัน.
ฉันคืองานของฉัน. ฉันคือร่างกายของฉัน. ฉันคือความคิดของฉัน.
แต่ทุกสิ่งที่เราเรียกว่าฉันคอยเปลี่ยนแปลงไป. อะไรที่ยังคงอยู่อย่างสม่ำเสมอรึ?
ไม่มีเลย.(One of the Buddha’s most shocking revelations. There
is no permanent I. We believe. I am my name. I am my job. I am my body. I am my
thoughts. But everything we call me keeps changing. What remains constant? Nothing.)
เราเหมือนเปลวเทียน. มันมองดูเหมือนต่อเนื่องแต่ทุกวินาทีมันเปลี่ยนแปลง.
เมื่อเราปล่อยไปวางภาพมายาของฉัน/ตัวตน, ความสัจจริงอย่างลึกก็อุบัติขึ้นมา.
เราเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งอันยิ่งใหญ่. เราได้ถูกเชื่อมต่อกับทุกชีวิตรายรอบเรา.
เวทนา/ความกรุณาเป็นสภาวะธรรมชาติของเรา. เจตจำนงของชีวิตกลายเป็นที่กระจ่างชัด.
ที่จะรัก, ที่จะเข้าใจ, ที่จะตื่นรู้. (We are like a candle flame. It
looks continuous but every second it changes. When we let go of the illusion of
I, a deeper truth emerges. We are part of a greater existence. We are connected
to every life around us. Compassion is our natural state. The purpose of life becomes
clear. To love, to understand, to awaken.)
ชีวิตสมัยใหม่สร้างความไขว้เขวให้กับเราด้วย
การแจ้งเตือนฺ, สถานะ, การเปรียบเทียบ, การแข่งขัน. เรารู้สึกว่างเปล่าเพราะเราไล่ตามสิ่งทั้งหลายที่ไม่สามารถเติมเต็มเราได้.
พุทธะเสนอหนทางที่แตกต่างไป. จตื่นขึ้นในทุกชั่วขณะ. เมื่อคุณหายใจ,
ก็สังเกตการณ์หายใจ. เมื่อคุณเดิน, ก็รู้สึกในแต่ละก้าว. เมื่อคุณรัก,
ก็รักอย่างเต็มที่. เมื่อคุณทุกข์, ก็เรียนรู้จากมัน. (Modern
life distracts us with notifications, status, comparison, competition. We feel
empty because we chase things that cannot fill us. Buddha offers a different way.
Be awake in every moment. When you breathe, notice breathing. When you walk,
feel each step. When you love, love fully. When you suffer, learn from it.)
หมายความว่าไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เราค้นพบในอนาคต.
มันคือบางอย่างที่เราสร้างสรรค์ขึ้นในตอนนี้. ทุกขณะกลายเป็นศักดิ์สิทธิ์เมื่อเราอยู่ที่ปัจจุบัน.
ดังนั้น, ทำไมคุณอยู่ที่นี่? อ้างตามที่พุทธะตรัส, เพื่อที่จะเข้าใจชีวิต,
ที่จะทำอิสระกับจิตจากความกลัวและมายาภาพ, ที่จะสิ้นสุดวัฏจักร/วงรอบของความทุกข์,
ที่จะค้นพบสันติ, ที่จะตื่นรู้ต่อธรรมชาติแท้จริงของคุณ. (Meaning
is not something we find in the future. It is something we create right now. Every
moment becomes sacred when we are present. So, why are you here? According to
Buddha, to understand life, to free the mind from fear and illusion, to end the
cycle of suffering, to discover inner peace, to awaken to your true nature.)
คุณมีชีวิตอยู่ที่จะตระหนักว่าคุณนั้นไม่ได้เคยแตกสลาย. คุณไม่ได้เคยเล็ก.
คุณไม่ได้เคยอยู่เพียงลำพัง. คุณคือสิ่งมีชีวิตด้วยศักยภาพที่จะกลายไปเป็นตื่นรู้,
เป็นพุทธะ. เจตจำนงของคุณไม่ได้ที่จะกลายไปเป็นใครอื่นบางคน. เจตจำนงของคุณคือจำได้ว่าเป็นใครอย่างแท้จริง. (You are alive to realize you were
never broken. You were never small. You were never alone. You are a being with
the potential to become awakened, a Buddha. Your purpose is not to become
someone else. Your purpose is to remember who truly are.)
พุทธะตรัสว่า,
“หนทางนั้นอยู่ในหัวใจ. ไม่ใช่ในวิหารทั้งหลาย, ไม่ใช่ในคัมภีร์,
ไม่ใช่ในพิธีกรรม. การค้นหาเริ่มต้นที่ข้างในคุณ.
ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกความเมตตาอีกครั้ง, เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกความเข้าใจ
เหนือความตัดสินใจ, เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกสันติเหนือกิเลส,
นั่นคือชั่วขณะของความตื่นรู้. (Buddha said, ‘the way is in the
heart. Not in temples, not in scriptures, not in rituals. The search begins
inside you. Whenever you choose compassion over again, whenever you choose
understanding over judgment, whenever you choose peace over desire, that is the
moment of awakening.)
ทีละขั้นตอน, ทีละวัน, คุณเปลี่ยนรูปโลกของคุณ. หลายล้านคนได้ไปตามคำสอนของพุทธะ
ไม่ได้แค่สรรเสริญบูชาท่าน, แต่ที่จะกลายเป็นอิสระเหมือนเช่นท่าน.
ท่านไม่เคยได้ขอให้มีผู้ติดตามทั้งหลาย. ท่านได้ขอให้เราที่จะมองภายใน.
ท่านไม่ได้ให้บัญญัติบัญชาทั้งหลาย. ท่านให้กรรมวิธี.ท่านไม่ได้อ้างวสิทธิจากสรวงสวรรค์.
ท่านได้แสดงให้เห็นศักยภาพมนุษย์.
(Step by step, day by day, you transform your world. Millions
have followed the Buddha’s teaching not to worship him, but to become free like
him. He never asked for followers. He asked us to look within. He did not give
commandments. He gave methods. He did not claim divine power. He showed human
potential.)
พุทธะได้พิสูจน์ว่าทุกคนของเราสามารถไปถึงพุทธปัญญา/การตรัสรู้.
ไม่ใช่โดยหลบหนีจากโลกนี้, แต่โดยเข้าใจมัน. ดังนั้น,
เรามาที่นี้เพื่อเรียนรู้, ที่จะรัก, ที่จะปล่อยวาง, ที่จะตื่นรู้. ชีวิตเราไม่ได้ถูกลงโทษ.
ชีวิตเราคือขั้นเรียน. ทุกประสบการณ์, ดีหรือเลว,
คือบทเรียนที่จะชี้ไปที่ความจริงเดียวกัน. (Buddha proved that every one of us
can reach enlightenment. Not by escaping the world, but by understanding it. So,
we are here to learn, to love, to let go, to awaken. Life us not punishment. Life
us the classroom. Every experience, good or bad, is a lesson pointing to the
same truth.)
เมื่อเราหยุดเกาะแขวนติดอยู่, เราเริ่มต้นมีชีวิต. เจตจำนงของชีวิตไม่ได้ถูกค้นพบในอนาคต.
มันคือการค้นพบที่ลมหายใจนี้, ก้าวขั้นนี้, ชั่วขณะนี้. เราอยู่ที่นี่ที่จะกลายเป็นตื่นรู้เหมือนเช่นพุทธะ.
ขอบคุณสำหรับการเฝ้าดูวิดีโอนี้. (When
we stop clinging, we start living. The purpose of life is not found in the
future. It is found in this breath, this step, this moment. We are here to
become awake like the Buddha. Thank you for watching this video.)
ถ้าคุณชอบวิดีโอนี้, กรุณากดlike, share,
และsubscribeกับช่องรายการนี้เพื่อเนื้อหามากขึ้นเหมือนเช่นนี้.
(If you like this video, please like, share, and
subscribe to the channel for more content like this.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น