พุทธทาสภิกขุ - ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ต้องมีระบบการเมืองแบบ ธัมมิกสังคมนิยม (๑)
https://youtu.be/c-QW1sLryPs?si=6UeKULK5rI0feJgk
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย
ในการบรรยายประจำวันเสาร์โดยหัวข้อใหญ่ว่า เมื่อธรรมะครองโลก
อันเป็นการบรรยายครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้นั้น จะได้กล่าวในหัวข้อย่อยว่า ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก
ต้องมีระบบการเมืองแบบ ธัมมิกสังคมนิยม เกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนอาจจะฟังไม่เข้าใจ
เนื่องจากไม่ได้ฟังมาแต่ต้นก็มี หรือไม่อาจจะทราบเรื่องเกี่ยวกับระบบการเมือง
ในโลก ในเวลานี้ ก็มี เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวนเท่าที่จะทำได้ เพื่อความเข้าใจ อันจะสำเร็จประโยชน์.
ขอให้ท่านนึกทบทวนถึงหัวข้อที่ได้บรรยายมาแล้วตั้งแต่ต้น
เกี่ยวกับเรื่องเมื่อธรรมะครองโลก คือเราได้พิจารณาศึกษากันมาตามลำดับ
ในการบรรยายตอนต้นๆ เช่นในครั้งที่ ๑ พยายามทำความเข้าใจให้ดีที่สุด ในคำว่าธรรมกับคำว่าโลก
จนกระทั่งรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือพระธรรม กับสิ่งที่เรียกว่าโลก
พอสมควร แล้วก็พิจารณาดูถึงสถานการณ์หรือพฤติการณ์ ต่างๆของโลก ในยุคปัจจุบัน ก็เห็นว่าโลกนี่
มีวิวัฒนาการ คือความเจริญก้าวหน้า เหมือนอย่างกับว่าวิ่งไป
ความเจริญในโลกสมัยก่อนหน้านี้ ก็เป็นมาอย่างช้าๆ
มาถึงยุคปัจจุบันนี้เจริญอย่างเร็ว ราวกับว่าวิ่งไป อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้
ผู้ที่มีอายุประมาณสัก ๖๐, ๗๐ ปี ก็ย่อมจะเข้าใจได้ดี.
ทีนี้ต่อมาเราก็พิจารณาดูกันในข้อที่ว่า
โลกนี้มันเจริญเพื่ออะไร มันกลายเป็นเจริญเพื่อความวินาศ ของโลกนั่นเองไปเสียแล้ว
เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า โลกเจริญแต่เพื่อจะส่งเสริมโลภะโทสะโมหะ นี้จะจริงหรือไม่ก็ต้องพิจารณาดูด้วยตนเอง
ว่าความเจริญในโลกนี่ ไม่ได้เจริญเพื่อบรรเทาหรือว่าตัดทอนโลภะโทสะโมหะ เจริญไปแต่ในทางที่จะส่งเสริมให้มีโลภะหรือราคะ
โทสะหรือโกรธะ และโมหะ ให้ยิ่งๆขึ้นไป
เหตุผลในข้อนี้มันมีง่าย นิดเดียว เพราะว่าด้วยอำนาจของโลภะนั่นเอง เราจึงทำอะไรให้มันมากออกไปกว่าที่จำเป็น
ไม่ยอมหยุดพักผ่อนค้นคว้าให้มันมากออกไป ก็อยากจะได้ให้มากออกไป
ก็มีความเจริญเพื่อประโยชน์แก่โลภะนั้น เป็นกันอย่างนี้ทั้งโลก
และเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายตะวันตก ที่เราเรียกกันว่าพวกฝรั่งนั้นมากกว่า.
เพราะว่าจะโดยบังเอิญ หรือโดยเหตุอะไรก็ตามใจ เรื่องมันปรากฏว่า
ความเจริญทางวัตถุนั่น พวกฝรั่งทำได้ดีทำได้เร็วทำได้มาก ก็เลยเจริญ อยู่ทางฝ่ายตะวันตก
แล้วต่อมาก็ค่อยไหลมาทางฝ่ายตะวันออก ไม่ใช่ไหลมาเฉยๆ แต่ได้มาทำลายวัฒนธรรม
แห่งความสงบหรือสันติภาพของโลกตะวันออก ซีกตะวันออกนี่ ให้หมดไปด้วย ตรงนี้ก้ต้องนึกดูให้เห็นชัด
หรือตายตัวลงไปว่า โลกตะวันออกยังล้าหลัง ฝ่ายตะวันออกนี้ยังล้าหลังเพราะว่ายึดมั่นในทางฝ่ายจิตใจ
ไม่ค่อยสนใจเรื่องก้าวหน้าทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง เรื่องกินเรื่องอยู่
ไปสนใจเรื่องจิตใจ จนเป็นวัฒนธรรมทางจิตใจ ทีนี้พอวัฒนธรรมฝรั่งตะวันตกเข้ามา
เป็นเรื่องสนุกสนานเอร็ดอร่อย ทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง หรือทางอำนาจวาสนา
ทางฝ่ายนี้ก็ทนไม่ได้ ไปรับเอาวัฒนธรรมนั้น ก็เลยเป็นว่า หมดทั้งโลก บูชาวัฒนธรรมเนื้อหนัง
หรือวัฒนธรรมที่เรียกว่า วัตถุนิยม เป้นความก้าวหน้าทางเนื้อหนัง.
เมื่อทั้งโลกนิยมกันอย่างนี้ สิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไป
เพื่อความเป็นอย่างนี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า การศึกษาของคนในโลก ได้เปลี่ยนไปเป็นเรี่องวัตถุนิยม
การศึกษาเจริญมากแต่เจริญไปในทางวัตถุนิยม จนกระทั่งสิ่งเรี่ยกว่าศาสนานั้น
ค่อยลับไปลับไป ไม่ได้รับความสนใจ จนกระทั่งศาสนาหมดอิทธิพล การศึกษาก็เป็นเรื่องโลกไปหมด
มนุษย์ก็เลยมีจิตใจที่มัวเมาในวัตถุกันอย่างเต็มที่ ในคราวนี้เอง
การศึกษาทั่วไปทั้งโลก ก็เป็นอันตราย ต่อสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม พระธรรมก็ค่อยๆหายไป
ไม่ปรากฏในโลก เรียกว่าศาสนาไม่ครองโลก แต่กิเลสของมนุษย์เข้ามาครองโลก อย่างนี้เราเรียกว่า
กิเลสครองโลก แล้วก็เดือดร้อนกันอย่างไรบ้าง ก็ลองพิจารณาดู ทีนี้
มองกลับอีกทางหนึ่ง ก็มาพิจารณากันต่อไป ในข้อที่ว่า ถ้าจะให้ธรรมะมาครองโลกอีก
เราจะต้องทำอย่างไร? เลยได้หัวข้อว่า จะให้ธรรมะครองโลกอีก ประการที่ ๑
ก็จะต้องจัดระบบการศึกษากันเสียใหม่ อย่าให้ระบบการศึกษามันเป็นไปในทางวัตถุนิยม
จิตใจของมนุษย์ทั้งหมดจะไปเป็นทาสของกิเลส ธรรมะก็ไม่มี
ไม่มีธรรมะอยู่ประคับประคองโลก นี้ก็พูดกันโดยละเอียดแล้วในการบรรยายครั้งที่
๖ นั้น.
ต่อมาก็ได้พูดในครั้งที่ ๗ โดยหัวข้อว่า ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก
ในประการที่ ๒ ต้องปรับปรุงสัมมาทิฏฐิ กันเสียใหม่ หมายความว่า มนุษย์ในโลกกำลังเอามิจฉาทิฏฐิมาเป็นสัมมาทิฏฐิ
คือเอาผิดมาเป็นถูก อย่างที่เรียกว่า เอากงจักรเป็นดอกบัว เพราะเข้าใจผิด
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว นี่เรียกว่าต้องปรับปรุงเรื่องทิฏฐิกันเสียใหม่
ที่เขาว่าสัมมาทิฏฐินั้น มันไม่ใช่ ต้อมาดูกันเสียใหม่ ว่าโลกนี้มันมีความทุกข์เพราะอะไร
มันจะพินาศล่มจมไปเพราะเหตุอะไร ให้ดูให้ดีๆ มาดูกันเสีนยใหม่ นี้เรียกว่า
ปรับปรุงทิฏฐิกันเสียใหม่ใหถูกต้อง จนมันเป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆ.
ในครั้งต่อไป ได้พูดต่อไปถึงข้อที่ว่า ถ้าจะให้ธรรมะครองโลกแล้ว
ประการที่ ๓ จะต้องยึดหลักสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ยึดหลักปรัชญา ที่ได้พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า
คนกำลังเมาปรัชญากันทั้งโลก เข้าใจผิดไปว่า ไอ้สิ่งที่เรียกว่าปรัชญานี่
มันจะช่วยมนุษย์ได้ ที่จริงมันทำให้เฟ้อ ในทางความคิดเห็น ลุ่มหลงไปในความมีสติปัญญาชนิดเฟ้อ
จนมีอารเหมือนกับว่า ติดเฮโรอีนในทางวิญญาณ คือเมาปรัชญา
ก็เลยไม่ยึดหลักสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะเป็นที่พึ่ง นี่ต้องแก้ไขอย่าให้กลายเป็นคนเมาเฮโรอีนของปรัชญา
มาอาศัยหลักปฏิบัติโดยตรงในทางศาสนา ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ.
หัวข้อนี้ได้บรรยายซ้ำต่อในครั้งที่
๙ อีกครั้งหนึ่ง
เพราะเรื่องมันยืดยาวในการที่จะเข้าใจ คำว่าสัมมาทิฏฐิ ที่ในครั้งที่ ๑๐ ก็บรรยายในหัวข้อว่า
ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ในประการที่ ๔ แล้ว จะต้องระดมปรับปรถุงทางศีลธรรมกันเป็นการใหญ่
เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น ได้เสื่อมทรามลง จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นศีลธรรม
อะไรไม่เป็นศีลธรรม.
ทีนี้มาในวันนี้ ในครั้งที่ ๑๑ นี้ ก็พูดในข้อว่า ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก
ในประการที่ ๕ แล้ว โลกจะต้องมีระบบการเมือง ไอ้แบบที่ขอตั้งชื่อไว้ในที่นี้ว่า
ธัมมิกสังคมนิยม เพราะฉะนั้นเราจะได้กล่าว เพราะฉะนั้นอาตมาจะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า
ธัมมิกสังคมนิยม ต่อไปโดยละเอียด นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า
เมื่อพิจารณากันให้จริงๆ ก็จะมองเห็นความน่าหวาดเสียว ในทางด้านจิตใจ ด้านวิญญาณ
ว่าโลกกำลังจะวินาศ เพราะความตกต่ำในทางวิญญาณหรือจิตใจ เพราะมันเจริญจนเฟ้อไปในทางฝ่ายวัตถุ
แล้วพยานมันก็มีชัดอยู่ จนใครๆก็ต้องยอมรับ ว่ายิ่งเจริญด้วยวัตถุ
อย่างแบบที่กำลังเป็นอยู่นี้ ก็ยิ่งไม่เห็นมีสันติภาพเลย แล้วพูดกลับอีกทีหนึ่งว่า
สันติภาพยังพอหาดูได้ ในเมื่อโลกมันไม่เจริญทางวัตถุถึงขีดสุดอย่างนี้.
นี่มันีเหตุผลมากมาย ซึ่งก็ได้บรรยายกันไปแล้วโดยละเอียด
แต่ถ้าโดยสรุปก็ว่า เพราะเหตุว่า มันมีความเจริญในส่วนการคมนาคม คือการไปมาติดต่อ หรือกระทั่งการสื่อสาร
จนทำให้โลกนี้เล็กนิดเดียว เพราะไปไหนได้สะดวกและรวดเร็ว คล้ายว่ากระโดดไป
ทีนี้อย่างจะไปเมืองฝรั่ง ก็คล้ายกระโดดไปแป๊บเดียว จากนี้ตอนเช้าตอนบ่ายตอนเย็นก็ถึงได้แล้ว
ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็จะเหมือนกับว่ามันไปนอกฟ้าหิมพานต์ หรือว่าเมื่อไม่เจริญ
และคมนาคมไม่มีเรือไฟไม่มีรถไฟนี่ เราอยู่ที่ไชยานี่ ใครจะไปกรุงเทพมันก็เหมือนกับว่า
ไปนอกฟ้าหิมพานต์ เดี๋ยวนี้มีรถไฟกระทั่งมีเรือบิน การไปกรุงเทพก็เหมือนกับว่า
เดินออกไปเที่ยวเล่นที่ทุ่งนา เดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ถึงนอกฟ้าหิมพานต์ นี่ก็เป็นอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความ
เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เนื่องมาจากวัตถุ มันจึงถึงกันเข้าโดยเร็ว เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นมันก็ถึงกันหมดโดยเร็ว
เมื่อมีความไม่สงบเกิดขึ้นมันก็ถึงกันไปทั้งโลก
จึงมีส่วนที่ระส่ำระสายกันได้ทั้งโลกได้พริบตาเดียว ไม่เหมือนก่อนสมัยก่อน.
นี้อีกทางหนึ่ง ความเจริญในฝ่ายวัตถุเนี่ยะ
มันให้ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินทางเนื้อทางหนัง นี้มันส่งเสริมกิเลส
ไปเพลิดเพลินมากเท่าไรมันก็ยิ่งส่งเสริมกิเลส เมื่อคนมีกิเลส คนมีกิเลสมากขึ้นเท่าไหร่
มัน็ก็เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันจึงเร่าร้อนไปด้วยอำนาจของกิเลส
โลกก็ไกลจากสันติภาพยิ่งขึ้น เนี่ย เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว อ่า ๒
ข้อใหญ่ๆเท่านี้ก็พอแล้ว ที่จะมองเห็นว่า โลกยิ่งขาดสันติภาพ
ไร้สันติภาพยิ่งขึ้นทุกที ทุกที แหละโดยเร็ว จนกระทั่งนอนตาไม่หลับ ทุกระดับ
คนที่มั่งมีก็นอนตาไม่ค่อยหลับ คนจนก็นอนตาไม่ค่อยหลับ คนอยู่ตรงกลางก็นอนตาไม่ค่อยหลับ
เพราะปัญหามันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็เปนเหตุให้เป็นทุกข์ทรมาน ในทางจิตใจ
มีผลออกมาเป็นโรคเส้นประสาท โรคจิตกระทั่งโรคที่ร้ายไปกว่านี้มากมาย ที่จะไม่เป็นโรคเส้นประสาทเสียเลยนั้น
ยิ่งหายากขึ้นทุกที แม้ไม่เป็นโรคเส้นประสาทเลย ก็ยังมีวิตกกังวลที่รบกวนจิตใจ
ที่หาความสุขไม่ค่อยจะได้ และก็กำลังจะเป็นโรคเส้นประสาทนั่นเอง เนี่ยะ
สันติภาพหรือสันติสุขในภายในส่งวนบุคคล ก็หายาก ขึ้นทุกทีอย่างนี้ สันติภาพหรือสันติสุข
ส่วนสังคมภายนอกตัวไป มันก็ยิ่งหายากเข้าทุกที นี่เรนียกว่าสภาพในปัจจุบันของโลกเป็นอย่างนี้.
ทีนี้ก็อยากจะทบทวน ขอเตือนไว้เสมอว่า
อย่าได้ไปคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรา ว่าเป็นหน้าที่ของคนอื่น ถ้าว่าเป็นพุทธบริษัทจริงๆ
มันก็ต้องคิด ถึงหน้าที่ของมนุษย์ ให้กว้างขวางให้ถูกต้อง ตั้งต้นแต่ว่าเรามันอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้
ทั้งหมดมันต้องเนื่องถึงกันหมด แล้วเราจะปล่อยให้โลกมันไปตามยถากรรมไม่ได้
ก็ต้องช่วยกันแก้ไข ต้านทานตามความสามารถของตน เพราะเรานึกถึงพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า
ว่าตถาคตเกิดมา เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงทั้งเทวดาและมนุษย์
ธรรมวินัยตถาคตบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์
เนี่ยะ ความมีอยู่แห่งธรรมวินัยของตถาคต ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งหลาย
ทั้งเทวดาและมนุษย์ นี่เป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ทราบดีกันอยู่แล้ว
งั้นเมื่อเป็นพุทธบริษัท อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงพระพุทธประสงค์
เนี่ยะเป็นเหตุให้ต้องนึกถึงผู้อื่น หรือนึกถึงโลกบ้าง คิดดูให้ดีว่า
ถ้าเราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จะต้องทำอย่างไรบ้าง?
ก็ต้องทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จงยังประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย
คือทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้บริบูรณ์.
ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์
มันอยู่อย่างนี้จนเรียกได้ว่า เกิดมานี้เพื่อช่วยกันทำโลกทั้งโลกนี้ให้มันงดงาม
คือให้มันประกอบไปด้วยธรรมะ มีความงดงามทางธรรมะ
เดี๋ยวนี้โลกมันอยู่ในสภาพที่สกปรก มืดมัวเศร้าหมองเร่าร้อนในด้านจิตใจ
จนกระทั่งหาสันติภาพไม่ค่อยจะได้ ดังนั้นพุทธบริษัททั้งหลายไม่ควรจะไปปฏิเสธเสีว่า
ไม่ใช่หน้าที่ของเรา พุทธบริษัทต้องเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน อะไรต่างตามความหมายนั่น
มันจะนึกเห็นแก่ตัวแคบ ๆ เห็นแก่ตัวจัด คนเดียวอย่างนี้ มันไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะว่า ถือเอาแต่ประโยชน์ตัวคนเดียวนี้มันแคบ
แล้วถ้ามัวถือแต่ประโยชน์ตัวคนเดียวอย่างแคบ ๆเหล่านี้แล้ว
จะกลายเป็นบาปเป็นอกุศลไปได้โดยไม่ทันรู้ตัว เพราะว่าผู้ที่เห็นแต่แก่ตัวเองนั่น
ย่อมเป็นโมหะเป็นอวิชชา หรือเป็นกิเลสอยู่แล้ว นี่เราจึงต้องทำการป้องกันไว้ไม่ให้จิตใจนี้มันพลัดตกลงไป
สู่ความเห็นแก่ตัวอย่างแคบ ๆ เนี่ยจึงต้องไปหยิบเอาเรื่องของมนุษย์หรือเพื่อนมนุษย์ทั้งโลก
มาพร้อมกันกับเรื่องขแองตัว ในเมื่อทำกันได้พร้อมๆกันไป หรือว่าถ้าเป็นผู้ต้องการบุญกุศลอันแท้จริง
ก็จะต้องนึกถึงผู้อื่นจึงจะได้บุญได้กุศล การนึกถึงแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัวเองนี่เป็นบุญกุศลขึ้นมาไม่ได้
ต้องทำลายความเห็นแก่ตัว จึงจะมีบุญมีกุศลอะไรขึ้นมาได้.
เอาละทีนี้ เดี๋ยวนี้เราก็ได้มองเห็นแล้วว่า
อ่า โลกกำลังไม่มีสันติสุขไม่มีสันติภาพ เพราะว่าไม่มีธรรมะครองโลก เราจะต้องจัดการทุกอย่างให้ธรรมะครองโลก และในส่วนสุดท้ายนี้
เราจะพิจารณากันถึงเรื่องของการเมือง หรือระบบการเมือง ที่มันต้องมีในโลก
หรือเรียกว่ามันครองโลก สำหรับการเมืองนี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องการบ้านการเมืองเป็นเรื่องโลก
หรือเป็นเรื่องของความคิดที่จะต่อสู้แข่งขันแย่งชิงรบรบราฆ่าฟัน
โดยตรงโดยอ้อมใต้ดินบนดิน อะไรอย่างนั้นมากกว่า
ไม่สมควรแก่พุทธบริษัทอุบาสกอุบาสิกา อย่างนี้อาจจะมีผู้คิดหรือมองไปในรูปนี้ อาตมาอยากจะขอร้องว่า
ให้ดูให้ดี มันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น เรามองกันด้วยจิตใจของมนุษย์
ซึ่งหวังจะให้เกิด ความถูกต้องหรือความสุขหรือความบริสุทธิ์ให้แก่มนุษย์ ถ้าอุปสรรคมันอยู่ที่เรื่องของการเมืองแล้ว
เราก็พิจารณาเรื่องของการเมืองได้ โดยไม่ต้องจำเป็นที่จะสมัครเป็นนักการเมือง
ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แล้วก็ไม่ต้องพูดอย่างกันที่เรียกว่า ที่พูดการเมือง
เพียงแต่จะปรึกษาหารือกัน ถึงความจริงอันสำคัญที่สุดอันหนึ่ง เช่นจะชี้ให้เห็นว่าระบบศีลธรรมนี้
มันเนื่องกันอยู่กับระบบการเมือง หรือว่าระบบศีลธรรมที่ถูกต้องนั่นเอง
มันเป็นรากฐานอันแท้จริงของระบบการเมืองที่ดี ที่จะทำโลกนี้ให้มีสันติสุข จนทำให้เห็นว่าระบบการเมืองนี้ต้องเนื่องกันอยู่กับระบบของศีลธรรมที่ถูกต้อง
แล้วก็ขวนขวายทำความถูกต้องในทางศีลธรรม เพื่อเป็นรากฐานของการเมืองที่ถูกต้องต่อไป.
มันน่าจะเป็นพุทธบริษัท แม้จะเป็นภิกษุหรือเป็นบรรพชิต อย่างอาตมานี้
ก็เห็นว่าไม่เป็นการผิดไม่เป็นการเสียหายอะไร ถ้าเราจะมองดูสิ่งทั้งปวง
แม้สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ในฐานะที่มันเกี่ยวพันกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา
หรือจริยธรรม
หรือว่ามันเกี่ยวกันอยู่กับความรอดของมนุษย์ ทีนี้ลองพิจารณาดูไอ้สภาพการเมือง
ในโลกนี้ในโลกยุคปัจจุบันต่อไป.
ความยุ่งเหยิงที่สุดในระบบการเมืองในโลกยุคปัจจุบันนี้
มันยุ่งเหยนิงที่สุด แม้แต่พวกนักการเมืองเองก็เวียนหัว แก้ไม่ตก ได้แต่คอยจ้องเอาเปรียบกันไปวันหนึ่งๆเท่านั้น
แก้ไขอะไรไม่ได้ โลกนี้ก็ยังไม่มีสันติภาพ แม้ว่าระบบการเมืองได้เกิดขึ้นมากมาย
ใช้สำนวนว่า เหมือนกับดอกเห็ด ในฤดูฝน ก็ยังไม่ทำโลกนี้มีสันติภาพได้ คิดดูให้ดี
เราจะมองดูไอ้ระบบการเมืองในโกลปัจจุบันกันสัก 3 แง่ คือดูที่ต้นเหตุของมัน
ดูที่ความเจริญของมัน แล้วก็ดูทีมันพัวพันกันอย่างสับสน อย่างแรก ที่ว่าต้นเหตุของปัญหาของการเมืองของโลกนี่
มันมีอยู่ที่ไหน? อาตมาอยากจะระบุลงไปว่า โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ ไปหลับหูหลับตาหลงใหลในเรื่องความเจริญทางวัตถุ
มันมากเกินไป ไม่มีใครรู้สึกตัว ไม่มีใครละอาย ในการที่จะกอบโกยวัตถุ
เมื่อตกเป็นทาสของกิเลส หรือตกเป็นทาสของวัตถุเสียแล้ว จิตใจมันก็ไม่อาจจะรู้สึกละอายได้
ก็ไม่รู้สึกกลัวด้วย แล้วเป็นทาสของกิเลสนี่ เรียกว่าไปเป็นทาสของความสุขทางเนื้อหนัง
มันเรียกสั้นๆว่าเป็นทาสของเนื้อหนัง อะไรก็ทำเพื่อความสนุกสนาน
เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง อย่างนี้เรียกว่าเป็นรทาสของเนื้อหนัง เป็นทาสของเนื้อหนังก็ละทิ้งพระเจ้า
พวกฝรั่งก็เคยมีพระเจ้าแล้วก็ละทิ้งพระเจ้า แล้วก็จัดให้พระเจ้าตายแล้ว
ไม่มีอยู่แล้ว.
ฝ่ายตะวันออกนี้ก็ละทิ้งพระธรรม ซึ่งมีฐานะอย่างเดียวกับพระเจ้า
ละทิ้งศาสนา ละทิ้งพระธรรม แม้แต่วัฒนธรรมของบรรพบุรุษในฝ่ายตะวันออก
อย่างจีนอย่างไทย ไทยแท้เนี่ยะ ก็ถูกละทิ้งไป ไปเป้นทาสของเนื้อหนัง
สิ่งที่เคยละอายกันนักหนา ต้องปกปิดอย่างมิดชิด มันก็ไม่ละอาย
ไอ้คำพูดที่ตามธรรมดาเอามาพูดกันในที่ชุมนุมชนไม่ได้ เป็นคำพูดชั้นเลวชั้นต่ำชั้นอนาจาร
เดี๋ยวมันก็เอามาพูดกันได้ แล้วพูดด้วยเครื่องมือ ชนิดที่พูดทีเดียวได้ยินทั้งโลก
เช่น วิทยุเป็นต้น มันก็มาพูดกันได้ มาแสดงด้วยภาพทางทีวี
เห็นกันทีเดียวทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลก มันก็มาแสดงได้
คพูดอย่างนั้นเมื่อก่อนก็ต้องพูดกระซิบ อาการอย่างนั้นเมื่อก่อนเค้าไม่ให้เห็น เดี๋ยวนี้ก็เอามา
นี่เพราะมันตกเป็นทาสของภูติผีปีศาจแห่งเนื้อหนัง ใช้คำว่าอย่างนี้มันลืมยาก
อันนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป คนถูกทำให้เป็นทาสของกิเลสของเนื้อหนังแล้ว
คนเหล่านั้นมันก็วางระบบการเมืองกันใหม่ มีการปกครองกันใหม่ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาส
แสวงหาความสุขสนุกสนานทางเนื้อหนัง ได้เป็นทาสทางเนื้อหนัง นี่แหละต้นเหตุอันแท้จริง
ที่ทำให้ระบบการเมืองเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่ หมดความสงบหรือหมดสันติภาพ.
ทีนี้มองดูถึงความเจริญ
ต้นเหตุอันนั้นแหละได้ทำให้ความเจริญยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น เจริญไปแต่ในทางเกลียดศีลธรรม
เจริญไปแต่ในทางเกลียดศาสนา เห็นแต่ความสุขทางเนื้อหนัง เห็นแต่ส่วนเกิน
ยิ่งๆขึ้นไปในความสุขสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยจำคำว่า ส่วนเกิน
ส่วนเกิน ตำนี้ไว้ให้ดีด้วย เพราะว่าจะต้องพูดกันต่อไปอีกมาก คำว่าส่วนเกินนี่มีความมายมาก
หลายความหมาย เช่นเดี๋ยวนี้ก็กำลังหมายถึงว่า เราไม่ต้องกินถึงขนาดนี้ เราก็ยังจะกินให้ถึงขนาดนี้
เรายังจะกินให้มากไปกว่านั้น เราไม่ต้องใช้สอยนุ่งห่มให้ถึงขนาดนี้ เราก็ยัง จะใช้สอยนุ่งห่มให้มันถึงขนาดนั้น
เราไม่ต้องมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยถึงขนาดนั้น
เราก็ยังต้องการให้มันยิ่งไปกว่านั้น นี่เรียกว่าเห็นแก่ส่วนเกิน หลงในส่วนเกิน
แม้ของตนของตนเฉพาะคนแต่ละคนละคน นี้ก็แข่งขันกัน นี่ประกวดประกวดกัน
ก็ต้องแข่งขันกัน หรือความกลัวว่าคนอื่นมันจะล้ำหน้าไป มันจะละอายเค้าก็แค่
ก็แข่งขันกันก็ก้าวหน้า รุนแรงรวดเร็ว จนโลกเล็กนิดเดียว
เดี๋ยวนี้เที่ยวได้วิ่งค้นหานั่นนี่สัมพันธ์กัน
จนคิดกันว่าจะต้องไปเอาที่โลกอื่นแล้ว โลกพระจันทร์โลกพระอังคารโลกอะไรก็ตามใจ ที่มันยังมีอยู่ที่อื่นอีก
นี่เราต้องไปเอามาใช้เป็นประโยชน์ นี่คือข้อที่ว่า ความเจริญที่ทำให้ ระบบการเมืองหรือว่าระบบการปกครองในโลกนี้มันเปลี่ยนไป
เปลี่ยนไปโดยไปหลงในส่วนเกิน ส่วนที่ไม่ต้องมีนั่นยิ่งขึ้นไปทุกที.
ทีนี้มันก็จะไม่รู้สึกว่าเกิน เพราะว่าไปต้องฃการด้วยกิเลส
กิเลสนี้ไม่รู้จักอิ่ม กิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม
ข้อความนีเมีมากในพระบาลีในพระคัมภีร์ พระพุทธเจ้าก็ ท่านก็ได้ตรัสไว้มาก เช่นว่า ตัณหาคือความอยากเนี่ย
มันเป็นกระแสที่ไหล ไม่มีแม่น้ำ กระแสแม่น้ำใดๆจะเปรียบได้ และมันก็ไม่มีที่สิ้นสุด
ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ความอิ่มความพอมันก็ไม่มี มันก็ยิ่งเกิน
แล้วยังมีภาษิตในพระบาลีข้อหนึ่งซึ่งพอได้ฟังก็สะดุดใจที่ว่า มีใจความว่า ต่อให้ภูเขากลายเป็นทองคำ
ไปทั้งลูกๆเนี่ยะ ตั้ง ๒ ลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์คนเดียว แล้วคิดดูสิ มนุษย์มันกี่ร้อยล้านพันล้าน
ภูเขาทองคำ ๒ ลูกก็ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์เพีนงคนเดียว ท่านตรัสไว้อย่างนี้ ที่มันขยายไปอย่างนี้ก็เลยไม่มีความรู้สึกว่าพอ
อย่าว่าแต่รู้สึกว่าเกินเลย แน่ะ รู้สึกว่าพอมันยังไม่รู้สึก
นี่ล่ะความเจริญของโลก ระบบการเมืองของโลกก็ส่งเสริมความไม่รู้จักพอของมนุษย์
ระบบการเมืองนั่นแหละ จะทำโลกนี้ให้เวียนหัว ให้ปั่นป่วน จนไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้.
คิดในแง่ที่ ๓ ดู อาการที่มันพัวพันกันผูกพันกัน
ในระหว่างมนุษย์หรือในระหว่างระบบการเมืองทั้งหลาย ความพัวพันนี่
มันเป็นการพัวพันหลายอย่างหลายทาง เป็นประโยชน์มันเกี่ยวเนื่องกัน หรือว่ามันเป็นปัจจัยให้แก่กัน
ต่างฝ่ายต่างต้องอาศัยกัน ก็เป็นเหตุให้ระบบการเมืองในโลกมันเกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งว่าแม้ที่เป็นข้าศึกต่อกัน
มันก็ยังมาพัวพันเกี่ยวข้องกัน อย่างระบบเสรีประชาธิปไตยกับระบบคอมมิวนิสต์โดยตรงเนี่ยะ
มันด่าก็ด่ากันไป อีกทางหนึ่งมันก็ติดต่อสัมพันธ์กัน จะล่อหลอกเอาประโยชน์จากกันและกันนี้
มันพัวพันกัน ทั้งอย่างคดโกงอย่างทั้งอย่างซื่อตรง ทั้งอย่างต่อหน้าทั้งอย่างลับหลัง
แล้วแต่ละพวกก็ต้องการขยายตัวขยายตัวขยายตัว เรื่อยไป มันก็เกิดการพัวพันกันยุ่ง
ความรู้ก็แลกเปลี่ยนกัน การปฏิบัติการค้นคว้าก็แลกเปลี่ยนกัน
ไอ้ผลที่ได้มาก็ต้องแลกเปลี่ยนกัน เพราะมิฉะนั้นแล้วไม่รู้จะเอาไปไหน นี่มันก็มีทั้งทางที่จะ
อ่า สนับสนุนกัน และก็มีทั้งที่จะทำลายล้างกัน พร้อมกันไปในตัว
อย่างหน้าไหว้หลังหลอก นี่ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นการพัวพัน ที่น่าสังเวช
ความจำเป็นบังคับให้ต้องทำอย่างนี้ ธรรมะก็ไม่มีในโลก ธรรมะก็ไม่มีสำหรับที่จะครองโลก
เนี่ยะ เป็นอันว่า เราได้มองดูพอเข้าใจได้ ว่าโลกในสภาพปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างไร.
ถ้าจะดูว่า ทำไมยิ่งเจริญยิ่งไม่มีสันติภาพ ก็ขอให้ดูให้เป็น
เพราะว่า ไอ้คำว่าเจริญ เจริญ นี้มันหมายแต่เพียงว่า มันจะมากเข้าทนั้น
มันมากเข้ามันหรูหราขึ้น แต่มันมิได้ความว่าถูกต้องยิ่งขึ้น
ข้อนี้อย่าลืมเสีย ว่าอาตมาได้เคยอธิบายหลายครั้ง หรือหลายสิบครั้งแล้ว ว่าคำว่าวัฒนะ
หรือคำว่าเจริญ หรือคำว่าพัฒนา ก็ตามใจ ล้วนแต่แปลว่า เจริญ
และคำนี้ไม่ได้หมายความจะนำมาซึ่งสันติภาพ เพราะมันเจริญผิดก็ได้ พัฒนาผิดก็ได้
มันมีแต่ทำให้มากขึ้นเท่านั้น ถ้ามันมากไปในทางผิด มันก็เลวร้ายยิ่งไปกว่าที่ไม่เจริญ
คือไม่เจริญซะยังดีกว่า เพราะมันไม่ผิด หรือถ้ามันเจริญไปในทางถูกแต่มันน้อยหน่อย ก็ยังดีกว่าเจริญมากแต่เป็นไปในทางผิด
ทีนี้ความเจริญการพัฒนาในโลกมันเป็นไปในทางผิด ผิดคือไปเป็นทาสของกิเลส ตามใจตัวเองเห็นแก่ตัวกูของกู
ถ้ายิ่งเจริญในแบบนี้แล้ว ก็ยิ่งไม่มีสันติภาพ การค้นคว้าก็ก้าวหน้า
การศึกษาก็ก้าวหน้า การค้นคว้าก็ก้าวหน้า การประดิษฐ์ของใหม่ๆ ก็ก้าวหน้า
การผลิตขึ้นมาเป็นภูเขาเลากาได้ด้วยอำนาจเครื่องจักร นี่มันก็ก้าวหน้า
แต่ก้าวหน้ามาอย่างไรมาเท่าไร มันก็ก้าวหน้าไปเป็นทาสของกิเลส ฟังดูให้ดีๆ ก้าวหน้ากันมาอย่างไร
เจริญขึ้นมาอย่างไร ก็ก้าวหน้าไปเพื่อไปเป็นทาสของกิเลส ไม่ใช่เพื่อชนะกิเลส มันยิ่งก้าวหน้ามากก็ยิ่งเป็นทาสของกิเลสมาก
อุตส่าห์เจริญอุตส่าห์ก้าวหน้า
อะไรๆก็ไปเป็นทาสของกิเลส น่าหัว(เราะ) หมดทุกอย่าง.
แม้ในสิ่งที่เรียกกันอย่างไพเราะ น่าจะจับใจ เอ่อ คือ
คือทำให้เกิดความรู้สึกไปทางดี แต่แล้วมันก็กลับตรงกันข้าม
เช่นว่าเดี๋ยวนี้มนุษย์ก็ก้าวหน้าในทางอารยธรรม ในทาง civilization
น่ะ มันก็ก้าวหน้า ก้าวหน้าทางอารยธรรม ไม่มีใครค้าน แต่เราก็ไม่มีสันติภาพ
เพราะมันเป็นอารยธรรมเนื้อหนัง เนี่ยะ จะจำกันไว้ดีๆ เป็นอารยธรรมไปทางเนื้อหนัง
เพื่อเป็นทาสของกิเลส ไม่ใช่อารยธรรมฝ่ายจิตใจฝ่ายวิญญาณ ที่จะชนะกิเลสได้
ดังนั้นอารยธรรมของมนุษย์ที่ก้าวหน้าไปแต่ในทางเนื้อหนัง มันก็ทำโลกนี้เร่าร้อนเป็นไฟยิ่งขึ้นหรือบางทีอาจจะเรียกว่าวัฒนธรรม
แต่ละประเทศเค้าคุยโตอวดอ้างกันว่าวัฒนธรรมก้าวหน้า แปลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน
วัฒนธรรมนี้แลกเปลี่ยนกันแม้ระหว่าง เสรีประชาธิปไตยกับพวกคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป
ก็แลกวัฒนธรรมกัน วัฒนธรรมหน้าไหว้หลังหลอก หรือวัฒนธรรมอะไร
ยิ่งมีวัฒนธรรมอย่างนี้มาก ไอ้โลกนี้ก็ยิ่งร้อนระอุเป็นไฟมาก เพราะว่ามันเป็นวัฒนธรรมวัตถุล้วน
ๆ อีกนั่นเอง.
อย่างอารยธรรมหรือวัฒนธรรมอะไรก็ตาม
ถึงกับไปโลกพระจันทร์ได้นี่ มันทำให้โลกเย็นลงหรือเปล่า? การที่มนุษย์ไปโลกพระจันทร์ได้นี้
ทำใหโลกมีสันติภาพขึ้นตรงไหนบ้าง? นี่ก็มองดูอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะมันทำไปเพราะอำนาจของโลภะ
หรือความต้องการ ได้มามันก็ใช้ไปตามวิถีทางของโลภะหรือกิเลส
เพราะฉะนั้นก็ไม่มีหวังว่าโลกนี้มันจะมีสันติภาพหรือเย็นลงได้
เพราะการก้าวหน้าในเรื่องนี้ ทีนี้ดูในทางสังคม เค้าก็ว่าเขาก้าวหน้า
ก็จริง ก้าวหน้าไปมาหาสู่ มีระเบียบอะไรทางสังคมงดงาม แต่ไม่เห็นว่า โลกมันเย็นลง
มันมีแต่โลกมันเร่าร้อน สังคมกันโดยวิถีทางที่ยกแก้วเหล้าชูขึ้นท่วมหัว
นี่เคยพูดกันมาแล้ววันก่อนนี้ ให้พรกันโดยการยกแก้วเหล้า ขึ้นชูเหนือหัว
ยังงี้เป็นต้น เป็นคัวอย่างอันหนึ่งที่ว่าจะกันลืมได้
ว่าสังคมของมนุษย์ที่ยังมีความรู้สึกอย่างนี้ ไม่ทำให้โลกนี้เย็นได้.
ทีนี้ ที่น่าประหลาดยิ่งกันไปอีก ก็คือ จริยธรรม หรือศีลธรรม
เดี๋ยวนี้ก็มีอีก ยืนยันว่า เค้าได้จัดให้มีศีลธรรมมีจริยธรรม พวกสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทางวัตถุเนี่ยะ
เค้าก็ยืนยันว่าเค้าได้จัดให้มีความก้าวหน้าความเจริญทางศีลธรรม ทางจริยธรรม
แต่ดูให้ดีแล้ว มันเป็นศีลธรรมเก๊ จริยธรรมเก๊ หรือของปลอม ศีลธรรมที่ว่าเอาใหม่
ซึ่งกิเลสเป็นผู้ว่า เหมือนการที่โกหกกันทีเดียวทั้งโลก
ในระหว่างพวกนักการเมืองนี้ ไม่เห็นว่าเป็นบาป หรือการฆ่ากันทีละมากๆ ๆไม่กี่ทีจะหมดโลกนี่
ก็ไม่เห็นว่าเป็นบาป หรือมันมึนเมาในเรื่องกามารมณ์
ระหว่างเพศกันให้สุดเหวี่ยง เคเก็ไม่เห็นว่าเป็นบาป ศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารนี้ถูกเพิกถอนไปแล้วโดยปริยาย
จะเรียกว่าศีลธรรมเจริญอย่างไร? นี่ระบบการเมืองกำลังเป็นอย่างนี้
ขอให้ดูให้ดีๆ.
ทีนี้บางพวกอาจจะกล้าเอ่ยอ้างขึ้นมา ถึงคำว่ามนุษยธรรม พวกที่เจริญในวัตถุนั่นแหละ
อ้างว่าเขาเจริญด้วยมนุษยธรรม คือมีคุณธรรมสูงสมแก่นามว่า มนุษย์
แล้วมันก็เป็นมนุษย์เก๊นั่นแหละ มนุษย์ที่เป็นทาสของกิเลสเป็นทาสของเนื้อหนังเป็นทาสของวัตถุ
นี้มันเป็นมนุษย์เก๊ ที่เค้าเจริญด้วยธรรมะสำหรับมนุษย์ชนิดนั้น ก็เป็นมนุษยธรรมที่เก๊
ไม่ใช่มนุษยธรรมที่สมควรแก่มนุษย์ผู้มีจิตใจสูง จิตใจสะอาด สว่างสงบ คำว่ามนุษย์
แปลว่า จิตใจสูง จิตใจสูงต้องอยู่เหนือปัญหาทั้งหลาย
อยู่เหนือความทุกข์ทั้งหลาย คืออยู่เหนือกิเลสด้วย มนุษยธรรมแท้จริงต้องเป็นอย่างนั้น
เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม มันลงมาอยู่ข้างใต้ของกิเลส มันเป็นสัตว์ป่ามากขึ้นทุกที
นี่นึกแล้วก็น่าหัว(เราะ) ที่ต้องพูดว่ามนุษยธรรม
ที่เป็นสัตว์ป่ายิ่งขึ้นทุกที ของคนพวกนี้ที่จะเจริญด้วยเนื้อหนัง
การลุ่มหลงในเนื้อหนัง ถ้าจะมองในรายละเอียดกันก็ได้ พูดกันซ้ำๆวันกันมันก็ไม่จบ
ความเจริญที่เค้าเรียกกันว่าความเจริญ แล้วก็เป็นไปเพื่อความวินาศของมนุษย์ หรือของโลกนี่เอง.
การศึกษา
เราก็ต้องยอมรับกับเขาว่าเจริญ แต่เจริญทางฝ่ายวัตถุ ทำให้คนฉลาดสำหรับที่จะเป็นคนเลว
การศึกษาเจริญ ทำให้ลูก เด็กๆฉลาด แต่ฉลาดสำหรับจะไปเป็นคนเลว คือไปเป็นคนเห็นแก่ตัว
เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนเห็นแต่เนื้อแต่หนังของตัวนี่ การศึกษาเจริญ
เรียนจบก็มาติดเฮโรอีน เมื่อการศึกษายังไม่เจริญ เด็กๆรู้จักเกลียดเฮโรอีน เกลียดฝิ่นเลียดกัญชา
เดี๋ยวนี้เค้าจัดการศึกษาก้าวหน้าเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ได้ปริญญาติดเฮโรอีน หรือว่าบ้าการเมือง
หรือว่าอะไรต่างๆซึ่งล้วนแต่เป็นความระส่ำระสายวุ่นวาย
เมื่อก่อนเค้าเล่าเรียนแล้วเค้าเคารพคนเฒ่าคนแก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์
เดี๋ยวนี้ยิ่งเล่าเรียนแล้วก็ยิ่งไม่เคารพบิดามารดา อ่า ครูบาอาจารย์คนเฒ่าคนแก่อย่างนี้เป็นต้น นี่ล่ะการศึกษาเจริญ
แต่เจริญเพื่อความวินาศของมนุษย์ แล้วการค้นคว้าโดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ มันเจริญมันก้าวหน้า
เดี๋ยวนี้เรามีการประดิษฐ์ไอ้ของประหลาดๆ เช่นวิทยุ เช่นทีวี เช่นคอมพิวเตอร์
อะไรต่างๆซึ่งแสนจะประหลาด แล้วก็ประดิษฐ์ขึ้นมาได้มาก ผลิตก็เร็วทุ่นแรงก็ทุ่นแรง
การทำมาหากินก็มีเครื่องมือชั้นดี ชั้นพิเศษ เรียกว่าการค้นคว้ามันก็ก้าวหน้า แต่เราก็ไม่เคยเห็นมีสันติภาพ เพราะการค้นคว้าหรือก้าวหน้า ถ้ามีอะไรขึ้นมาก็เอาไปใช้ให้เป็นทาสของกิเลสเสียหมด มีวิทยุมีทีวี แทนที่จะใช้มาแก้ไขศีลธรรม
กลับไปให้เป็นเหยื่อของกิเลส เพื่อหมักหมมกิเลสมากขึ้น ถ้ามีรพยนต์ขี่
แทนที่จะไปฟังเทศน์ที่วัด ก็ไปหาเรื่องกามารมณ์ เรื่องสนุกสนาน
ไม่ว่าอะไรเค้าใช้มันไปเพื่อเป็นทาสกิเลสหมด มีเงินมากก็ไม่ได้คิดจะช่วยผู้อื่น ก็คิดแต่ในทางที่เห็นแก่ตัว
มันก็มาช่วยหัดให้มีกิเลสหนาแน่นขึ้น.
ครั้นจะมาดูที่ ทีนี้จะมาดูที่ตัวไอ้การเมืองนั้นเอง ระบบการเมือง
การเมืองเนี่ยเค้า มัน เอ่อ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดใน ใน ในหมู่มนุษย์ ในระหว่างประเทศนี่
ทุกคนกำลังระมัดระวังในทางการเมือง หรือว่าจะใช้ประโยชน์ทางการเมือง
มีอุปกรณ์ทางการเมือง ในการเศรษฐกิจเนี่ยะ ต้องจัดไปเพื่อเป็นอุปกรณ์แก่การเมือง
การทหารก็จัดไปเพื่อเป็นอุปกรณ์แก่การเมือง ไม่แม้แต่การสื่อสารการคมนาคม
อะไรต่างๆที่แสนจะวิเศษ นี่ก็ต้องเป็นอุปกรณ์แก่การเมือง เพื่อดำเนินการทางการเมือง
ให้ได้เปรียนบคนอื่นให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการเมืองก็คือการเล่นการพนัน อ่า
ชนิดหนึ่ง ที่เอากำไรหรือเอาเปรียบผู้อื่น ให้มากที่สุด
ด้วยจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส หรือด้วยความเห็นแก่ตัว.
ถ้ามนุษย์ทุกคนมีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมีการเมือง
ไม่ต้องเล่นการเมือง ไม่ต้องมีการปกครอง ฟังดูให้ดี
ถ้าทุกคนมันเป็นคนดี เป็นสัตบุรุษนี่ เราไม่ต้องมีโรงศาล ไม่ต้องมีคุกตาราง
ไม่ต้องมีตำรวจนี่ ข้างในนี่ แล้วภายนอกระหว่างประเทศ ก็ไม่ต้องมีการเมือง
ไม่ต้องมีอะไรถ้าคนมันดี นี่มันมีแค่คนที่จะหากไร หรือกอบโกยประโยชน์
กระทั่งลักล้วงประโยชน์ของผู้อื่นมา อย่างลึกซึ้งกว้างขวาง ก็เลยต้องมีเรื่องการเมือง
ต่อสู้ป้องกันต้านทาน ไว้สู้รบกัน ฉะนั้นการเมืองยิ่งเจริญ ก็ไม่ได้หมายความว่า
จะทำให้โลกมีสันติภาพ ยิ่งการเมืองก้าวหน้า
ก็หมายความว่า โลกมันเลวลง ถ้าโลกมันดีขึ้น การเมืองมันก็ต้องน้อยลง มันไม่จำเป็น.
ทีนี้มาดูกันทางอื่นบ้าง ว่า
แม้ว่าเราจะมีความสุขในทางร่างฃกายกันบ้าง เพราะว่าการแพทย์การอนามัย อะไรต่างๆนี้
มันดีขึ้น แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ โลกนี้มีสันติภาพ คล้ายกับว่า
เขาช่วยให้รอดชีวิตนี้ ก็เพื่อจะไปรบราฆ่าฟันกัน ในทางการเมือง หรือว่าในทางทหารก็ตามใจ ทางการศึกษาชั้นสูง เต็มไปด้วยศาสตร์ต่างๆ เช่นปรัชญา
เช่นจิตวิทยา เช่นตรรกะวิทยา ก็ก้าวหน้า แต่ว่าก้าวหน้าไปในทางให้คนมันโง่ลง
ให้เวียนหัวมากขึ้น เข้าไปสู่มืดมน อ่า เข้าไปสู่ความมืดมน ออกไปไม่ถูก เนี่ยะ มากขึ้น
เพราะมันดีเกินไป เรื่องปรัชญากี เรื่อง logic, psychology
อะไรก็ดี มันไปไปไปไปจนไปในทางที่ไม่รู้จะไปทางไหน เรื่องปรัชญามันเป็นอย่างนั้นเอง
ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติโดยตรงด้วยสัมมาทิฏฐิ แล้วแก้ความทุกข์กันที่นี่และเดี๋ยวนี้.
ทีนี้ ดูทางศิลปะกันบ้าง ก็น่า
น่าประหลาดที่สุด เดี๋ยวนี้เรื่องศิลปะเจริญที่สุด มาอยู่ในหลักสูตรของลูกเด็กๆ
ป ๓ ป ๔ อยู่แล้ว ในมหาวิทยาลัยก็มีแผนกศิลป์ทั้งนั้น ดังนั้นศิลป์นี่ก็มีมาก โภชนศิลป์
ให้กินให้ดีที่สุด ให้คิดให้สุดเหวี่ยง ให้มนุษย์มีการกินที่ดีที่สุด แล้วเรียกว่า
โภชนศิลป์ แล้วก็เรียกเคหะศิลป์
ให้มันมีบ้านเรือนเหมือนับวิมานที่สุด มันสวยงามที่สุด เรียก เรียกเอาเองว่าสำอางศิลป์
เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเอามากๆ ที่ปากแดงเหมือนกับไปกินเลือดใครมา เดี๋ยวนี้ดูน้อยๆลงหน่อย เนี่ย สำอางศิลป์ในหลายๆชนิดเนี่ยะ
มันก็มีกระทั่งมีอาจารศิลป์ ศิลปะที่
ที่ทำสิ่งที่เป็นลามกอนาจาร ให้กลายเป็นสิ่งที่รับรองต้องใจกันยังงี้ ขอเรียกว่าอนาจารศิลป์
ศิลปะที่สามารถทำสิ่งที่ปู่ย่าตายายประณามไว้ ว่าเป็นสิ่งลามกอนาจารน่ะ
ทีนี้คนก็มาทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นบูชาได้ ก็เรียกว่ามีศิลป์ มีศิลป์ขนาดเฟ้อ
หรือกระทั่งเป็นบ้าไปแล้วอย่างนี้ มันก็ไม่ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้
ไปอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลป์.
ตรงนี้อยากจะแนะให้เห็นง่ายๆพิเศษอย่างหนึ่งว่า
ศิลป์ที่เฟ้อขนาดเป็นบ้าเนี่ยะ มันได้โอกาสมาจากระบบประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยให้ใครทำอะไรได้ตามชอบใจ
ไม่มีขอบเขต เป็นเสรีน่ะ ใครจะคิดอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้
แสดงอะไรก็ได้แสดงลามกอนาจารอย่างไรก็ได้ นี่มันจึงออกมาในรูปนี้ เป็นอนาจารศิลป์
เพราะว่าโลกนี้กำลังหลงเสรีประชาธิปไตย ใครทำอะไรก็ได้ โดยมากก็มาจากคนที่กอบโกยส่วนเกินไว้ได้มาก
ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ไปหาความสุขทางเนื้อหนังยิ่งๆขึ้นไป อนาจารศิลป์ก็เกิดขึ้นเพื่อคนเหล่านี้
ดังนั้นศิลปะแขนงไหนก็ตามแต่ ไปคิดดูให้ดีเถอะ แม้แต่ว่าไอ้โรคศิลป์
แก้โรครักษาโรคได้ อย่างกับว่าเป็นหมอทิพย์ หมอเทวดา เนี่ยะ มีนก็ยังไม่ช่วยให้โรคนี้มีสันติภาพได้
เพราะคนที่สบายในแต่ละคนๆนั้น มันไปหลงใหลในกิเลส.
ทีนี้ดูแบบการเมืองเป็นครั้งสุดท้าย
แบบ...แบบดูว่าหน้าตาของการเมืองในโลกนี้ ก็มีระบบการเมือง
อยากเรียกกันให้มันฟังง่ายๆที่นี่ ว่าระบบทหารธิปไตย บางประเทศหรือว่ากลุ่มประเทศเล็กๆเนี่ยะ
โดยมากทั้งโลกเนี่ยะ ก็เป็นระบอบทหารธิปไตย ผู้มีอำนาจทหารก็มีอำนาจครองประเทศ
ประเทศที่ร่ำรวย ประเทศที่เกินพัฒนา ก็มีระบอบนายทุนธิปไตย
ก็เดากันได้ก็มองเห็นกันได้ว่า ประเทศไปนบ้างที่เป็นนายทุนธิปไตยในโลกนี้ ถึงแม้ว่าจะมองดูกันในแง่เพราะทุกระบบเหล่านั้น
แม้มันจะตรงกันข้าม มันก็มาเหมือนกันอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือว่ากอบโกยส่วนเกิน
ต้องการจะเป็นทาสของวัตถุ ของเนื้อหนัง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ระบอบทหารธิปไตย
มันก้ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ระบอบนายทุนธิปไตย มันก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง
เผด็จการก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ประชาธิปไตยก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง
นี่ดูที่ตรงนี้ให้ดีๆ แล้วเข้าใจไว้ว่า มันจะมีกันสักกี่ระบอบ
ก็ไม่ทำให้โลกนี้มีสันติภาพได้.
นี่สภาพปัจจุบันของโลกมนุษย์เรา แล้วในยุคที่มีความเจริญเหมือนกับวิ่ง
ถอยหลังไปสัก 50 ปี อันนี้ก็เรียกว่ายุคอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนั้นก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ดูเป็นเรื่องสูงสุดของมนุษย์แล้ว
อะไรก็เป็นการใช้กำลังของอิเล็กทรอนิกส์ ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนเป็นยุคอวกาศ
หรือในยุคปรมาณู ใช้กำลังของปรมาณูได้ ทำ เอาปรมาณูในธรรมชาติมาใช้เป็นประโยชน์ได้
คือทำลายปรมาณูนั่นเอง แล้วต่อมาก็เป็นยุคอวกาศ ไปโลกพระจันทร์ได้ ต่อมาไม่กี่นี้ไม่กี่ปีนี้ก็เลื่อนชั้นเป็นโลกยุคปิงปอง
ใช้ความหมายกลับกลอกกลิ้งกลอกของลูกปิงปองนั่นแหละ เป็นที่พึ่ง ยุคปิงปองนี่กำลังเป็นยุคสุดท้าย
อยู่อีกไม่เท่าไหร่ก็คงมียุคอื่นมาแทน ทีนี้
อยากให้กวาดตาดูทีเดียว อ่า ทุกๆยุค ยุคอิเล็กทรอนิกส์ ยุคปรมาณู ยุคอวกาศ
กระทั่งยุคิงปองนี่ ไม่เห็นโลกมัน ทำให้เห็นว่าโลกมันมันดีขึ้นในส่วนสันติภาพ
มันก็จะมีก๊อกแก๊ก ๆ ๆ ๆ อย่างลูกปิงปอง คือกลอกไปกลอกมามากขึ้น.
เนี่ยะ เป็นอันว่าไม่ต้องพูดกันแล้ว เรื่องความสงสัยในเวลานี้ว่าโลกมีสันติภาพหรือยัง?
อยากจะสรุปความว่า ยิ่งเจริญด้วยวิทยาการ หรือว่าพฤติกรรมอะไรเหล่านี้ โลกยิ่งไม่มีสันติภาพ
นี่พูดกันใหม่ในแง่อีกแง่หนึ่ง ให้เป็นที่เข้าใจว่าจะทำอย่างไรให้โลกนี้มันมีสันติภาพ.
อาตมาได้เสนอคำพูดขึ้นมา
ตั้งแต่ทีแรกข้างต้นแล้ว ว่าให้ตั้งใจฟังหรือกำหนดไวให้ดี คือคำว่า โลกจะต้องมีระบบการปกครองที่ไม่เห็นแก่ตัวคน
และให้ประกอบไปด้วยธรรมะ ระบอบการปกครองในโลกที่ไม่เห็นแก่ตัวคน ตัวบุคคล
คือใครมือยาวสาวเอานี่ ไม่เปิดโอกาส และให้ระบบการปกครองนั้น
ประกอบอยู่ด้วยพระธรรม หรือพระเจ้าแล้วแต่จะเรียก
ไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เรียกไว้ทีหนึ่งก่อนว่า ระบบธัมมิกสังคมนิยม สังคมนิยม ก็แปลว่า เห็นแก่เพื่อนมนุษย์
ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแต่ตัวกูคนเดียว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ จึงจะเรียกว่า
สังคมนิยม แล้วการเห็นแก่สังคมนั้น ต้องถูกต้องด้วย เพราะผิดก็ได้เหมือนกัน การเห็นแก่สังคมผิดๆ
ก็คุมพวกไปปล้นพวกอื่น หาประโยชน์ไปให้กับพวกตัว มันผิด ก็เลยต้องใช้คำว่า ธัมมิกกะ
คือ ประกอบอยู่ด้วยธรรม เข้ามานำหน้าไว้ ว่า ธัมมิกสังคมนิยม ระบอบที่ถือเอาประโยชน์สังคมเป็นหลัก
และประกอบไปด้วยธรรมะ.
ใจความใหญ่จะบอกให้ทราบล่วงหน้าซะก่อนก็ได้เพื่อจะได้ฟังได้ง่ายๆ
ก็คือว่า เป็นระบอบที่เห็นแก่ผู้อื่น จึงไมมีการกอบโกยเอาส่วนเกิน นี่
คำว่าส่วนเกิน มาอีกแล้ว ช่วยทำความเข้าใจในคำว่าส่วนเกินนี้ดีๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้โลกทั้งโลก
กำลังมีปัญหายุ่งยากลำบาก จะร้อนเป็นไฟอยู่นี่ เพราะสิ่งสิ่งเดียว
คือสิ่งที่เรียกว่า ส่วนเกิน จะเป็นส่วนเกินอย่างที่ตอมมิวนิสต์เข้าเรียกกัน
surplus value หรืออะไรก็ตาม หรือเป็นส่วนเกินตามธรรมชาติ
ที่คนไม่รู้สึกตัวว่ามันมีส่วนเกินนี้ก็ตาม มันเป็นส่วนเกินทั้งนั้น
และสิ่งที่เรียกว่าส่วนเกินนี่ คือข้าศึกของมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์ไม่มีสันติภาพ เพราะว่าเค้าไปกอบโกยเอาส่วนเกิน เค้าไม่ซัดเหวี่ยงขว้างไปเสียที่ผู้อื่น
เค้ากอบโกยเอาไว้มาเป็นของตนมากขึ้น ร่ำรวยด้วยส่วนเกิน มันจึงเกิดเป็นพิษร้ายขึ้นมา.
(มีต่อ ๒)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น