หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) - การใช้ปัญญาและเสรีภาพอย่างมีสติ จะนำไปสู่ความสุข

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) - การใช้ปัญญาและเสรีภาพอย่างมีสติ จะนำไปสู่ความสุข

          https://youtu.be/bjw4nRgzjJM?si=D3GYsf9DebncqT7o

          ...คือเราต้องมองอย่ามองว่าพุทธศาสนาว่าอย่างนั้น ต้องมองอีกชั้นว่า พุทธศาสนาว่าไปตามธรรมชาติ ทีนี้ ถ้าพูดอีกทีนึงก็ไม่ต้องพูดถึงพุทธศาสนาก็ได้ ก็คือว่าธรรมชาตินั้นเป็นยังไง ก็หมายความว่าไอ้การฆ่ากัน จะเป็นฆ่าสัตว์ฆ่าสัตว์ฆ่าอะไรก็แล้วแต่น่ะ ที่ว่าบาปนี่ก็คือ มันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ ใช่มั้ย? ไม่ใช่เป็น ไม่ใช่บาปเพราะพระพุทธเจ้าว่าบาป แต่ว่าบาปเพราะว่าความจริงของธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ก็คือว่า ไอ้ธรรมชาติของชีวิตมันไม่เฉพาะมนุษย์หรอก มันก็รักชีวิตของตัวเอง ทีนี้การฆ่า ในฝ่ายของผู้ฆ่าเนี่ยะ เมื่อจะไปทำการฆ่าเขา ก็คืออาการของการประทุษร้ายอย่างหนึ่ง ทีนี้การที่จะประทุษร้าย มันก็ต้องมีเจตนา และเจตนาที่จะฆ่ามันก็เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยโทสะ หรือการเบียดเบียน อันนี้แหละที่เราเรียกว่าบาป ถูกมั้ยฮะ? บาป ก็คือสภาวะตามธรรมชาติ และมันก็มีผลไปตามธรรมชาติของมันเอง ไม่ใช่เป็นเพราะว่าพระพุทธเจ้ามาสั่งว่าบาปเบิปอะไร นี่คือพุทธศาสนา.

          เอาละ ท่านก็บอกว่า ความจริงมันก็เป็นยังเงี๊ยะ ถ้าเป็นไปได้ เรารู้ว่าทุกชีวิตรักตน รักสุขเกลียดทุกข์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรเบียดเบียนกัน ไม่ควรฆ่ากัน ไม่ควรจะสั่งให้ฆ่าด้วยซ้ำ อันนี้ก็วางหลักลางๆไว้ ก็หมายความว่า ความจริงมันมีอยู่ว่าอย่างงี้ๆ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติก็ควรอย่างงี้นะ 2 ชั้นนะ คำสอนพุทธศาสนามันจะมี 2 ชั้น ย่าง 1 ความจริงว่าอย่างงี้ เพราะฉะนั้นก็ 2 เราจึงควรอย่างงี้ เหมือนกับบอกว่า ไฟมันร้อนนะ เพราะฉะนั้นเราควรอย่างงี้เราควรปฏิบัติต่อไฟอย่างงี้ ไอ้การฆ่ากันการเบียดเบียนกันนี่ มันไม่ดีอย่างงี้ๆๆนะ มันมีผลอย่างงั้นๆๆ เอ้า เพราะฉะนั้นเราไม่ควรฆ่าฟันเบียดเบียนกัน.

          ทีนี้ เราก็ต้องมาดู มาวิเคราะห์ความจริงอีกชั้นหนึ่ง ท่านก็ยอมรับ บอกว่า เรื่องความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของมนุษยืในโลกเนี่นยะ จะไม่ให้มีการเบียดเบียนกันเนี่ยะ มันยังฃเป็นไปไม่ได้ มนุษย์ก็ยังมีกิเลส มีเรื่องของการที่ว่า อยู่ในท่ามกลางสังคม อยู่มรท่ามกลางโลก ที่มีการเบียดเบียนกัน สัตว์อื่นก็มีกิเลสไรต่างๆเหล่าเนี๊ยะ ก็ต้องพยายามปฏิบัติตัวให้ดีที่สุด ถ้าทำได้ ตัวเองต้องฝีกตนขึ้นไป แล้วก็ช่วยผู้อื่นให้ฝึกในทางไม่เบียดเบียนกัน.

          นี้ก็ในขณะที่ว่า ในส่วนที่ยังต้องเบียดเบียดเนี่ยะ เราจะทำแค่ไหน และทำอย่างไรในภาวะที่ทำให้ดเกิดผลเสียน้อยที่สุด นี่ก็คือการที่จะพิจารณาตัดสินใจ เรื่องของการใช้ปัญญา ไม่ใช่สักแต่ว่าความเชื่อ คำสอนศาสนาสั่งมาแล้วก็ทำ ใช่มั้ย? แต่พุทธศาสนากลายเป็นว่า ให้เราพิจารณาใช้ปัญญาของเรา เพราะฉะนั้นท่านจึงบอก เอ้า แม้แต่การฆ่าสัตว์ก็มีโทษไม่เท่ากัน เช่นว่า 1 เจตนาของเราเป็นเจตนาอะไร ถ้าเจตนาที่จะข่มเหงรังแกเบียดเบียนเขา อะไรอย่างเงี๊ยะ ก็เป็นเจตนาที่เป็นบาปแรงถ้าเจตนาป้องกันตนเจตนาจะใช้เป็นอาหาร แล้วก็ได้ เจตนานี้ก็เบาลงอะไรงี้นี่นะ ก็บาปน้อยลงไป นี่ด้านเจตนา.

          แล้วก็ด้าน 2 เอ้า ก็ด้านสัตว์นั้น สัตว์นั้นมีคุณประโยชน์มาก เช่นผู้มีพระคุณยังเงี๊ยะ ไปฆ่าก็บาปมาก ถ้าสัตว์นั้นเป็นสัตว์ที่มีโทษ มีคุณน้อยก็บาปน้อย ก็ว่าไป อันนี้ท่านก็ยกตัวอย่างให้เราดู เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการที่จะมา พิจารณาตัดสินใจ ในที่สุดเราก็ต้องตัดสินใจด้วยปัญญาของเรา ว่าความจริงมันเป็นอย่างเงี๊ยะ แล้วในทิศทางที่ถูกสมควรมันจะเป็นอย่างงี้ แล้วเราน่ะจะเอายังไง มันก็ 3 ชั้นนะ 1 ความจริงเป็นอย่างนี้ ทางที่ควรน่าจะเป็นอย่างงี้ แล้วเราจะเอายังไง?

นี้ก็ พุทธศาสนิกชนก็เลยต้องนักฝึกตนยังไงล่ะ ต้อง หนึ่ง พัฒนาปัญญาให้รู้ความจริง สองก็ แล้วก็รู้โยงมาสู่การปฏิบัติว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร แล้วก็สาม มีความสามารถในการตัดสินใจ ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด มีโทษน้อยที่สุด อย่างบางครั้งท่านก็ตรัสไว้บอกว่า เมื่อคำนึงถึงสุขหรือประโยชน์ส่วนน้อย เอ๊ย ของส่วนใหญ่สิ ก็ให้สามารถละประโยชน์ส่วนน้อย หรือความสุขส่วนน้อย มัตตาสุขะ ปริจาคา สัมปัสสัง วิปุลังสุขังนะ - เห็นแก่สุขอันไพบูลย์ ก็ยอมสละสุขประมาณน้อย อะไรทำนองนี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง เป็นแง่มุม ในการที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่รวมแล้วก็คือใช้ปัญญา

ฉะนั้นเราต้องศึกษาไม่หยุดหาความจริง 2 ก็โยงมาสู่การปฏิบัติการดำเนินชีวิต เพราะว่าบนพื้นฐานของความจริงนั่นแหละ ที่มนุษย์จะมีชีวิตได้ดีได้ และพัฒนาสังคมให้ดีได้ เมื่อรู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร แล้วก็มาเลือกตัดสินใจให้สอดคล้องกับสถานะ สภาวะของตนเองและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น แต่ว่าเจตนาเป้าหมายเราดีก็ได้ชั้นนึงแหละ ก็คือ เราก็มีจุดหมายว่าเราจะพัฒนาต่อไปไม่ใช่หยุดแค่นี้ จะทำให้ส่วนที่เป็นโทษน้อยลงไป และส่วนที่เป็นความดีงามประโยชน์สูงขึ้นไปเรื่อย.

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ไม่หยุดอยู่ ไม่ใช่ว่ามาหวนละห้อยความหลัง มาเศร้าอยู่กับไอ้เรื่องของอดีต แม้จะทำอะไรผิดไปแล้วก็ไปเศร้าอยู่อันนั้น ก็กลายเป็นว่า ถือสว่าทำกรรมชั่วเพิ่มเติม อ้าว เพราะทำมโนกรรมไปคิดขุ่นมัวเศร้าหมอง อยู่กับไอ้เรื่องนั้นอีก พุทธศาสนาให้สิกขา การศึกษาให้พัฒนาตน เมื่อเรารู้แล้วว่าที่ทำไปมันยังไม่ดีไม่สมบูรณ์มันผิดพลาด หรือดีแล้วยังไม่สมบูรณ์ ก็พัฒนาขึ้นไปสิ ถ้ามันไม่ดีก็ปฏิกรรม ทำการแก้ไขให้มันดียิ่งขึ้น อันไหนดีที่มันยังน้อยอยู่ก็พัฒนาขึ้นไป เป็นศาสนาที่เน้นการฝึกฝนพัฒนาตน ทำให้ดียิ่งขึ้น ฉะนั้นท่านจึงไม่ให้มามัวหวนละห้อยกรรมเก่ากรรมเกิ่วอะไรอยู่อย่างเนี๊ยะ.

ทีนี้คนไทยมาติดมาก คือท่านไม่ได้ปฏิเสธกรรมเก่า กรรมเก่าก็อยู่ในกระบวนการของเหตุปัจจัย เราปฏิบัติต่อกรรมเก่าให้ถูก รู้เข้าใจ เมื่อมีความรู้แล้วจะปฏิบัติต่อเรื่องที่เคยผ่านมาได้ เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต และรู้ว่าควรจะวางเป้าหมายจุดหมายแผนการปฏิบัติต่ออนาคตอย่างไร มันก็จะพัฒนาไปได้เรื่อย ๆนี่นะ ก็ท่านก็ให้ไม่ประมาทในการศึกษาก็เพราะอันนี้ ไม่ปล่อนละเลยการศึกษา คอยศึกษาค้นคว้าความจริง หาทางแก้ไขพัฒนาปรับปรุงไปเรื่อย ๆ น่ะก็เข้าหลักธรรมะ ต้องฝึกตนอยู่เสมอ ใช่มั้ย? จึงจะเจริญได้ แล้วก็บอกว่า  ทันโตเสฏโฐ มนุสเสสุ ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ฝึกแล้วประเสริฐสุด.

          ฉะนั้นก็ เนี่ยะ ดำเนินตามวิธีปฏิบัติอย่างนี้ พอเห็นทางมั้ยฮะ? (พอจะได้หลักครับ แต่ว่าตัดสนใจยากอยู่-ผู้ฟัง) อ้าว ก็ตัดสินใจ ก็จะได้มีแนวทางการตัดสินใจ ใช่มั้ย?

(...อย่างยกตัวอย่าง ก่อนที่จะเข้ามาบวชอย่างนี้อ่ะครับ มันก็จะเพื่อนทำธุรกิจพวกนี้ เยอะพอสมควร เอ่อ อย่างเช่น ทำไส้กรอกปลาอย่างเนี๊ยะ ก็แต่ว่าทางครอบครัวนี่ก็มีการปฏิบัติธรรมอะไร นี้เค้าเลิกไปก็เกิดความลังเลในใจว่า ไม่อยากจะทำต่อแล้ว แต่ก็เกิดความติดขัดว่าพนักงานก็ต้องเลี้ยง อันนี้เราไม่อยากจะทำก็เลยกลายเป้นว่าตัดสินใจไม่ได้ ก็ขุ่นข้องหมองใจอยู่อย่างนี้อ่ะครับ ก็ตัดสินใจยาก – ผู้ฟัง)  (หุหุหุ – ก็ยกกิจการ/ขายให้พนักงานทั้งหลายนั่นไปทำต่อกันเอาเอง แล้วเราก็ไปปฏิบัติธรรมซะสิ จะมามัวขุ่นข้องหมองใจ ตัดสินใจหวงแหนโหยห้อยโหนอะไรไปทำไมล่ะจ้ะ - อุตส่าห์มาเรียนธรรมกับเจ้าประคุณสมเด็จฯขนาดนี้แล้ว - ผู้ถอดความ)

ก็เห็นใจ แต่ว่านี่แหละ เพราะเรายังไม่รู้ว่า ต่อไปไอ้การเบียดเบียนกันแม้แต่ในระดับอาชีพเนี่ยะ มันจะมีผลต่อสังคมต่อไป เพราะว่าอย่างเวลาเนี๊ยะ สัตว์บางชนิดมันก็ไม่มีความหมายในการมีชีวิตอยู่เลย ถูกมั้ยฮะ? สักแต่ว่า เกิดขึ้นมาแล้วก็ เป็นสิ่งให้มนุษย์เลี้ยงชีวิต แต่ว่าเขาเองเขาไม่ได้มีความหมายในการมีชีวิตอะไรเลย แล้วอย่างนี้ต่อไปแล้วมันจะมีผลอะไรแล้วมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ พวกพันธุ์ของสัตว์อะไรต่างๆด้วยนะ ในระยะยาว เพราะว่าสัตว์นี้มันจะมีการพัฒนาอะไรต่ออะไร มันก็การดำรงชีวิตของตัวเอง เมื่อการดำรงชีวิตมันไม่มีความหมายเนี่ยะ การเปลี่ยนแปลงในสายพันธุ์อะไรมันจะเกิดขึ้น จะเป็นยังไงต่อไปอีก แล้วมันจะส่งผลมายังไงต่อไอ้สัตว์อื่นอะไร ยังงี้อ่ะนะ มันโยงกันไปหมด ระยะยาวบางทีมนุษยืมองไม่ออก ฉะนั้นเราก็ต้องคำนึงเหล่านี้หมดแหละ คำนึงทุกด้านไปเลย อ่ะนิมนต์ฮะ.

(ครับใ คือโยมก็มีโรงงานเลี้ยงไก่ครบวงจร ซึ่งแน่นอนก็จะมีเป็นโรงชำแหละ โรงเชือดด้วยครับ เสร็จปุ๊บ โยมพ่อของผมก็เคยถามผม ตอนที่ผมมาบวช ถามว่า คือท่านอยากจะทราบว่า การที่ท่านประกอบอาชีพเนี๊ยะ มีบาปอย่างไร? แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้ศึกษาในเรื่องตรงนี้ แต่ตอนนี้แต่พอหลังจากได้ศึกษาปุ๊บ มันมีข้อนึงในเรื่องมิจฉาอาชีวะ ครับ เสร็จปุ๊บมันก็จะไปตรงเรื่อง ข้อแรกก็คือ ทำอาชีพที่มีการฆ่าสัตว์ ปุ๊บ ผมก็ ใจจริงก็อยากเตือนท่าน แต่ถ้าคือการเตือนท่านแล้วเราไม่ได้สร้างความกระจ่างให้กับท่าน มันก็จะเป็นการสร้างความกังวล เสร็ขปุ๊บ ผมก็ลังเลระหว่าง 2 อย่างก็คือ ระหว่างการที่ คือคือตอนนี้มุมมองของท่านคือ การที่ท่านทำประกอบอาชีพโดยสุจริต อ่า คือท่านก็[มีเสียงหัวเราะ] มองมองคำนึงถึงว่ามันเป็นการเบียดเบียนสัตว์ก็จริง แต่มันก็ก่อเกิดประโยชน์ อ่า ซึ่งท่านก็ไม่ได้ถึงกับกังวลใจ อะไรมากนัก แต่พอผมมาพิจารณากับหลักธรรมเรื่อง มิจฉาอาชีวะปุ๊บ ผมก้ค่อนข้างจะหนักใจ แต่พอผมมองในแง่มุมที่ว่า ถ้าท่านเกิดมีเจตนาดี แล้วใจของท่านบริสุทธิ์  อ่า การกระทำถึงแม้ว่า มันจะเป็นกรรม มันก็เป็นกรรมที่น้อยถูกมั้ยครับ? - ผู้ฟัง)  (หุหุหุ...ตนเองไม่พิจารณา ไปพิจารณาผู้อื่น แล้วเกรงว่าผู้อื่น จะกังวลกับการไม่รู้กระจ่างทั้งหมดของตน ตนก็เลยกังวลว่า ผู้อื่นนั้นทำกรรมมากหรือน้อย   หุหุหุ กรรมจะมากหรือน้อย ก็คือกรรม แปลว่ายังไง ตนก็รู้ว่า ไม่ดี ในเมื่อเป็นมิจฉาอาชีวะแล้วจะมาหาข้อแก้ตัว เพื่อบรรเทาความกังวลในจิตใจ ได้รึ? โลกกียะ กับโลกุตตระ น่ะให้พิจารณาตน ต้องแยกให้ออกว่า - การจะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมของการเป็นมนุษย์ได้ พ้นจากสังสารวัฏ วงจรแห่งกรรมนั้น มีแต่เพียงต้องดำรงตนไปสู่โลกแห่งโลกุตตระ แต่หากต้องการจะเลี้ยงชีพ มีทรัพย์เพราะต้องเลี้ยงลูกให้โตจนมาบวชได้เนี่ยะ ก้ต้องดำรงตนประกอบอาชีพในโลกของโลกียะอย่างไรล่ะ? การไม่ฆ่าสัตว์เพื่อสร้างความร่ำรวยอ่ะแหละ ปลูกถั่วปลูกงาทำไร่ทำนา สร้างความร่ำรวยเพื่อเลี้ยงให้ลูกโตจนมาบวช - ไม่ได้รึ? ความจริงถ้าต้องการจะพัฒนาตนในเรื่องนี้ ก้ลบองถามท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯดูดิ่ว่า...ถ้าผมฆ่าไก่เอามาทอดถวายพระภิกษุฉันน่ะ ตกลงบาปกรรมมากน้อยหรือไม่อย่างไร? แล้วใครสร้างกรรมมากกว่ากันระหว่างผมกับพระ - ผู้ถอดความ ที่เกิดมาไม่เคยบวชให้พ่อแม่เลย)

ก็ใช่มันก็ตามเจตนาไง แล้วเราก็มีเหตุผลปัญญา เช่นว่า อาจจะพูดเข้าข้างตัวนะ บอกว่าเนี่ยะ ที่เราทำอาชีพนี้น่ะ ถแป็นคนอื่นเนี่ยะ ถ้าเราปล่อยแล้วเราไม่ทำคนอื่นทำเนี่ยะ มันจะแย่มาก เค้าจะไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อชีวิตสัตว์เป็นต้น หรืออะไรต่ออะไรเลย แต่เราทำนี่เราทำด้วยความระมัดระวังที่สุด ก็ช่วยสัตว์ไปเยอะเลยน ว่างั้น นั่นในแง่นึงนะ นี่ใครอาจจะเข้าข้างตนหน่อย แต่มันก็มีส่วนจริง ก็หมายความว่าคนที่มีปัญญารู้หลักการแล้วก็ระวังมาก ใช่มั้ย? คือหมายความว่ามีเมตตากรุณาอยู่ เช่นว่าในการที่จะให้สัตว์ตายเนี่ยะ 1 ก็ต้องคิดว่าจะทำไงให้ไม่ทรมานมาก เอ้า 2 ก็ทำไงจะไม่ให้สัตว์นี่ต้องตายเปล่ามากมาย เพราะคนที่ไม่คิดเลยนี่นะ มันก็ทำโดยไม่ใส่ใจอะไรเรื่องเล่านี้เลย แต่จะเกิดผลเสียหลายอย่างเลยน่ะ 1 ผลเสียต่อชีวิตสัตว์เอง ความทุกข์ทรมานของสัตว์เป็นต้น แล้วก็ผลเสียต่อสังคมอะไรต่างๆเหล่านี้ พวกนี้ทำสักแต่ว่าให้ตัวเองได้รายได้ แต่คนที่มีปัญญา รู้หลักธรรมแล้วเนี่ยะ ก็มีเจตนาที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาต่อ สัตว์เพิ่มขึ้น แล้วก็คำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคม แล้วก็ทำไงจะทำให้เกิดผลเสียเหล่านั้น ก็จะระวังป้องกันด้วย ก็จะดีกว่าพวกที่ทำโดยไม่มีจิตใจที่ประกอบด้วยคุณธรรมเนี่ยะเยอะแยะ.

มองในแง่นี้ก็เป็นความจริงครับ นะก็คล้ายๆในในด้านหนึ่งก็ช่วยสังคมนะ ช่วยในด้านหนึ่งแต่ว่าเราก็ต้องเจตนานี้ให้ดี แล้วก็มาคิดในแง่นี้ด้วย ถ้าตราบใดที่เราจำเป็นต้องทำ เราจะพยายามทำฝ่ายดีให้ได้มากที่สุด โอ๊ นี่มันจะช่วยได้เยอะเลย ในขณะที่เราทำไอ้ส่วนเนี๊ยะ ซึ่งเราก็รู้ตัวอยู่ว่าเราทำเพราะจำเป็นอยู่ แต่เราได้สร้างสรรค์ประโยชน์เยอะเลย ทำคุณแก่ชีวิตสัตว์ ทำคุณกับชีวิตมนุษย์ ทำคุณแก่สังคม เรียกว่ามีความรับผิดชอบ ก็คือด้วยคุณธรรมนั่นเอง พอเห็นมั้ยฮะ?

(ครับ อ่า แล้วคือไม่ทราบว่า ตัวผมเอง ผมควรจะเตือนท่านหรือไม่ครับ เพราะว่าผมเคยอ่านเจอในเรื่องมิลินทปัญหาครับ การที่ไม่รู้ว่าทำบาปถึงแม้ว่าไม่มีเจตนาก็จริง แต่ถ้าเทียบดูแล้ว การทำบาปประเภทนี้ถือว่าเป็นการทำบาปที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นการทำบาปที่ไม่รู้เท่าทัน เหมือนที่ท่านยกไว้ก็คือเปรียบเสมือนการจับหินร้อนน่ะครับ คนที่ไม่รู้ว่ามันร้อนด้วยซ้ำ...ก็ย่อมมีโอกาส...ตามมาเต็มที่ อ่า ครับ อย่างเช่นนั้นอ่ะครับ - ผู้ฟัง)

(อ่านตำรามากแล้วไม่ปฏิบัติก็จะสับสนในจินตนาการของตนเองเช่นนี้แหละ. ถามว่าเลี้ยงไก่เพื่อฆ่าแล้วนำไปขายนั่น - ไม่มีเจตนาอะไร? ไม่มีเจตนาจะฆ่าไก่รึ? แล้วไม่รู้อะไร? ไม่รู้ว่าไก่จะต้องโดนตนฆ่ารึ? หรือว่า ไม่รู้ว่าการฆ่าไก่ นั้น บาป?...ตลกมากนัก...ผู้ถามน่าจะลองไปที่โรงเลี้ยงไก่ของบิดา และศึกษากรรมวิธีดูก่อนรให้ถ่องแท้เข้าใจ จะเข้าใจเรื่อง”กรรม”ได้ง่ายกว่ามาถามเอาหรืออ่านในตำราอ่ะนะ.

ยังงร้นะครับ ในระบบเลี้ยงไก่เป็น โรง และมีโรงเชือดด้วย แล้วนำไปขายเนี่ยะ...อย่างของลูกข่ายซีพี หรือรายอื่นๆในระบบอุตสาหกรรม...โรงหนึ่งๆจะเลี้ยงไก่ประมาณ 2 หมื่นตัว ใช้เวลา 2-3 เดือนก็จะจับไปส่งโรงเชือด ทีนี้ ลองเข้าไปดูตอนที่เขาจับไก่ 2-3 เดือนนั้นเพื่อนำไปฆ่านะ ไก่ทั้งหลาย 2-3 หมื่นตัวนะจะวิ่งโดยสัญชาตญาณอุตลุด กรีดร้องลั่นทุ่งไปทั้งหมู่บ้าน แล้วต้องจับทีเดียวให้หมดทั้งโรงนะครับ กรรมเวร/บาปกรรม รึไม่ - ไม่ต้องบวชก็ย่อมเข้าใจได้ในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์อ่ะนะ...แต่ถ้ากรณีเลี้ยงในโรงอย่างเดียว...พอถึงเวลาก็ขายให้คนเค้ามาจับไปเชือดเอง ก็จะไม่สังเวชหดหู่ใจมากนัก ปกติโรงเชือดหรือโรงชำแหละ-เค้าจะไม่ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงเลี้ยงหรอกครับ อีกอย่าง ไก่ยู่ห่างจากโรงเลี้ยงมากก็ไม่ได้ ไม่เกิน 200 กม. เพราะไก่ 2 -3 หมื่นที่อัดกันอยู่ในกระบุงเดินทางไปโดนฆ่านะ. นานไปเกินไปจะหลั่งสารพิษออกมา หรือเอาให้ชัดๆ ก็ลองไปดูงานโรงงานทำลูกชิ้นเนื้อหมูเนื้อวัว/ควายยยดูก็ จะเข้าใจง่ายกว่า...มองเข้าไปในลูกตาของหมูของวัวและควายยยยยที่รอเข้าโรงงานเชือดนั่นอ่ะนะ....หุหุหุ...จะมาถาม-กรรมหนักกรรมเบาในตัวอย่างนี้ไปเพื่ออะไร?...ถึงบวชเรียนแล้วพิจารณาตนเองได้แค่นี้ จะไปสอนแนะบิดามารดา ที่ฆ่าไก่เลี้ยงตนเองจนมาบวชได้ โดยไม่เคยสงสัย/กังขาไรตั้งแต่เด็กมาเลย เพราะยังไม่ได้อ่าน มิลินทปัญหา ทำได้รึ?

การจับก้อนหินร้อนๆ เพราะไม่รู้น่ะ...เพราะอะไรรึ? เพราะไม่มีใครสอนรึ? เพราะไม่รู้ว่ามันร้อนรึ? นั่นก็แค่ครั้งแรกเท่านั้นนะ - ที่ทำโดยไม่รู้...แต่ถ้าครั้งที่ 2 ที่ 3 ล่ะ ถือว่า ไม่รู้/ๆไม่มีเจตนารึ? แล้วถ้ารู้ว่าร้อน ก็เลยใส่ถุงมือกันความร้อน หรือใช้อุกรณือื่นไปจับ ก็เลยถือว่าไม่ได้ทำกรรมทำบาปไร งั้นรึ? มิลินทปัญหาน่ะ - เป็นอรรถกถาที่ผู้ประพันธ์ใช้วิธีอุปมาอุมัย อธิบาย “ความจริง” ที่ไม่อาจใช้คำพูด/คำศัพท์ ชี้ชัดให้ผู้ที่ไม่ฝึกตน/ปฏิบัติตนพิจารณาตน-เข้าใจได้ง่ายๆ...พระพุทธเจ้าจึงสอนให้หม่นกระทำ โยนิโสมนสิการ อยู่โดยตลอด...ผู้ถอดความ ที่ไม่เคยบวชให้พ่อแม่มาเลยจนบัดนี้)

ก็ทีนี้แหละจึงต้องรู้ไง พอเรารู้เข้าไปเนี่ยะ เราจะเริ่มระวังตัวแล้วจัดให้ดีขึ้น (ครับ) แล้วเราก็จะค่อยๆเดินทางไปสู่ความปลอดเป็นอิสระได้ จากเรื่องเหล่านี้ ก็เรียกว่ามีการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล แล้วเป็นคุณ ใช่มั้ยฮะ? เป็นประโยชน์มากขึ้น ก็ทำอย่างคนที่มีปัญญาน่ะ ไม่ทำอย่างคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ซึ่งจะทำให้เกิดโทษ แต่ทีนี้ว่า ในแง่ความสัมพันธ์ในครอบครัว ถ้ามีโอกาสก็ค่อยๆให้รู้เข้าใจหลัก แล้วก็เมื่อยังทำอยู่ก็จะได้ไประทัดระวังอย่างที่ว่า ในการสร้างสรรค์เราได้ทำฝ่ายสร้างสรรค์มาก เพราะคนทำอาชีพแบบนี้ก็ช่วยสร้างสรรค์ได้เยอะนะ แล้วอย่างน้อยก็คือช่วยไว้ส่วนหนึ่ง แทนที่ว่าปล่อยให้คนที่พวกที่ไม่มีความรับผิดชอบ สักแต่ว่าทำแล้วทำให้พวกนั้นเสียหายเยอะแยะก็ได้ เหมือนกับกู้ขึ้นขึ้นมาส่วนหนึ่ง ถ้ามองในแง่ดี แล้วก็ส่วนของเราเอง เราก็พยายามทำของเราให้ดีที่สุด

ก็เรียกว่าตอนแรกก็คือให้บาปน้อยที่สุด แล้วก็ให้ได้บุญมากที่สุด นะใช่มั้ย? อ้าว มันพร้อมกันล่ะสำหรับมนุษย์เนี่ยะ ท่านถือว่ามนุษย์นี่มันเป็นโลกของบุญและบาป ปะปนกันไป คือพอเราเกิดมามีชีวิตขึ้นมาปั๊บนี่อ่ะนะ มันเข้ามาอยู่ในโลกของการเบียดเบียน พอเราหายใจหน่อยหนึ่ง เราก็เริ่มแล้วใช่มั้ย? พอเราหายใจมันก็เริ่มเบียดเบียน สัตว์โลกอื่นแล้วแหละ จริงไม่จริง? ทีนี้ว่า การเป็นอยู่ของเราเนี่ยะ เราต้องรู้ทันอันนี้ด้วย แต่ทีนี้ว่าเราก็อยู่ในโลกนี้ ด้วยความรู้มีปัญญาและเจตนาเราตั้งไว้ดีเนี่ยะ เราจะเบียดเบียนน้อยที่สุด แล้วเราจะทำประโยชน์มากที่สุด แล้วก็พัฒนาตัวเองแล้วก็พัฒนาเพื่อนมนุษย์ ให้เข้าถึงโลกแห่งความสุข ไร้การเบียดเบียนที่ผมเคยพูดไว้ จุดหมาย ใช้มั้ย? ทำไงจะให้โลกนี้เป็น อัพยาปัจจัง สุขังโลกัง หรือเราอยู่ใน อัพยาปัจจังสุขังโลกัง เข้าถึงโลกที่เป็นสุขไร้การเบียดเบียน.

เพราะโลกในเวลานี้มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ที่สัมพันธ์กันเป็นเหตุปัจจัย แล้วมนุษย์สัตว์ทั้งหลายก็มีกิเลส ก็มี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ต่างคนก็เห็นแก่ตัว ก็ทำการกันไปก็เบียดเบียนกันไปเมื่อมนุษย์มีความรู้ มีปัญญา ตระหนักแล้วก็พยายามแก้ไข ปรับปรุงโลกนี้ให้มันดีขึ้น มีการเบียนดเบียนกันน้อยลงไป มีความสุขจมากขึ้น ใช่มั้ยฮะ? อันนี้ก็มองอย่างกว้างๆ หมายความว่าเราพยายามเดินทาง ในเส้นทางใหญ่ที่นำโลกไปสู่ความเบียดเบียนน้อยลง แล้วก็มีสุขสงบได้มากขึ้น อ่า นิมนต์ฮะ.

(ครับ อยากเรียนถามพระเดชพระคุณอาจารย์ครับ คือยังอยู่เรื่องปฏิบาตอยู่ แต่ว่า จะเปลี่ยนจากการฆ่าไก่เป็นการฆ่าคน หมายถึงว่า โทษประหารชีวิตอ่ะครับ ของผู้พิพากษาที่สั่ง สั่งลงไปว่า คุณต้องตายนะ ถ้ามองอีกอย่างก็คือเค้าสั่งให้ฆ่าใช่มั้ยครับ? แต่ว่าถ้ามองดีๆคือเหมือนสั่งให้ฆ่า เพื่อสังคม เอ่อ เพื่อการที่ลดการฆ่าคนอื่นๆออกไป ถูกมั้ยฮะ? แต่ว่ายังมองจริงๆก็คือ มันก็คือการฆ่าคนอยู่ดี อยากถมว่า ถ้ามองในแง่พุทธศาสนานี่อ่ะครับ การประหารชีวิตเนี่นยะ ทาประหารชีวิตเนี่ยะ ควรจะมีมั้ยครับ? - ผู้ฟัง)

(การพิพากษาสั่งลงโทษประหารชีวิตนั้น สามารถยับยั้งการก่อเหตุทำร้าย/ฆ่าผู้อื่นในสังคมต่อไปอีก ได้จริงรึ? เรื่องนี้มีการวิจัยถกเถียงกันทั้งโลกมานานแล้ว ขอให้ลองแยกประเด็นกันแบบนี้ดูบ้าง ผู้พิพากษาตัดสินเช่นนี้ได้ ก้แปลว่า ผู้กระทำผิดได้ถูกจับกุมคุมขังไว้แล้ว และไม่มีโอกาสที่จะไปทำร้ายหรือฆ่าใครได้อีก ดังนั้น มีความจำเป็นต้อง”ฆ่า” ลงโทษ(จากการกระทำผิดที่ผ่านมาแล้ว)ประหารชีวิตนั้นหรือไม่? ก็ถือว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าเพื่อปกป้องสังคม ก็ได้ นั่นคือ การลงโทษติดคุกตลอดชีวิต(อาจจะทรมานมากกว่าถูประหารชีวิต) แต่การที่ต้องพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยนั้น ภือว่าเป็นการปกป้องสังคมทางอ้อม คือป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นได้กระทำผิดเช่นนี้กันขึ้นมาอีก ก็ถือว่าเป็นเหตุผลได้ส่วนหนึ่ง แต่ก้ต้องถามว่า ไม่มีวิธีป้องกันหรือปราบปามอย่างอื่นกันเลยรึ?

ครั้งหนึ่งผมเคยถามอะไรทำนองนี้ แต่ตรงชัดไปเลยกว่า ต่อหลวงพ่อทองใบ เจ้าอาวาสวัดพุทธสยาม(ทุ่งสีกัน) ดอนเมือง ว่า ตำรวจยิงโจร/วิสามัญฆาตกรรมโจร ถือว่าบาปมั้ย? หลวงพ่อตอบแบบอดีตผู้ร้ายลิเกเก่าว่า ก็บาปล่ะ แต่น้อย เพราะโจรขนาดนั้นน่ะ มันไม่ใช่คนไปแล้ว ไม่ใช่มนุษย์ เหมือนสุนัขบ้า เสือร้าย ตำรวจก็ต้องกำจัด เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายลูกหลานหรือผู้คนอื่นๆอีก แต่? หลวงพ่อบอกว่า แต่ตำรวจต้องพิสูจน์ให้ได้แล้วนะ ว่าผู้นั้นเป็นโจรร้าย มีอันตรายจริงๆ บาปแน่ๆ แต่ถือเป็นกรรมเบา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ก็บรรเทากรรมของเราได้ แต่ถ้าฆ่าคนบริสุทธิ์ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ถือว่าเป็นกรรมหนัก ทำบุญอุทิศอย่างไรก็ไม่พ้นหรือบรรเทากรรมนั้นๆได้ - ผู้ถอดความ ไม่เคยบวชเลยในชีวิต)    

ก็ถ้าว่าพุทธศาสนาแน่นอน เราไม่ต้องการให้มีการฆ่าเลย ไม่ต้องพูดถึงว่า มีโทษประหารชีวิตหรือไม่ มันก็อยู่ในตัวนะ แต่ทีนี้ว่า ในเรื่องของการฆ่าแบบนั้นน่ะ สำหรับผู้ทำหน้าที่นี่ ก็อาจจะคิดมาก ก็มีตัวอย่างนี้ อยากจะเล่าให้ฟัง หรือจะเคยเล่าแล้วด้วยซ้ำ เรื่องของผู้ที่ ทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาต เคยเล่าแล้วใช่มั้ย? เนี่ยะแหละ (พูดถึงเรื่องจิต) นี่แหละ ก็คือเรื่องของสังคมนี้ อย่างที่ผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศชาติสูงสุดในสมัยก่อนก็คือพนะมหากษัตริย์ ก็กลายเป็นว่าพระมหากษัตริย์นี่แหละเป็นผู้ตัดสินแล้วก็สั่งฆ่า ใช่มั้ย? สั่งประหการ ก็ย่อมมีบาปมากบาปน้อยเป็นธรรมดา เมือมีการสั่ง เจตนาฆ่าก็เกิดขึ้นแหละ เจตนาประทุษร้ายเจตนาทำร้ายก็เกิดขึ้นมา ทำให้ชีวิตเขาตกลงไป มันก็มีบาป แต่ว่าบาปนั้นน้อยหรือมากเราก็ดูได้ เจตนานั้นเพื่ออะไร เจตนานั้นแค้นเป็นส่วนตัว ต้องการกำจัดข่มเหงเขา อย่างนี้ก็บาปมาก แต่นี้ทำไปโดยหน้าที่ ก้เบาลงไปแล้ว เรายิ่งมามองเห็นเหตุผล อ๋อ นี่ เพื่อสังคมส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่จะได้อยู่เป็นสุข ไม่ถูกเบียดเบียนอะไรต่างๆ เอ้า นั่นก็มีเหตุผลในฝ่ายดีขึ้นมาอีก เจตนานั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่ง ก็ฆ่าก็ไปบาป เจตนาอีกส่วนหนึ่งเพื่อจะหวังดีปรารถนาดี รักษาสังคมเป็นต้น เป็นเมตตากรุณาก็เป็นบุญ มีทั้งบุญทั้งบาปไปพร้อมกัน.

นี่แหละโลกมนุษย์ มีบุญและบาปผสมกันไปแม้แต่ในเรื่องเดียวเนี่ย ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าบุญหรือบาปมากกว่ากัน เราก็ต้องมาพิจารณา ทีนี้ เราก็พยายามให้เว้นบาปซะ เราถึงได้มีการสมาทานศีล น่ะ สมาทานสิกขาบทน่ะ สิกขาบทเพื่อจะได้มีศีล ก็คือเว้นซะเลย ก็ฝึกตนในทางลดการเบียดเบียนนั่นเอง ทีนี้มาถึงตัวเพชฌฆาตก็อย่างที่ว่าแล้ว พอทำไปแล้วเนี่ยะ ถึงยังไงมันก็อดไม่ได้ ก็ฝังจิตใจ นี่ตอนแรกตัวเองก็ไม่ได้คิดอะไร ต่อมาวันคืนผ่านไปมันเห็นนี่ครับ เห็นคนที่ถูกฆ่า อาการต่างๆ แล้วก็รู้ความเป็นมาเป็นไปของเขา นานๆเข้ามันก็เกิดไอ้ความคิดความรู้สึก มองพี่น้องเค้าก็มาร้องห่มร้องไห้บ้าง อะไรนะ เอ้อ เห้นความทุกข์ของคนนั้นคนนี้ เขาเองก็ เวลาเค้าจะถูกฆ่า เขาก็เศร้าโศกร้องไห้อะไรต่างๆ เนี่นยะ เค้าก็โศกเศร้า ตัวเองก็เห็นอยู่ ก็มานึกขึ้นมา จิตใจก็ไม่สบาย นี่ แหละครับ จิตใจก็ขุ่นมัวเศร้าหมอง จนระทั่งว้า อย่างที่ผมเล่าไปแล้วก็คือตัมทานิกโจละวัตถุ (Tammadanikajolavatthu) เรื่องของโจรเคราแดง น่ะ ได้มาเป็นเพชฌฆาตน่ะ ฆ่าโจร เสร็จแล้วตัวก็ทำเป็นเพชฌฆาตตามหน้าที่ น่ะก็ฆ่าโจรไปเป็นไม่รู้กี่ ตั้ง 55 ปี ไม่รู้เท่าไหร่ ทีนี้พอแก่ตัวเข้าก็ มานึกถึงว่า เอ๊ เราได้ฆ่าคนไปเยอะ เขาก็เป้นอย่างนั้นอย่างนี้ ใจก็ไม่ดี อย่างพระสารีบุตรก็มองเห็นอุปนิสัย เนี่ยะ ทั้งๆที่คนนี้ฆ่าทำบาปตั้งเยอะ ท่านก็ยังเห็น อุปนิสัย  คือหมายความว่าในความดีส่วนหนึ่งความชั่วส่วนหนึ่งของเขา คนชั่วก็มีความดีอะไรของอยู่ด้วย ใช่มั้ย? ท้านก็เห็นอุปนิสัยท่านก็มาโปรด ก็มาแสดงธรรมให้ฟัง แต่คนนี้ใจแกมัวครุ่นคิดเรื่องห้อยเรื่องที่การทำบาปอะไรต่อมิอะไร ใจก็ไม่อยู่กับการฟังธรรมเลย ใช่มั้ย? ใจไม่ไปท่านเรียกว่าไม่ตาม ไม่ไปตามกระแสพระธรรมเ?สนา ขุ่นข้องอยู่ เพราะฉะนั้นไอ้ความติดข้องฃนี้ก็ทำให้ไม่ได้รู้เข้าใจธรรมะ พระสารีบุตรท่านจึงต้องใช้วิธีการ ที่จะเอาให้ใจของเขาเนี่ยะ พ้นออกไปจากึความติดข้องอันนี้ซะ ท่านบอก เอ้า คุณนี่ตั้งใจฟังรึเปล่าเนี่ยะ ฟังรู้เรื่องมั้ย?บอกว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ้า เป็นไงล่ะ? เพราะว่าคิดถึงคนที่ตัวฆ่าไปตั้งเยอะแยะยังไง จะบาปยังไงมั่ง? บอกว่า ไอ้ที่คุณฆ่านี่ ฆ่าเอง มีเรื่องกับเขาไปฆ่าเขาหรือว่าใครให้ฆ่า? บอกว่าพระเจ้าแผ่นดินทางการท่านสั่งให้ฆ่าว่างั้น อ้าว แล้วคุณเป็นบาปยังไงรึ? นา แกก็นึก โอ้ ไม่ใช่เราคิดฆ่าเองนี้ น๊า เราทำตามคำสั่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราไม่บาปและ ตัดไอ้ความติดข้องอันนี้ ใจก็แล่นไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ตั้งใจฟังธรรมมนก็เลยรู้เรื่อง พอรู้เรื่องก็เลยเข้าใจธรรมะ กลับไปได้บุญในส่วนโน้น ใช่มั้ย ใจก็ผ่องแผ้วสดใส ได้รู้จักความดีความงามประโยชน์อะไรต่ออะไรอีก กลายเป็นใจดีไป ไปสวรรค์เลย.

ก็เหมือนองคุลีมาลก็เมือนกัน  องคุลีมาลก็ฆ่าคนมาไม่รู้แต่เท่าไหน่แล้ว ใช่มั้ย? อันนี้มันอยู่ที่อย่างเนี๊ยะ คือก็เป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติของจิตของมนุษย์รู้ อยู่ที่เราปฏิบัติต่อมัน ให้ให้ได้ผลดี ก็ต้องมีวิธีการที่เกิดจากปัญญานั่นเอง เพราะฉะนั้นก็เข้ากับที่ท่านบอก อ้อ ท่านพูดใช่มั้ย? ว่าคนที่ไม่รู้ไปจับไฟก็จับเอาเต็มที่เลย ก็โดนเต็มที่ ทีนี้คนที่รู้แล้วก็ระมัดระวังว่าจะจับไฟยังไงให้มันมีโทษน้อย พอเห็นนะครับ?

(เพราะฉะนั้น เราสรุปอย่างนี้ได้มั้ยครับ? คือทางที่ดีที่สุดคือ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ทำบาป แต่ถ้าเกิดว่า หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาทางที่ทำบาปให้น้อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้อย่างกรณีฆ่าสัตว์ก็ นึกถึงสวัสดิภาพของสัตว์ พยายามทำให้เค้าดีที่สุด แล้วก็พยายามทำใจให้ติดยึดอยู่กับว่า เราทำบาปเพื่อให้เกิดประโยชน์ใหญ่ต่อไปข้างหน้า แล้วติดอยู่กับประโยชน์อันนั้น น่าจะทำยังงี้น่าจะเป็น...-ผู้บวชและฟัง)

(ตลกมาก การฆ่าสัตว์โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ ทำยังไงรึ? การพยายามทำใจให้ยึดติดอยู่ว่า ทำบาปเพื่อประโยชน์ใหญ่ต่อไปข้างหน้า - ประโยชน์อะไรของใครรึ?ประโยชน์ใหญ่คืออะไรรึ? ทำใจให้ยึดติดอยู่กับประโยชน์อันนั้นน่ะ คือธรรมมะเพื่ออะไรล่ะ?ตัวอย่างเช่น เรื่อง ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมโจร ที่ยิงต่อสู้อยู่นั้น ต่างกันกับโจรร้ายที่หมดทางสู้ไปแล้ว และสามารถจับกุมตัวไปลงโทษได้ อ่ะนะ...

ขอถามที่ให้ชัดเจนในประเด็นเรื่อง ฆ่า กับบาป สมมติว่าพระภิกษุเดินบิณบาตรกำลังจะเข้ามาในซอยหมู่บ้าน ซอยตันด้วย แล้วเห็นสุนัขบ้าเดินน้ำลายยืดอยู่ข้างหน้าเข้าซอยไปก่อนแล้ว พระภิกษุนั้นจะทำเช่นไร?  1) คว้าท่อนไม้ไปจัดการสุนัขบ้านั้นทันที เพื่อป้องกันมิให้ไปทำร้ายเด็กเล็กคนโตใหญ่ในซอยนั้น เพื่อประโยชน์ของสังคมอันใหญ่โตข้างหน้า 2) ตะโกนเรียกผู้คนในซอย ให้ออกมาช่วยและจัดการฆ่าสุนัขนั้น 3) เรียกผู้คนในซอยให้ออกมาช่วยกันจับกุม สุนัขนั้น และแจ้งหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่มาดำเนินการ(เอาไปฆ่า)...บาปน่ะบาปแน่ จะเพื่อประโยชน์ใหญ่โตอะไรกันไปได้นักรึ - ในฐานะพระภิกษุ? ขืนคิดคำนึงถึงบาปน้อยบาปมาก/ประโยชฯต่อตนเองต่อผู้อื่นมากน้อยอย่างไร? แหะแหะแหะ คงอาจโดนสุนัขบ้านั้นกัดเอาเองได้แหล่ว.

คำว่าเบียดเบียนนั้น ข้อแรกศีล คือ ทางกายต่อผู้อื่น - สัตว์โลกผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย ไม่กระทำ/หรือหลีกเลี่ยงที่จะกระทำโดย กาย/วาจา/ใจ น่ะ เมื่อใดที่ยังติดยึดอยู่กับประโยชน์ของตน – จะมาหลอกจิตตนเองไปทำไมว่า บาปน้อยหรือมาก...ผู้กระทำน่ะ เมื่อเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น/เพื่อประโยชน์ของโลกแล้ว อย่างแรกคือ ต้องพัฒนาตนให้”รู้”โดยฝึกฝนปฏิบัติ ให้ได้ก่อนอ่ะแหละ จึงย่อมมีปัญญาหาวิธีกระทำได้ดี โดยไม่ต้องคำนึงถึงบาปแห่งตนที่ได้กระทำว่ามากน้อยหรือไม่?  - ผู้ถอดความ ที่มิบังอาจสอนโลก/แก้ปัญหาให้โลกได้ เพราะไม่เคยบวชเรียนใดๆในชีวิต)

ก็นี่แหละ ก็อยู่ที่ปัญญาจะพิจารณาเห็นเข้าใจ แล้วก็เมื่อปัญญารู้ว่าความจริงไอ้นี้เป็นประโยชน์ถูกต้องจริงๆแล้วทำ ใจก็จะได้มีไอ้ส่วนที่ว่า มาไว้เป็นตัวกำกับเจตนาของตัวเองให้ดีขึ้น มันก็จะเป็นดเจตนาฝ่ายกุศลหรือบาปน้อยลง อย่างน้อยความเป็นบาปก็ลดความรุนแรง แล้วในเวลาเดียวกันก็มีฝ่ายบุญมาด้วย ก็คนปกติมันก็จะมีถ่วงกันระหว่างบุญกับบาปเนี่ยะ ที่เคยพูดไปแล้ว ใช่มั้ย? อา ท่านจารุจิตโตมีอะไรมั้ย? อ่ะเมื่อกี้เห็น นึกว่า อ๋อ ไม่ใช่ท่านทำท่าจะถาม พอเห็นใช่มั้ย?

(วันนี้ก็ได้ประโยชน์มากๆ ได้แนวทางการดำเนินชีวิตด้วย)

(คือผมอยากจะเรียนถามอีกนิดนึงนะครับ อ่า เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจ คือระหว่างคนที่ไม่รู้ ถ้าคนที่ไม่รู้เจตนาก็จะน้อย กลับกัน คนที่รู้แล้วทำบาป การที่เค้าทำบาปในแต่ละครั้ง ครั้งนั้น การที่เค้ารู้แปลว่าเค้ามีเจตนา ซึ่งมันก็เป็นผลกรรมที่แรงกว่า ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่าว่า การที่เราไม่รู้ ทำไป ครั้งเนี๊ยะมันน้อยกว่าก็จริง แต่การที่ไม่รู้ทำให้เค้าทำไปตลอด ทำไปตลอดชีวิต ทั้ง ๆที่เค้าไม่รู้ตัว ภาพรวมแล้วถ้าเมื่อนำมาชั่ง ชั่งเปรียบเทียบกันแล้ว มันก็จะมากกว่ารึเปล่าครับ? - ผู้ฟังธรรม)

(ผู้ถอดความจิตอยู่ไม่สุข หาเรื่องลงนรก - นักวิชาการ นักปริยัติผู้เชี่ยวชาญอ่านตำรา แต่ไม่ปฏิบัติให้มากในสิ่งที่รัยนมา ก็มักจะสับสนกับคำว่า “รู้” เช่นนี้กันเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นนี้คือ คำถามนี้มี 2 คำถาม อย่างแรกที่ผู้ถามบอกว่า ทำไปโดยไม่รู้ เลยไม่มีเจตนาในการกระทำนั้น ไม่ใช่ 1) ที่ว่า”ไม่รู้”นั้น คือ ไม่รู้อะไร? เช่น ไม่รู้ว่า-การฆ่าสัตว์นั้นเป็น”บาป” แต่ต้องการจะฆ่า ก็ถือว่า มี”เจตนา”ฆ่า นะครับ...ไม่ใช่ตรรกะง่ายๆแบบตะวันตก ว่า ไม่รู้ว่าการฆ่าเป็นบาป ก็เลยไม่มีเจตนาฆ่า โทษย่อมได้รับน้อยกว่า ทางธรรมทั้งหลาย จึงสอนกันทั้งฝ่ายตะวันตกและตะวันออกว่า ความไม่รู้ /ความโง่ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เช่นมีคำสอนของพวกนาซีว่า คนโง่นั้นให้สมควรฆ่าทิ้งไปเสีย เพราะจะเป็นอันตรายต่อสังคมมาก...ก็เพราะ การตั้งใจ/เจตนา จะฆ่าเพราะไม่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี/เป็นบาปนั่นแหละ ไม่ใช่*ไม่รู้/เลยไม่มีเจตนาฆ่า นะครับ ต่างกันมาก ตัวอย่างการฆ่าโดยไม่มีเจตนาก็เช่น ขับรถไปทับแมวโดยไม่ทันมองเห็น อันนี้ต่างหากที่ถือว่า ไม่รู้/ไม่เห็น/ไม่เจตนา บาปน้อยกว่าไม่รู้แต่ตั้งใจจะฆ่า.

   อีกคำถามคือ การไม่รู้ ก็เป็นสาเหตุให้ทำไปเรื่อย ๆอีก ตลอดไปนั้น ถ้านำมาชั่งเปรียบเทียบกันแล้ว นานๆไปผู้ไม่รู้แล้วทำ(สมมติว่าเป็นการฆ่า) ย่อมมีมากกว่าผู้รู้แล้วทำ หรือไม่? อันนี้ก็ใช่ เพราะไม่รู้ย่อมทำได้อีก เพราะผู้รู้ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำ คำถามตรงนี้ ต้องแยกแยะว่า ที่ว่าชั่งแล้วมากกว่า นั้น อะไรมากกว่า จำนวนบาป? ไม่ใช่ บาปมากหรือน้อยไม่เกี่ยวกับจำนวน เอาเฉพาะตัวอย่างเดียวกันด้วยนะ เช่น ฆ่าไก่ 1 ตัว กับฆ่าไก่ 100 ตัว - นั่นไม่ต้องพูดละว่า ผู้ฆ่า 100 ตัวย่อมน่าจะมีบาปกรรมมากกว่าผู้ฆ่า 1 ตัว แต่ขอให้พิจารณาว่า ผู้ไม่รู้ และผู้รู้ต่าง มีเจตนาหรือความต้องการฆ่าสัตว์เช่นเดียวกัน แต่มึความแตกต่าง เช่น ผู้ไม่รู้ต้องการฆ่างูสิงห์เพื่อเอามากิน ทั้งๆที่มีหมูไก่ปลาอยู่แล้วเต็มบ้าน กับผู้รู้ว่างูสิงห์ไม่มีพิษร้ายแรง แต่ก็ย่อมไปกัดเด็กๆมีอันตรายได้จึงพยายามไล่หรือจับไปไว้ที่อื่น จนเห็นว่าไม่อาจทำเช่นนั้นได้แล้ว จึงฆ่า เห็นมั้ย? ชั่งน้ำหนักบาปกกรรมดูแล้ว - ผู้ใดจะได้รับมากกว่าล่ะ?

ที่พุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ต้องพัฒนาตนเพื่อให้ มีปัญญา ก็คืเพื่อใหเอ”รู้” จึงจะพ้นไปจากบ่วงกรรม/วงจรสังสารวัฏ นี้ ไงอ่ะเน๊าะ...ก็”กรรม”ทั้งหลายก่อให้เกิดการ เวียนว่ายตายเกิด แต่กรรมทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นได้ก็ด้วย”ความไม้รู่/อวิชชา”ไงล่ะ  ดังนั้นพุทธศาสนาถึงสอนว่า – ผู้รู้ย่อมทำบาปนั้นแล้วได้รับผล/กรรม น้อยกว่าผู้ไม่รู้แล้วกระทำ..ไม่ใช่ไม่รู้แล้วถือว่าไม่มีเจตนา เลยกรรมน้อยกว่า แต่จะทำอีกต่อไปจนมากกว่า...อวิชชา นั่นแหละคือกรรมอันยิ่งใหญ่มหันตภัยที่สุด...

แต่? มีคำถามที่ดีกว่านี้มาก คือ น่าจะถามท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า ทำไมองคุลีมาลฆ่าคนเพื่อตัดนิ้วไป โดยไม่รู้ว่าการฆ่านั้นผิด/บาป ถึง 999 คน แล้วองคุลีมาลจึงสามารถบรรลุอรหันต์ได้? หุหุหุ อันนี้น่าสนใจมากๆเลยนะครับ ถ้าให้สนุก ลองไปอ่าน กามนิต ฉบับสมบูรณ์/ภาคสวรรค์ ดูจะพอเข้าใจแบบคนธรรมดาได้ง่าย)

ผมยังไม่แน่ใจว่าจับคำถามของท่านถูกหรือเปล่า แต่ว่า”ไม่รู้”เนี่ยะต้องแยกเป็น 2 อย่างนะ คือไม่รู้ สิ่งที่จะทำ คือว่าเราอาจจะทำไปโดยที่ว่า เราได้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการฆ่า โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว อะไรอย่างนั้นแบบหนึ่ง แต่ว่าทำสิ่งนั้นโดยรู้ตัวในสิ่งที่ทำ แต่ว่าไม่รู้ว่ามันดีชั่วผิดถูกยังไง อันนี้อย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเราทำโดยไม่รู้เข้าใจว่าเป็นบาปเป็นบุญยังไง มีประโยชน์คุณโทษยังไง แต่เรารู้สิ่งที่เรากำลังจะทำใช่มั้ย? เราก็ตั้งเจตนาต่อสิ่งที่ทำได้เต็มที่ แต่ว่าเราไม่คำนึงไม่รับผิดชอบอะไรเลย ก็ยิ่งบาปมากใช่มั้ย? แต่ทีนี้ว่า ไอ้ไม่รู้อีกอย่างก็คือว่า เราไม่รู้เรื่อวเป็นแต่เพียงว่า ไอ้การเป็นอยู่หรือการกระทำของเรานั้น มันไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการตายหรืออะไรอันนั้นขึ้นมา อันนั้นก็ อันนั้นก็เป็นแบบที่ว่า เช่นว่าทำให้เขาตายโดยประมาท อย่างงั้นก็เบาลง เพราะเราไม่ได้เจตนาจะฆ่า ไอ้คำว่าไม่รู้ในที่นี้มันกำกวม ต้องตีความก่อนว่าไม่รู้ในแง่ไหน.

ทีนี้ คนที่จะทำอาชีพเนี่ยะ รู้ชัดเลย คือว่าฆ่าเค้าตายแน่ แต่ทีนี้ว่าไม่รู้หลักการเกี่ยวกับเรื่องบาปบุญคุณโทษ นี่สิครับ อันนี้จะทำให้บาปได้มากเพราะว่าทำเต็มที่ ทำโดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย ไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ทำมันไปน่ะ ฆ่าก็ทำเต็มที่เลย ทีนี้ พอว่าเรารู้ บาปบุญคุณโทษ เราก็มาพิจารณาว่า โอ้ ทำยังไงจะให้การกระทำครั้งเนี๊ยะ กรรมเนี่ยะมันเกิดผลเสียน้อยที่สุด เช่นว่าเกิดการทุกข์ทรมานกับสัตว์น้อยที่สุด แล้วก็ทำเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ว่าทำโดยทำไปส่งๆไป แล้วเสียชีวิตเท่าไหร่ช่างมันอะไรไม่คำนึง อะไรย่างนี้ แล้วก็คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมอะไรต่างๆเนี่ยะ การรู้แบบนี้เป็นประโยชน์ ช่วยได้มาก นา เข้าใจนะ?

(ครับ อ่า คือผมจะเทียบกับแง่มุมที่เป็นแบบ สมมตินะครับ เป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาพุทธ ไปนับถือศาสนาอื่น เช่น อิสลาม ผมขอยกตัวอย่างเป็นต้นนะครับ สมมติว่าเค้ามีความคิดที่ว่า การฆั่สตว์เป็นเหมือนการปลดปล่อยทุกข์อะไรประมาณเนี๊ยะ ซึ่งมุมมองของเขาคือการฆ่านี่เป็นประโยชน์นะครับ ต่อชีวิตสัตว์ เสร็ขปุ๊บเขาฆ่าสัตว์แบบเนี๊ยะ อ่ะครับ ถ้าจะว่าตามธรรมะแล้ว เค้า อ่า ถือว่าบาปของเขาเป็นยังไงครับ - ผู้ฟังที่บวชเรียนอยู่)

(ความจริงก็ว่าจะไม่ถอดความเทปอันนี้นะครับ แต่ว่าคำตอบของเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น มีประโยชน์มากกับคนรุ่นปัจจุบัน ที่เที่ยวไปอ่านตำราอะไรๆแล้วมโนยึดถือเอาไปเป็นปัญหา เพื่อสร้างตนเองให้มีความรู้เป็นเชิงวิชาการ มากกว่าการที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาตน ประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อแสดงสิ่งที่ตนคิดว่ารู้ โดยไม่ “โยนิโสมนสิการ” แค่หลักการหาข้อมูลที่ถูกต้องนี้ เป็นหลักเบื้องต้นของวิทยาศาสตร์ตะวันตกด้วยซ้ำ การสมมตินั้น/หรือตั้งสมมติฐาน(hypothesis) จะต้องมาจาก”ข้อมูล”ที่ถูกต้องโดยการค้นคว้าวิเคราะห์แล้ว และการหาข้อมูลเพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการวิเคราะห์ค้นหา แนวทาง/วิธีการ หรือกำหนดแผนงานนั้น ก็ต้องเรียน/ศึกษาวิธีการ”หาช้อมูล - ที่ถูกต้องด้วย” ข้อมูลที่ถูกต้องที่ได้มานั้น จะกำหนด/บีบกั้นให้มีทางเลือกในการ สมมติ น้อยมากที่สุด หรือกระทั่ง ไม่ต้องไปสมมติอะไรอีกต่อไป สามารถนำไปพิจารณาตัดสินเลือกได้เลย อุตส่าห์บวชแล้วก็ต้องเรียน ๐”โยนิโสมนสิการ” ให้เข้าใจแล้วนำมาใช้ในการพิจารณาถึง “ธรรม” จึงจะไปต่อได้.

อิสลาม ไม่ได้มีหลักคำสอนว่า การฆ่าสัตว์นั้น เป็นการปลดปล่อยสัตว์นั้นจากทุกข์ และนำไปสู่การช่วยผู้อื่น/และผู้ทำนั้น ไม่บาป ไม่ทราบผู้ถามไปเอาคำสอนเช่นนี้มา สมมติ แบบนี้จากที่ไหนมา? เรื่องของตน ศาสนาของตน พิจารณาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนเถิด จึงค่อยไปพิจารณาคำสอนของศาสนาอื่น พุทธสาสนาสอนให้-พิจารณาตน นะ ไม่ใช่ให้ไปพิจารณาผู้อื่นก่อนตน เพราะตนเท่านั้นที่ทุกข์ และทุกข์นั้นหก็มาจากตนเท่านั้น กรรมที่ส่งผลให้เป็นทุกข์ อยู่ในวงฃจรเวียนว่ายตายเกิดของฃวัฏสงสาร ก็เป็นของตนเท่านั้น...

เอาละ ในเมื่อรั้นจะถามลามปามไปถึงอิสลาม ก็ขอบังอาจตอบ-ในฐานะผู้ไม่เคยบวชในศาสนาใด แต่มีวาสยาได้เรียนจากผู้”รู้”ในทุกๆเรื่องมาหลายท่าน ก็ไม่ใช่ว่า”รู้” หรืออธิบายได้ดีกว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนะครับ เพียงแต่ขอบังอาจนำคำสอนของเจ้าประคุณฯท่านมาอธิบาย มนุษย์ผู้ยังมีกิเลส/มีอัตตา-ตัวตน เช่นเดียวกันตามประสาโลก ที่ถามอะไรเช่นนี้ ในภาษาคนทั่วไปที่ไม่ได้ทรงศีล...การฆ่าเพื่อปลดปล่อยผู้อื่นให้พ้นทุกข์นั้น ไม่มีในคำสอนของศาสนาสากลโลกใดๆทั้งสิ้น  นอกว่าลัทธิเดียรถีย์ที่หลงผิด แลพะสรรหาคำพูดมาหลอกจิตตนเอง เพื่อให้ตนสบายใจในการทำชั่ว/ทำบาปนั้น แม้ในศาสนาอิสลามเองก็ไม่ได้สอนเช่นนี้ การฆ่านั้น ผู้ฆ่ายังไงก็ได้กระทำบาป และกรรมจากการกระทำนั้นก็ย่อมส่งผลต่อผู้ฆ่า ไม่มากก็น้อย จิตที่เมตตากรุณาแล้ว ย่อมเชข้าใจได้ว่า การทำร้าย/เบียดเบียนผู้บริสุทธิ์นั้น อย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทั้งหลายปรารถนา (พระเจ้าในความหมายของ ศาสนาอิสลาม หรือคริสต์นะครับ) ก็ดูอย่าง จีซัส ไครสต์บุตรของพระเจ้าทำไมจึงไม่ต่อสู้ทหารโรมันแบบสปาร์ตาคัส แต่กลับยินยอมให้ถูกตรึงกางเขน ทั้งๆที่สามารถเป็นผู้นำปลุกระดมผู้คนให้กำจัดโรมันที่ชั่วร้ายได้?

การต่อสู้/สู้รบเพื่อป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์/สังคมผู้คน ถึงกับต่อฆ่าฟัน นี่แหละคือข้อถกเถียงกันมากในทุกศาสนา เช่นเดียวกับที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้อธิบายเรื่องเพชฌฆาตนั้นๆ แต่การฆ่าสัตว์ผู้บริสุทธิ์เพื่อปลดปล่อยสัตว์นั้นจากทุกข์ ไม่มีแน่ๆครับ มีนิทานอารยันอิงพุทธเรื่องหนึ่งที่พระทิเบตสอนเด็กๆ(ดูจากในภาพยนต์เรื่อง Little Buddha”ที่คีนู รีฟท์แสดงเป็นพระพุทธเจ้า) เศรษฐีผู้หนึ่งกำลังจะฆ่าแพะของตนตัวหนึ่ง เพื่อนำไปบูชายัญเช่นที่เคยทำ แต่แทนที่แพะตัวนั้นจะกรีดร้องไห้ดิ้นรน แพะตัวนี้กลับยิ้มแล้วร้องไห้กลับมา เศรษฐีนั้นจึงถามว่า ทำไมเจ้าถึงยิ้มแล้วร้องไห้ที่เรากำลังจะฆ่าเจ้าล่ะ? แพะนั้นกล่าวว่า เราเกิดเป็นแพะและถูกฆ่าเช่นนี้มาแล้วหลายหน ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ครบ 500 ตนั้งแล้วที่เราได้ใช้หนี้กรรมในอดีตได้หมดสิ้น และไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นแพะอีกต่อไป เราจึงยิ้ม และที่ร้องไห้ก็เพราะว่า เราสงสารท่านที่ได้เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะการฆ่านี้เองก็จะทำให้ท่านต้องไปเกิดเป็นแพะให้ผู้อื่นฆ่าอีก 500 ครั้งเหมือนเช่นเราในตอนนี้ เราจึงเสียใจแทนท่านเป็นอย่างยิ่ง - ผู้ถอดความ)

อ้อ นี่เป็นบาปอีกขั้นนึงเลย เป็นขั้นทิฏฐิ (เป็นมิจฉาทิฏฐิ ใช่มั้ยครับ?-ผู้ฟังช่างถาม) เป็นขั้นทิฏฐินี้ นี่จะเป็นปัญหาระยะยาวกว่า เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะมีผลเสียอีกระดับหนึ่ง เหมือนอย่างเราทำอะไรโดยที่เรา หลงผิดไป เราก้กลายเป็นว่าทำความชั่วนั้นได้เต็มที่ โดยที่บางทีดีใจด้วย ที่ได้ทำนั้น ในเฉพาะหน้านี่จะยินดี ดีใจเลยเชียว แต่ทีนี้มันกลายเป็นว่าอีกชั้นหนึ่ง ก็คือในระดับโลภะโทสะโมหะ อันนี้ไปอยู่ที่ระดับโมหะ ระดับโมหะเป็นเรื่องทิฏฐิ ที่ยึดติดเลย อันนี้จะยืดเยื้อเรื้อรังมาก เหมือนอย่างเอายังเงี๊ยะ เช่นว่า เอาการเบียดเบียนระหว่างมนุษย์ การทำสงคราม การขัดแย้งกันทะเลาะวิวาทกันเนี่ยะ ก็มีทั้งโลภะโทสะโมหะ แล้วก็เอาเรา เราเรียกอีกแบบใช้คำว่า ตัณหามานะทิฏฐิ  ตัณหาก็แย่งชิงผลประโยชน์ มานะก็แย่งชิงความยิ่งใหญ่ อำนาจ แล้วก็ทิฏฐิก็คือ ความเชื่อถือลัทธิศาสนาอุดมการณ์อะไรต่างๆเหล่านี้.

ทีนี้เราจะเห็นว่า ไอ้โลภะโทสะเนี่ยนะ มันจะทำให้เกิดการฆ่าฟันเบียดเบียน เป็นกรณีๆไป แล้วก็จบ ไอ้ตาคนนี้ต้องการ โลภอยากได้ทรัพย์ เบียดเบียนเขาแล้วก็จบ แต่ถ้าเป็นทิฏฐิแล้วมันจะยั่งยืนยืดเยื้อไปตลอดเลย แล้วก็ไม่รู้จบ เหมือนกับโลกเนี๊ยะ ที่มีการเบียดเบียนกัน ทำให้โลกทุกข์ยากเดือดร้อนได้ น่ะมันมีสงครามตัณหาแย่งชิงผลประโยชน์ สงรามมานะแย่งอำนาจ แลพะ 2 อันนี้มักไปด้วยกัน แย่งชิงผลประโยชน์และอำนาจเนี่ยะ บวกกันไป ทีนี้มันมีสงครามอีกอันหนึ่งก็คือ สงครามทิฏฐิ สงครามที่ถือหลักอุดมการณ์ลัทธิศาสนาความเชื่อต่างๆทางศาสนา อันนี้จะยืดเยื้อเรื้อรังตลอดไป แล้วโลกจะสงบสุขไม่ได้เลย เวลานี้สงครามทิฆฐิน่าจะเป็นตัวร้ายที่สุดเลยน่ะ ลึกลงไปแม้แต่สงครามตัณหาและมานะ กลายมามีไอ้สงครามทิฏฐิแฝงอยู่ อันนี้จะทำให้โลกเป็นสุขไม่ได้ ไม่ว่าทิฏฐิเกี่ยวกับเชื้อชาติ ทิฏฐิเกี่ยวกับศาสนา  ปักใจยึดมั่นว่าไอ้ชนชาตินี้ไม่ได้ อยู่ร่วมโลกกับเราไม่ได้ ก็เป็นอันว่าไม่ต้องจบละ ใช่มั้ย? เนี่ยะโลกก็ไม่สามารถมีสันติสุขได้เลย ฉะนั้นสงครามทิฏฐินี่จะยืดเยื้อมาก.

(ทีนี้เลย อยากจะเรียนถามพระเดขพระคุณหลวงพ่อต่อครับว่า พอเราทราบอย่างนี้แล้วเนี่ยะ เราควรมีทาทีกับศาสนาอื่นยังไง บอกคือเดิมเนี่ยะ อย่างเคยอ่านงานเขียนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ เนี่ยะ คือขาวพุทธนี่เป็นประเทศที่เอื้อเฟื้อก็คือ ไม่ว่าศาสนาไหนเข้ามาเผยแพร่ เขาก็เข้ามา เราก็ไม่ได้มีการกีดกั้นอะไร อย่างศาสนาคริสต์ก็เข้ามาได้ ก็แต่อย่างศาสนาคริสต์เค้าก็มีความเชื่อของเขาว่า หน้าที่นึงของชาวคริสต์ก็คือต้องเผยแพร่ ศาสนาให้มากที่สุด เพราะว่าเชื่อว่าเป็นการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ใหได้ไปอยู่กับพระเจ้าให้ได้มากที่สุด แต่ทีนี้ ชาวพุทธถ้าเค้ารู้อย่างนี้แล้วว่า เอ่อ อย่างเช่น คริสเตียนมีความเชื่อบางอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายเนี่ยะ พระเจ้าสร้างมาเพื่อให้เป็นอาหาร แต่(หัวเราะ)ในตอนนี้เรารู้แล้วว่าในทางพุทธ ธรรมชาติก็คือเป็นบาป เราควรมีท่าทียังไงว่า เราก็ควรจะเผยแพร่ศาสนาพุทธเหมือนกัน เราควรที่จะทำให้เค้าเชื่ออย่างเรา หรือเปล่า เป็นยังไงฮะ หมายถึงท่าทีของชาวพุทธ ที่ควรจะมี? - ผู้ฟังที่บวชอยู่ และช่างถามว่าตนรู้นู่นนี่นั่นมาก ผู้อื่นก็ควรจะทำตนอย่างไรกันบ้าง)

(ผู้ถอดความที่ต้องใช้ขันติมานะอดทนอย่างยิ่งการถอดความเทปยี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการถามของผู้(แสน)รู้ ต่อพระคุณเจ้าสมเด็จฯ เพิ่งเอ่ยถึงอิสลามไปแหม่บๆ ตอนนี้ ลามมาถึงคริสเตียนเข้าไปอีกละ ว่า เชื่อว่าเป็นหน้าที่ต้องเผปยแพร่ศ่าสนาคริสต์ ไปยังผู้คนที่”ไม่รู้ - เท่าเทียมกับตน” เพื่อจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าให้ได้มากที่สุด...ก็ไม่ทราบว่าผู้ถามนี้ก้ไปอ่านหนังสือ/ตำราเล่มไหนของศาสนาคริสต์นี้มาอีกแล้ว  เอายังงี้นะครับ ทุกศาสนาต่างต้องการที่จะเผบแพร่คำสอนของศาสนาตนเองฝไปยังผู้อื่นให้มากที่สุด เพราะคิดว่าการรู้ในคำสอนของลัทธิศาสนาของตนเช่นนี้แล้ว จะประเสริฐเลิศกว่าผู้อื่น ที่ไม่ได้นับถือศาสนาของตน แต่? ก็เช่นเดียวกับ ตะกี้ที่ว่า การฆ่าสัตว์เป็นการช่วยเหลือให้สัตว์นั้นพ้นทุกข์ได้ไวขึ้น... ย้ำ ทุกศาสนากด็ย่อมมีผู้ที่นับถือศาสนานั้นๆต้องการเผยแพร่หลักคำสอนของศาสดาตนไปยังผู้อื่นให้มากที่สุด ถึงขนาดทำร้ายฆ่าฟันผู้ที่ไม่เชื่อถือตนไปเลยก็มี...แต่นั้นจะนำมายึดถือว่าเป็น-หลักธรรมคำสอนของศาสดาศาสนานั้นๆ ด้วย - ไม่ได้ ก็ต้องไปย้อนอ่านพระคัมภีร์หรือพระไตรปิฎก ฉบับที่ถูกต้องสิครับ อย่าไปอ่านตำรา/วิชาการ ที่ผู้”แสนรู้”นำมาดัดแปลงสอนตามความเชื่อ/ความรู้ อันด้อยปัญญาของตน เช่นพระภิกษุห่มจีวรไหม แหกยิ้มออกสื่อ/โทรทัศน์ สั่งสอนผู้คน ให้ละกิเลส อ่ะนะ องค์ทะไล ลามะ ที่ 14 (ปัจจุบัน)แนะนำว่า การจะพ้นจากทุกข์ได้ อย่างแรกต้องค้นหา ลามะผู้สอนที่”แท้จริง”ให้ได้เสียก่อน หุหุหุ หรือในหลักคำสอนเรื่อง อนันตริยกรรมชของพุทธศาสนา การบิดเบือนคำสอน/หลักธรรมของพระพุทธองค์ นี้ถือว่าเป็นบาปกรรมหนักหนาเท่าๆกับฆ่าบิดามารดาของตน

การที่ศาสดาศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้านั้น ที่ให้ภิกษุทั้งหลายได้เดินทางเผยแพร่ศาสนา ภายหลังจากบวชเรียนเข้าใจหลักปฏิบัติตนแล้วนั้น ไม่ได้ให้ถือว่าเป็นหน้าที่ เพื่อใหได้มีผู้เชื่อถือ/นับถือศาสนาพุทธมากๆ แต่เพื่อ? เพื่อช่วยเหลือสัตวืโลกให้พ้นทุกข์ ต่างหากพระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการให้มี ผู้คนเชื่อในคำสอน อีกทั้งพระพุทธองค์ยังสอนให้ไม่ให้”เชื่อ”อะไร จนกว่าจะ”รู้”(ศรัทธา กับ ความเชื่อ นี้มีความแตกต่างกันอยู่อ่ะนะ) ดังนั้น ลองนึกดูสิครับ...ถ้าพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่ให้คณะสงฆ์พุทธ ออกเดินทางเผยแพร่พุทธศาสนาไปในทั้ง 8 ทิศทั่วทวีปนั่นแล้ว พุทธศาสนาจะมาสู่ยังดินแดนสุวรรณภูมิ ภูมิภาคนี้ได้อย่างไร? ดังนั้นอีก 543 ปีต่อมาจากพระพุทธองค์ จะมีคริสต์ศาสนา หรืออีก 1,153 ปี ก็มีศาสนาอิสลาม ออกมาเผยแผ่ไปทั่วโลกกัน ไม่ได้หรอกรึ?  แม้กระทั่งในตอนนี้พระภิกษุประเทศไทยก็ยังดิ้นรนกันออกไปเผยแพร่ศาสนาพุทธกันถึงอเมริกายุโรปกันให้ขวั่ก – จนมหาเถรสมามต้องบัญญัติกฏกติกาควบคุมความปรารถนาดีของผู้”แสนรู้”ทั้งหลายนี้กัน ให้เผยแพร่อยู่ในหลักธรรม-ที่ตน”รู้”จถุกต้องเสียก่อน...หุหุหุ...ตอนนี้เช่นเดียวกันกับ ผู้ที่จะเป็น”ครู”ได้ต้องมีใบประกอบอาชีพ-ผ่านการเรียน/-การสอบตามกฎหมายด้วยแล้วนะ แต่? แต่ผู้(ขยัน)สอน ปรารถนาดีที่จะช่วยผู้อื่น อยากจะเป็น”ครู”/”อาจารย์” เผยแพร่ศาสนาพุทธ สอนผู้อื่นที่โง่เขลาทำบาปกรรมเวรอุตลุดกันอยู่เนี่นยะ ไม่มีกฎข้อบังคับทางพุทธศาสนากันมั่งรึครับท ว่า จะสอน/จะแนะ/จะบอกผู้อื่นได้น่ะ ต้องวเรียนจบอะไรขั้นไหน? และสอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพ”ครุ”ด้วยมั้ย? ....เสรีภาพโดยผู้ไม่มีปัญญาเนี่ยะ อันตรายมากนะ ผมว่า.

อ้อ แถมให้อีกเรื่อง เรื่องสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์เนี่ยะ ไม่ใช่เป็น”ความเชื่อ”นะครับ แต่มีบัญญัติเขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาค genesis ปฐมกำเนิดโลก คือในวันที่สาม พระเจ้าเนรมิต(created)พืชพันธุ์ทั้งหลาย วันที่สี่ ขยายแสงสว่างจากสวรรค์มาสู่โลก ให้มีกลางวันกลางคืน วันที่ห้า พระเจ้าจึงสร้างสัตว์น้ำและสัตว์มีปีกบินในอากาศ วันที่หก พระเจ้าได้เนรมิตให้มีแผ่นดินสูงขึ้นมาพ้นจากมหาสมุทร และให้มีสัตว์บกอาศัยบนโลก และได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่หกต่อไป แต่อะไร? ในคัมภีร์ไบเบิ้ล GENESIS บันทึกบัญญัติไว้ว่าอย่างงี้นะครับ “ 28 ...พระเจ้าตรัสว่า,  “Be fruitful and multiply and fill the earth and subdue it, and have dominion over the fish of the sea and over the birds of the heavens and over every living thing that moves on the earth.” คำว่า “dominion”นี้ แปลว่า มีอำนาจปกครอง/ครอบงำ” นะครับ ไม่ได้บอกว่า สัตว์ทั้งหลายต้องเป็นอาหารของมนุษย์ แถมพระเจ้ายังตรัสสั่งต่อไปอีกว่า Behold, I have given you every plant yielding seed that is on the face of all the earth, and every tree with seed in its fruit. You shall have them for food. And to every beast of the earth and to every bird of the heavens and to everything that creeps on the earth, everything that has the breath of life, I have given every green plant for food.”  ไม่ได้มีตรงไหนที่พระเจ้าบอกว่า สัตว์ทั้งหลายนั้นต้องเป็นอาหารของมนุษย์เลยอ่ะครับ บอกแต่ว่า”พืช-plant”เขียวต่างหาก ว่าเป็น”อาหาร” ของมนุษย์ และสัตว์.

ดังนั้นประเด็น/ข้อที่ควรพิจารณาอย่างระมัดระวังคือ – คำสอนนั้น เป็น “คำสอน”ที่เอามาอ้างอิง จาก ใคร? จากที่ใด?(ข้อมูลที่ถูกต้องไงล่ะครับ) คือ เป็นคำตรัสสอนของศาสนาศาสนานั้นๆ หรือว่าเป็นคำสอนต่อๆมาของผู้นับถือศาสนนั้นา หรือเป็นการกระทำของผู้นับถือศาสนานั้นๆ ตั้งกันขึ้นมาเอง ที่ศาสดาศาสนานั้น-ไม่ได้บัญญัติสอนเอาไว้. เฮ้อ!)

อันนี้มันมีหลายแง่นะฮะ เออ แง่ที่ 1 ก็คือว่า แม้แต่วัตถุประสงค์ในการเผยแพร่สั่งสอน มันก็ไม่เหมือนกัน อันนี้อาจจะถือเป็นการเปรียบเทียบไปนะฮะ ก็เราก็ต้องขออภัย ก็พูดไปตามหลักการ อย่างศาสนาคริสต์เนี่ยะ เค้าจะบอกเลยว่า ให้ไปเอาคนทั้งหลายในโลกเนี่ยะมา มาเป็นศาสนิก พูดง่ายๆ จะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ ก็คือให้มานับถืออย่างนี้ และพร้อมกันนั้นก็เลยกลายเป็นว่า ใครที่ไม่นับถือพระเจ้า ก็เป็นพวกซาตานเป็นคนบาป แล้วก็ถือต่อไปอีกว่าเป็นคนของซาตานก้ต้องกำจัด นี่สิ มันก็เลยหลายขั้น ใช่มั้ย? 1 ก็คือต้องไปเอาคนมานับถือพระเจ้า 2 เมื่อไม่นับถือก็เป็นบาป เมื่อเป็นคนบาป 3 ก็ต้องกำจัด นี่สิตอนนี้ที่มันยุ่ง จนกระทั่วก็ต้องตั้งศาลศาสนาขึ้นมา ใครไม่นับถือก็ขึ้นศาล เผาทั้งเป็นอะไรทำนองเนี๊ยะ.

ทีนี้พุทธศาสนานี่ ไม่บอกว่าให้อึคนมานับถือ ไม่มี จงไปสั่งสอนให้ความรู้เท่านั้นเอง ให้เขาเพื่อประโยชน์สุขแก่เขา เราไปนี่ก็คือเราเห็นแก่เขา อยากให้เขามีความสุข ได้มีความรู้ปัญญา ก็สอนไป คุณมีความสุขก็แล้วกัน ใช่มั้ย? แต่การที่จะมีความสุขดีก็ต้องมีความรู้เข้าใจถูกต้องไปด้วยกัน เราก็ให้ปัญญา เราก็เลย เพราะฉะนั้นในแง่ของพุทธศาสนา ถ้าเอาสรุปแค่ขั้นนี้ก็ เราก็ทำหน้าที่ของมนุษย์ที่ควรจพะทำ ก็คือว่ามนุษย์เนี่ยะควรจะศึกษา ควรจะให้ความรู้ ก็เราก็ พูดไปสิ เราให้เท่าที่เรารู้มา ความจริงมันเป็นยังเงี๊ยะ คุณพิจารณาเอาสิ คุณมิปัญญานี่ ลองใช้เหตุผลพิจารณาเอา ว่าจริงมั้ย  เราก้ว่าไปตามธรรมชาติ พุทธศาสนานี่ไม่ได้บอกว่า มันจริงเพราะพระพุทธเจ้าสอน แต่ว่ามันจริงเพราะพระพุทธเจ้าสอนความจริง มันยังงั้น เพราะฉะนั้นเราก็ว่าไปตามที่เราได้ฟังพระพุทธเจ้า แล้วเราเห็นด้วย ว่า เอ้อ ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าจริง เราไม่ได้เชื่อว่าจริงเพราะเป็นเพราะพระพุทธเจ้าสอน แต่เราได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนนี้จริง เราก็เอาไปพูดต่อนะ ว่าเอ้อ คุณมีสิทธิ์พิจารณาเนี่ยะ ฉันก็พูดให้ฟังนี่มันจริงมั้ย? เนี่ยะสำคัญว่าโลกมันจะเปิดมั้ย ทีนี้สำคัญว่าโลกบัดนี้นะ มนถึงขนาดที่ว่า อย่าไปฟังมัน ไม่ให้ฟังซะอีกด้วย และอย่างสมัยพระเจ้าอโสกเนี่ยะท่านเขียนศิลาจารึกชัดเลยนะ บอกว่าให้สามัคคีกันระหว่างศาสนิกทุกศาสนา ให้ฟังธรรมขงกันและกัน ก็มนุษย์มทันก็ต้องยังงี้ ใช่มั้ย? เอ้อ ก็ฟังกันสิ เขาพูดอะไรเราก็รับฟัง เนี่ยะ ในประเทศใกล้ๆน่ะ มีกฎหมายขนาดที่ว่า จะไปพิมพ์หนังสือพุทธศาสนา ต้องพิมพ์ปกติดไว้ ห้ามแจกแก่คนศาสนานั้นของชาติเขา แจกถูกจับเลยนะ เนี่ยะๆเอากันขนาดนี้ แล้วของพุทธเรามีที่ไหน ใครจะแจกก็แจกไป เนี่ยะใช่มั้ย? แม้กระทั่ง ไม่ใช่แจกฑรรมล่ะ แจกเงินเลยนะ แจกเงินเนี่ยะ.

ตอนนั้นเอ้า เล่าแทรกนิดนึง ตอนที่ผมอยู่ในกรุงเทพฯ วันหนึ่งก็มีคนยิวมา บอกตามภรรยามาเพื่อทำงานวิจัยปริญญา ก็ไปทำที่โรงพยาบาลหนึ่งในเชียงใหม่ โรงพยาบาลนี้เป็นของทางศาสนา เขาก็เห็นว่า ทางบาทหลวงหรืออะไรล่ะ หรือศาสนาจารย์หรืออะไรทางศาสนา ท่านก็ใช้วิธีเนี่ยะ เห็นชัดๆว่าใช้อามิสล่อชาวบ้าน ให้มานับถือศาสนา ท่านรู้สึกมันใช้ไม่ได้เลย บอกในประเทศขอบท่าน ตอนนั้นถ้าพูดทำนองว่า ถ้าทำอย่างนี้ต้องเนรเทศ บอกว่าสอนศาสนาก็สอนไปสิ จะมาใช้อามิสล่อไม่ได้ ว่าประเทศไทยปล่อยได้ยังไง นี่เค้าทนไม่ได้ขนาดนี้ มาหาพระ มาพูดแสดงความรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ประเทศไทยนี่เสรีขนาดหนัก เสรีที่สุดในโลกก็ว่าได้ ทำได้แค่นั้น ใครจะรอด จะใช้เงินจะอะไรจะจะเอายังไงก็เอาไป เอาเป็นว่าพุทธศาสนาก็พูดเป็นกลางๆว่า ท่านจงไปประกาศหลักความจริงให้ประชาชน เพื่อประโยชน์สุขแก่เขา จบ! เขาจะนับถือไม่นับถือ ฉันไม่ได้มาสอนเพื่อให้คุณนับถือ ถือ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้นะ เราไม่ได้สอนเพื่อให้นับถือเรา ตัวคุณเองน่ะ ได้รับประโยชน์มั้ย? แล้วก็เข้าใจมั้ย? แล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้มั้ย? นี่จุดอยู่ที่นี่ งั้นมันจึงไม่มีเรื่องที่ว่าเกิดการีเบียดเบียนพระพุทธศาสนา มันก็เป็นไปไม่ได้.

แต่ทีนี้ว่า ศาสนาที่เป็นปัญหากัน ก็เพราะแต่ละฝ่ายก็ถืออย่างนั้น ถไม่นับถือพระเจ้านี้ ก็เป็นคนบาป ศาสนานี้ก็มีพระเจ้าของตัว ไม่นับถือพระเจ้าของเราอันนี้ ก็เป็นบาป ฝ่ายศาสนานั้นก็บอก ไม่นับถือพระเจ้าของฉัน แกก็บาป แล้วใครบาปก็ต้องสู้กัน มันก็เลยอย่างเงี้ยะ ก็เหมือนอย่างเนี่ยะ ไอ้พวกที่ไปเป็นหมอผีพ่อมดน่ะ อ้าว เขาก็ตัดสินใจ เอ่อ ตัดสินด้วยหลักการนะครับ บอกว่าไปนับถือหมอผีพ่อมดนี่ก็นับถือเทวดาเทพเจ้าอื่นจากพระผู้เป็นเจ้า เทวดาอื่นก็ต้องเป็นพวกซาตาน เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เป็นลูกน้องซาตาน เมื่อเป็นลูกน้องซาตานก็ต้องฆ่า เพราะซาตานมันตัวร้ายของบาปที่สุดเลย หัวหน้า...หัวหน้าบาป แล้วเราจะไปพูดทั่วไป เค้าก็โกรธเราอีก.

แต่ว่าทำไงเนี่ยะ มันยุคประชาธิปไตยก็เปิดโอกาส แล้วมันน่าจะ ก็บอกว่าให้แสดงความคิดเห็นได้เสรีในทางปัญญา คือถ้าไม่มีเจตนาร้าย ไม่ได้พูดว่า ด่า ใช้คำหยาบ พูดกันด้วยปัญญาเนี่ยะ ต้องให้เสรีภาพ แต่ว่าเวลาเวลานี้มนุษย์กำลังจะถูกปิดกั้น แม้แต่เสรีภาพในยุคประชาธิปไตย เนี่ยะ บออกว่าพอพูดไปแล้วเดี๋ยวถือว่ากระทบ ที่จริงไม่ได้กระทบหรอก ถือว่ากระทบต่อศาสนาอื่น ก็บอกไม่ให้พูด อ้าว นี่เสรีภาพอะไรกัน เนี่ยะเสรีภาพอะไรกัน ยุคประชาธิปไตยเนี่ยะ เดี๋ยวนี้มันเป็นยังงี้ ไอ้คำว่าสิทธิเสรีภาพขณะนี้น่ะมันมีความหมายที่มันยังไงไม่รู้ ต้องมาวิเคราะห์กันวิจัยกันอีก...(หมายเอาแต่ประโยชน์ของเค้า - ผู้ฟัง) ครับ. มันคล้ายๆอย่างงั้น แล้วก็คล้ายๆระวังกันน่ะ มันก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ให้โอกาสมนุษย์ในการพัฒนาตัวเองสิ เมื่อมนุษย์มีอยู่มีชีวิตอยู่ ก็ควรมีโอกาสในการพัฒนาชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาพัฒนาปัญญา ใช่มั้ย? เขาก็น่าจะมีโอกาสเรียนรู้รับฟังข่าวสารข้อมูล หลักธรรมคำสอนอะไรเราไม่ไปปิดกั้นสิ จะมาปิดทำไมล่ะ ก็ต้องให้พูดกันได้เต็มที่ พอถีงเวลาจะพูดกันทางปัญญา ก็ขอให้ได้พูดกันเต็มที่ อย่าถือกัน แม้ในทางศาสนาต่างๆ มนุษย์เมื่อไหร่จะพัฒนาได้ถึงขั้นนี้.

แสดงว่าเดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่ได้พัฒนาจริงอ่ะ เพราะแค่นี้มันก็ปิดกั้นกันแล้ว พูดกันไม่ได้ เอ่อ จะว่ายังไง แล้วจะ พัฒนาโลกไปยังไง นี่แหละมันติดตันกันไปหมด อย่างในอเมริกาเองเนี่ยะ เมื่อซักช่วง 10 ปีที่แล้ว นี่ก็เกิดปัญหามากนะเรื่องเสรีภาพ เสรีภาพในการพูดนี่ละฮะ มันยุ่งมันตีความกันเอายังไง มันเกิดปัญหาเช่นระหว่างผิวขาวผิวดำ เอ้า เกิดพูดไปแล้วไปกระทบผิวกัน เอาอีกแล้ว เกิดเรื่องอีก มันกลายเป็นว่า เอ้า ใช้เสรีภาพ กลายเป็นปัญหาเหยียดผิว อย่างนี้เป็นต้น จะเอาทางไหน จะเอาข้างไหน จะเอาเรื่องเสรีภาพหรือจะเอาเรื่องการแบ่งแยกผิว การแย่งแยกก็ผิด แต่การไม่มีเสรีภาพก็ผิด ก็เลยทำให้ประเทศอเมริกานี้ เกิดปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเยอะเลย เนี่ยะ เราศึกษาปัญหาของประเทศอเมริกา เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นปัญหาอย่างนี้...ครับ เป็นยังเป็นอยู่ เออ...แล้วจะทำไง? เนี่ยะ โลกมันจะติดตันนะ จะว่าเราเข้าเราก็ ผมว่าไม่ใช่ ผมก็บอกลองใช้หลักพุทธศาสนา ไม่มีปัญหาเลย จริงมั้ย? แล้วคุณจะพูดอะไรก็พูดไปสิ อย่างเรื่องพุทธศาสนา พระพุทธรูปบ้างอะไรบ้าง โดนข่มเหงโดนอะไรต่ออะไร พุทธก็ได้แต่ออกมาว่ากันหน่อย ก็จบ ไม่มีการไปทำร้ายหรอกใช่มั้ย? แต่ศาสนาอื่น ได้มั้ย? เอาตายเลยนา สั่งประหการชีวิตทั่วโลก อะไรอย่างเงี่ยะ ทีนี้คนก็กลายเป็นว่าเวลาเนี่ยะ จะกลายเป็นว่าประชาธิปไตยพัฒนาแต่คนพูดกันไม่ได้ แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยจริงได้ยังไง ขอใหเช่วยกันคิดนะ ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกเลย และโลกกำลังจะตีบตันในเรื่องนี้มากขึ้น ทุกที.

(อย่างงี้ผมขอสรุปนิดนึงว่า เพราะฉะนั้นอย่างงี้ถ้าเราจะสรุปอออกมาว่า ถ้าเหตุการณ์จำเป็นจริงๆ ที่จะต้องทำบาปเนี่ยะ เรามีหลักปฏิบัติเป็นอย่างนี้ได้มั้ยครับ ข้อ 1 ก็คือ ดีที่สุดคือพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำบาป ข้อ 2 ถ้าจำเป็นต้องทำเนี่ยะ ก็เลือกที่จะทำบาปเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ใหญ่กว่า แล้วก้พยายามทำให้บาปเนี่ยะ น้อยที่สุด โดยทำแบบมีความรู้เท่าทัน มีปัญญา มีเจตนาที่ดี แล้วก็น้อมจิตไปถึงประโยชน์ ที่ใหญ่กว่า ที่จะเกิดนั้น..-.ผู้ฟังที่ตอบเอง) รู้ตระหนักในประโยชน์ใหญ่ (ข้อที่ 3 ก็คือ เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว เช่นกิจการรุ่งเรืองแล้ว มีเงินมีฐานะเพียงพอแล้วก็ พยายามลดละเลิกการทำบาปนั้น ไม่ใช่ยังรวบแล้วก็ยังทำต่อไป แล้วก็ข้อที่ 4 ก็คือ ถ้าเกิดวสมมติว่าเห็นคนอื่นที่ทำบาป หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิเนี่ยะ เราก็ต้องพยายามใช้ปัญญาในการที่จะเผยแพร่ความรู้ ให้เค้าได้รู้ว่า ที่ถูกที่ควรสัมมาทิฏฐิเป็นยังไง เป็น 4 ข้อ ถ้าเกิดประพฤติกับคนทำบาปอย่างนี้ได้มั้ยครับ? - ผู้ฟังที่แสนจะรู้เรื่องไม่ทำบาป)

(ผู๔ถอดความ ในฐานะผู้ทำบาป-ตามความหมายของผู้ฟังอันแสนจะรู้ -ทำบาปตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ข้อบังอาจสรุปที่-ผู้ฟังอันแสนรู้ที่ได้เสนอข้อสรุปในการดำรงตน ต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ 4 ข้อนั้น ดังนี้....1) น่าเสียดายที่อุตส่าห์รู้และฟังมาตั้ง 40 กว่านาที - แต่ท่านผู้แสนรู้ ก็ยัง ไม่เข้าใจถึงพุทธศาสนา หรือเข้าใจไปในทางที่ตนชอบและอ่านมาอยู่นั่นเอง   สัมมาทิฏฐิ น่ะคืออะไรล่ะครับ? ท่านผู้ฟังอันแสนรู้ - รู้ขนาดที่จะสามารถสรุปคำเทศน์สอน ธรรมของพุทธศาสนา ที่เจ้าประคุณฯสมเด็จ พล่าวมา 40 กว่านาที นี้ ได้เลยรึ? ใช่รึ? สัมมาทิฏฐิ คืออะไรล่ะ? คือหลักธรรมคำสอนข้อแรก ของ มรรคมีองค์ 8 แล้วมรรคมีองค์ 8 คืออะไรล่ะ? หุหุหุ เอาแบบเด็กประถมตอนเรียนนะ คือ ทางพ้นทุกข์ 8 ประการ สัมมาทิฏฐิ ก็คือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แสดงถึงทางพ้นทุกข์ ในการดำรงต้นด้วย “การมองโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่การพเนทุกข์ แล้วสัมมาทิฏฐิก็มี อีก 10 ประการเป็นรายละเอียด ของการ”มีความคิด-ชอบ-ที่ถูกต้อง” เป็นอย่างไร....หุหุหุ ไม่ขอยกมานะ.

2) ใครเค้าสอนให้ – พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำบาป - ล่ะครับ – คงต้องไม่กลับมาเกิดเป็นอะไรในโลกอีกแล้วแหละ พระพุทธเจ้าสอนให้ “ละเว้น” นะครับ ละเว้นจากการกระทำ -อกุศลกรรม...ไม่เรียกว่า”บาป”เด่วขะเข้าใจผิดไปไกลได้แบบนี้แหละ...อกุศลกรรม ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่”บาป”ในความหมายของ คริสต์หรืออิสลาม นะครับ...อย่าเอาความหมายมาปนกัน...หัวใจของธรรมแห่งพุทธศาสนาในการดำรงตน “เพื่อพ้นทุกข์” คือ ละเว้นการทำอกุศลกรรม ทำกุศลกรรม และทำจิตให้ผ่องแผ้ว มีที่ไหนในโลก – ทำบาปให้ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อสังคม - มันมีรึ - บาป ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม? ไม่เอาน่า...ตกลง จะอยู่ในโลกโลกียะ แล้วควรจะดำรงตนอย่างไร...มในก็ต้องเริ่มที่ข้อแรกแห่งอริยมรรค ที่สำคัญที่สุดก่อนว่า มีความคิดชอบ/ความคิดที่ถูกต้อง ส่วนจะทำแอย่างไรที่จะใหเ”มีความคิดชอบ/ความคิดที่ถูกต้อง” ก็ต้องไปปฏิบัติตาม โพชฌงค์ อีก 7 คือ เข้าไปสู่เส้นทางให้ได้ก่อนว่า ทางไหนไปถึงที่พ้นทุกข์-คือ มรรค ส่วนจะเดินทางไปให้ได้ตามเส้นทางนั้นอย่างไร - ก็คือโพชฌงค์...

3) มีที่ไหนในโลกความเป็นจริงนี้ที่ ทำบาปให้ดีที่สุด จนร่ำรวยแล้วเลิกทำบาปซะ  ที่โลกวิบัติเสื่อมทรามวุ่นวายอยู่ ก็เพราะ คิดมิชอบ/คิดไม่ถูกต้อง แล้วแอบอ้างหลักธรรมพระพุทธองค์ไปหลอกจิตปลอบใจกันเช่นนี้นั่นแหละ...บาปเล็กน้อยอะไรล่ะที่ทำจนร่ำรวยได้? แล้วคิดว่าจะได้รับผลกรรมจากการทำบาปอันยอดเยี่ยมนั้นอย่างไรรึ? ขอยกตัวอย่างเรื่องเล่าของสมเด็จฯโต สมเด็จพระพุทธจารย์(โต) พรหมรังสี วัดระฆัง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังครั้งนู้น (ที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่สามารถตั้งสมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลท่านแทนที่สิ้นไปแล้วได้เลยตลอดรัชกาล เพราะสมเด็จโตฯไม่ยอมรับตำแหน่งนี่แหละ)

เรื่องตำนานการสร้างวัดคณิกาผล หรือวัดใหม่ยายแฟง...ยายแฟงหรือคุณแม่แฟงนี้ เป็นคุณแม่เล้า มีกิจการซ่องโสเภณี - หรือที่เรียกกันไพเราะๆว่า “คณิกา” จนมีฐานะร่ำรวย ก็เริ่มทำบุญสุนทาน เพราะมองเห็นนรกอยู่ข้างหน้าที่ตนไม่อาจหนีพ้นได้ ก้เลยหลอกจิตว่าทำบุญสร้างวัดในพุทธศาสนาแล้ว จะพ้นกรรมเวรของการดำรงตนเป็น-คุณแม่เล้า จนร่ำรวยมาจากเงินที่ตนกดข่มเหงเอามาจาก-ผู้หญิงขายตัว เลยสร้างวัดขึ้นใหม่เรียกว่า วัดใหม่ยายแฟง แล้วนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ(โต) มาฉัน และทำบุญทำพิธีเปิดวัดฯ ว่ายังงั้น...เมื่อสมเด็จโตฯมาถึง นั่งลงเรียบร้อย ก็ถวายน้ำและสนทนาปราศรัยตามประสาเจ้าภาพ และก็อดถามที่คาใจตนไม่ได้ว่า “ท่านเจ้าประคถุณคะ อิฉันทำบุญสร้างวสัดใหญ่โตขนาดนี้เนี่ยะ อิฉันจะได้บุญเยอะแยะมั้ยเจ้าคะ? สมเด็จโตฯ ท่านตอ

บสั้นๆให้ว่า “ได้เฟื้องนึงอ่ะแหละ”...เฟื้องนึง ก็เหมือนกับว่า - สลึงนึงอ่ะนะ เท่านั้นแหละ คุณแม่แฟงดเศรษฐินีใหญ่ ก็เดินกระฟัดกระเฟียดเข้าไปหลังบ้าน แอบดึงสำรหับกับข้าวที่ตนคิดว่าดีๆที่ตั้งใจจะถวายสมเด็จฯท่านออกไปซะครึ่งนึง ด้วยความโกรธที่ท่านตอบ ว่า ตนสร้างวัดขนาดนี้แล้วยังได้”บุญ”ติ้ดเดียว...ว่ากันรว่า แม่ครัวแอบกระซิบกระซาบกันว่า จะได้บุญอะไรนักหนาละ เงินทองก็เอามาจากผู้หญิงที่เค้าขายตัว ชักหัวคิวขูดรีดเค้ามา...ฟหนูที่สละร่างกายนู่นแหละ - ได้บุญจากวัดนีไปเป็นเทืพธิดากันแน่ๆ....นี่ขนาดชาวบ้านแค่แม่ครัว เค้ายังรู้ซึ้งถึงหลักธรรมพุทธศาสนาปานนี้เลยนะ....น่าเสียดายท่านผู้มีการศึกษา ฟังธรรมจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ( ปยุตฺโต) มาตั้ง 40 กว่านาที ยังไม่เข้าใจ/เข้าใจผิดขนาดนี้

...ยังจะบังอาจเอาแนวทาง 4 ข้อมาเสนอให้ไปเป็นหลักวิชขาการดำรงตนของชาวพุทธ ไปสั่งสอนแนะนำผู้อื่นที่มี “มิจฉา-ทิฏฐิ”  แบบที่ท่านผู้แสนรู้ สมมติ/คิดเอาไปเองอีก น่าเศร้าใจแท้ๆ...

...มีอีกข้อที่ขอบังอาจนะครับ เรื่องฃ “เสรีภาพ - แบบพุทธ” ง่ายๆไม่ต้องไปวิเคราะห์ถึงประชาธิปไตย ความจริง เป็นหลักธรรมของทุกศาสนาอ่ะแหละ เพียงแต่ต่างคนต่างพูดกันคนละภาษา คนละถิ่น คนละ บริบท....คือ เสรีภาพเป็นสิ่งที่ดีและทุกคนควรได้รับ แต่การใช้เสรีภาพ นั้นต้องมีจข้อจำกัดในการอยู่ร่วสมกันกับสัตวืโลกทั้งปวง คือ มีเสรีภาพในการกระทำ แต่ต้อง”ไม่เบียดเบียน”ผู้อื่น ทั้งโดย กาย วาจา ใจ แค่นี้แหละ – ประชาธิปไตยสากลโลก...ก็ตั้งต้นกันที่ เสรีภาพแบบมี สัมมาทิฏฐิ ไงอ่ะเน๊าะ)

ก็ดี แต่ไอ้คนที่ว่า รอให้ถึงรวยแล้ว อันนี้อาจจะไม่ต้องรอ ก็หมายความว่า ระหว่างนี้ก็พยายามหาทางฝึกฝนพัฒนาตัวเอง (...ยังตะแบงถามอีก - ไม่ขอถอดความละ - ไร้สาระมาก)...

 https://youtu.be/bjw4nRgzjJM?si=7d0X_Ei-UwJ1muYj

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น