พระราชดำรัส โดย พระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Royal Address by the
King of Bhutan at Chulalongkorn University | Honorary Doctorate | 22 Dec 2025
https://youtu.be/gWyAshw59HE?si=QPWgzV_bcnJG8ZMB
https://youtu.be/Z7aNDt9UV7I?si=6hwWmnD_VteRX2SP
เนื่องในวโรกาสที่ทรงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๘, สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี
เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงมีพระดำรัสยกย่องเชิดชูมิตรภาพระหว่างภูฏานและประเทศไทย,
ที่ได้ร่วมกันเป็นเอกภาพด้วยความศรัทธา,การุณย์, และร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เพิ่อความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศของตน.
(On the occasion of the
conferral of an honorary doctorate on 22 December 2025, His Majesty King Jigme
Khesar Namgyel Wangchuck honors the deep-rooted friendship between Bhutan and
Thailand, united by faith, compassion, and a shared vision for the happiness of
their people.)
ขอขอบคุณ,
เอ่อ ได้โปรดนั่งลงเถิด. ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นใจมากกว่าในแบบนี้. เอ่อ, ท่านศาสตราจารย์
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ประธานสภามหาวิทยาลัย, ท่านศาสตราจารย์ ดร.
วิเลิศ ภูริวัชร, อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ท่านคณบดี,
แขกผู้มีเกียรติ, สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย, รวมทั้งหนุ่มสาวนิสิตศึกษาทุกคนผู้อยู่
ฯ ที่นี้, จิตินและข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างแท้จริงที่ได้มาในที่นี้กับพวกท่านในวันนี้เพื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันการศึกษาระดับสูงแห่วแรกและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย.
นั้เป็นบางอบ่างที่เราน้อมรับไว้อย่างชื่นชมในอย่างยิ่ง. ขอขอบคุณ. (Thank you. Uh, please have a
seat. I feel a lot more comfortable this way. Uh, Professor Dr. Surakyat Satirathai,
Chaiman of the University Council, Professor Dr. Wilert Puruiwat, President of
Chulalonkorn University. Distinguished faculty, honored guests, ladies and
gentlemen, as well as all the young students who are here, Jitin and I are
truly honored to be here with you today to receive an honorary doctorate from
Chulalongkorn University, Thailand’s first and most prestigious institution of
higher learning. This is something we hold with the deepest appreciation. Thank
you.)
ในสมัยเด็กนักเรียนปและอาหารไทย (On
Student Days and Thai Food:)
ขอให้ข้าพเจ้าเล่าเรื่องราวหนึ่งแก่พวกท่าน.
เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาวัยเยาว์, แห่งแรกที่อเมริกาแล้วมาต่อที่อังกฤษ.
ข้าพเจ้าก็เหมือนนักศึกษาวัยหนุ่ทสาวทั่วไปทั้งหลายที่อยู่ห่างไกลจากบ้าน, บ่อยครั้งที่คิดถึงบ้าน.
และเมื่อคุณเป็นคนภูฏานซึ่งเป็นโรคคิดถึงบ้าน, นี้จะเป็นรสชาติพิเศษเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง.
คุณเห็นมั้ย, ไม่มีภัตตาคารภูฏานทั้งหลาย. ไม่มีเลย. ไม่ทั้งในบอสตัน,
ไม่ทั้งในลอนดอน, ไม่มีในที่ใดเลย. ดังนั้น, ก็ไม่มีอมาติ, ไม่มีคาวาติ,
ข้าวราดแกงรสจัดตจ้านถูกใจเลย. ข้าพเจ้าตระเวนไปตามถนนทั้งหลายโหยหิวถึงบ้านและไม่ได้พบแต่อย่างใด.
(Let
me you a story. When I was a young student, first in America and then in
England, I was like many students far from home, often homesick. And when you are
Bhutanese homesick, this has a particular flavor. You see, there were no
Bhutanese restaurants. None. Not in Boston, not in London, not anywhere. So, no
amati, no kawati, no proper rice with spicy curry. I would wander the streets
hungry for home and not find anything.)
และแล้ววันหนึ่งข้าพเจ้าได้อาหารไทย.
พริกไทย, ข้าว, อุ่นๆ. ไม่ใช่แบบภูฏาน, แต่มันได้ใกล้เคียงที่สุด.
มันคืออาหารอบอุ่นใจของข้าพเจ้า. ทุกภัตตาคารไทยที่ข่าพเจ้าเดินเข้าไปข้างใน
รู้สึกเหมือนสิ่งเล็กๆส่วนหนึ่งของบ้าน. ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกพวกท่านได้เลยว่าแกงเขียวหวานมากมายเท่าใดที่ได้ช่วยชีวิตของจ้าพเจ้าไว้ในระหว่างปีทั้งหลายเหล่านั้น.
ประเทศไทยเลี้ยงดูให้อาหารแก่ข้าพเจ้าถ้าจะกล่าวกันตรงๆ
เมื่อข้าพเจ้าได้อยู่ห่างไกลจากทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก. ดังนั้น, การเชื่อมต่อของข้าเพจ้ากับประเทศไทยได้เริ่มต้นเป็นเช่นมิตรภาพอันยิ่งใหญ่อันมากมายบ่อยครั้งก็มาจากอาหารไทย.
แต่ไม่ใช่เพียวงแค่อาหารเท่านั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นนี้. (And then I discovered Thai food. The spice, the rice, the warmth. It was not Bhutanese, but it
was closed. It was my comfort food. Every Thai restaurant I walked into felt
like a small piece of home. I cannot tell you how many green curries saved me
during those years. Thailand fed me quite literally when I was far from
everything I knew. So, my connection to Thailand began as many great
relationships often do with food. But food was only the beginning.)
ปริทัศน์-ความขัดแย้งในคุณลักษณะคนไทย (The Paradox of the Thai Character:)
ในระหว่างวันเวลาที่เป็นนักศึกษาของข้าพเจ้า, เราแต่ละคนได้ถูกขอให้นำเสนอสั้นๆเกี่ยวกับประเทศของเรา.
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวไทยของข้าพเจ้าได้ยืนขึ้น, เธอได้นำเสนอสิ่งที่ได้ยังคงอยู่กับข้าพเจ้ามากว่าอีกสองทศวรรษ.
เธอได้พูดถึงปนะเทศไทยและประเทศชาวพุทธ, ไม่เพียงแค่แต่เพียงชื่อเท่านั้นแต่คือการปฏิบัติในแต่ละวัน.
เธอได้บรรยายถึงวัดทั้งหลายทั่วประเทศ, พระภิกษุทั้งหลายเดินเท้าเปล่าตอนรุ่งสาง,
ชายหนุ่มที่มีเจตจำนงที่ละวางวันเวลาไว้ก่อนเพื่อบวชและเล่าเรียนธรรมะ,
และผู้หญิงที่มาบวชเป็นชีทั้งหลาย. เธอได้พูดถึงว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ก่อรูปคุณลักษณะคนไทยได้อย่างไร,
ทำให้คนไทยมีจริงใจ, ถ่อมตน, ใจกว้าง, และมีความกรุณา.
(During
my student days, we were each asked to give a short presentation about our
country. When my Thai classmate stood up, she gave a presentation that stayed
with me for over two decades. She spoke of Thailand as a Buddhist country, not
only in name but in daily practice. She described the temples across the
country, the monks walking barefoot at dawn, the young men who willingly set
aside time to ordain and learn the Dharma, and the women who became nuns. She
spoke of how the Buddha’s teachings shaped the Thai character, making Thais
sincere, humble, generous, and compassionate.)
ข้าพเจ้าผงกศีรษะตามไปกับความคิดที่ว่า,
“ใช่เลย, นี้เป็นสิ่งที่งดงาม. นี้คืออะไรที่ข่าพเจ้าได้รู้สึกในประเทศไทย.”
และแล้วเธอก็พูดว่า, “แต่กีฬาประจำชาติของเราคือ มวยไทย. คิ้กบ็อกซิ่ง.”
ทั้งห้องกลายเป็นนิ่งเงียบ. เธอยิ้มและถาม, “นั่นหมายความว่าอะไรล่ะ?”
แล้วเธอก็ได้ตอบคำถามของตัวเธอเองนั้น. “มันหมายความว่า
เรามีความเมตตากรุณาแต่เราไม่ได้อ่อนแอ. เราอยู่อย่างสันติสุขแต่เราไม่ได้นิ่งเฉย.
ถ้าประเทศไทยได้ถูกคุกคามรังแก, เราก็ต่อสู้. เราจะมาร่วมเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญ,
ไม่เห็นแก่ตนเอง, และตัดสินใจที่จะปกป้องประชาติและวิถีชีวิตของเรา.”
ข้าพเจ้าไม่มรวันลืมตำพูดเหล่านั้นอีกเลย. เป็นความขัดแย้งที่งดงาม--ความเมตตากรุณาของชาวพุทธ
และจิตวิญญาณนักรบ—คำจำกัดความของประเทศไทย. และนั่นเป็นความผสมประสานกันที่จะรับใช้ประชาชาตอิอย่างดีมายาวนานหลายศตวรรษที่มาถึงข้างหน้า. (I was nodding along thinking,
“Yes, this is beautiful. This is what I felt in Thailand.” And then she said, “But
our national sport is Muay Thai. Kickboxing.” The room went quiet. She smiled
and asked, “What does this mean?” Then she answered her own question. It means that
we are compassionate but we are not weak. We are peaceful but we are not
passive. If Thailand is threatened, we will fight. We will come together brave,
selfless, and determined to protect our nation and
our way of life.' I’ve never forgotten those words. That beautiful
paradox—Buddhist compassion and warrior spirit—defines Thailand. And it is a
combination that will serve this nation well for centuries to come.)
ในพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๑๐ และสมเด็จพระราชินี (On
His Majesty King Rama X and Her Majesty, the Queen:)
ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะพูดในตอนนี้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรามาธิบดีที่
๑๐ และสมเด็จพระราชินี. พระองค์ท่านแบกภาระหนักที่น้อยคนจะสามารถเข้าใจได้—ที่จะสืบสานหนึ่งในราชวงศ์กษัตริย์อันเป็นที่รักทั้งหลายในโลก
ขณะที่จัดวางวิถีทางในการทรงปฏิบัติหน้าที่ของพระองค์. นี้ไม่ใช่ง่ายเลย. เป็นสิ่งที่ต้องการความเข้มแข็ง,
สติปัญญา, และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อสวัสดิภาพของประชาชน. ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้แสดงให้เห็นในทั้งหมดเหล่านี้.
ข้าพเจ้าได้เฝ้าดูพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด: ความสง่างามองอาจที่พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่,
การทุ่มเทของพระองค์ในเรื่องการศึกษา, การดูแลสุขภาพ, และการพัฒนา,
ซึ่งงานของพระองค์อันไม่มีการเหน็ดเหนื่อยในการที่ปรับปรุงแก้ไขให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนชาวไทยทั่วไป.
พระองค์ทรงสืบสานต่อในมรดกราชวงศ์จักรีด้วยความสงางาม, ด้วยพระประสงค์และตัดสินพระทัยอย่างเงียบๆที่ข้าพเจ้าได้ชื่นชมยกย่องยิ่ง.
ข้าพเจ้าอาจจะฟังดูเหมือนคำกล่าวเชิงตามพิธีการทูต, แต่ข้าพเจ้าห้ามตนเองไม่ได้ที่จะแบ่งปันชั่วขณะของคว่ามใกล้ชิดสนิทของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน
ที่ข้าพเจ้าได้รับความปีติพึงใจของประสบการณ์กับทั้งสองพระองค์ท่าน. (I
wish to speak now about His Majesty the King Rama the 10thand Her
Majesty the Queen. His Majesty carries a weight that few can understand—to
follow one of the most beloved monarchies in the world while charting his own
path of service. This is not easy. It requires strength, wisdom, and a deep
commitment to the welfare of one’s people. I believe His Majesty has shown all
of these. I have watched His Majesty closely: the dignity with which he serves,
his dedication to education, healthcare, and development his tireless work to
improve the lives of ordinary Thais. He continues the Chakri Legacy with grace,
with purpose and with a quiet determination that I deeply admired. I might be
breaching protocol, but I can’t help myself but also share some intimate moments
that I’ve had the pleasure of experiencing with their majesties.)
ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยกย่องอย่างมหาศาลมากยิ่งใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชาธิบดี
ที่ ๑๐, พลังอันแข็งแกร่งไม่ย่อท้อของพระองค์. และแม้เป็นเพียงผ่านการสนทนาเท่านั้นระหว่างเราที่ได้สว่างไสวต่อข้าพเจ้า
ในความรักและความอุทิศตนของพระองค์ต่อประเทศและประชาชนของพระองค์. และแล้วอย่างแน่นอนว่า,
สมเด็จพระราชินีด้วยเช่นกัน. ในตอนนี้นี่อีกครั้งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้นึกถึงคำสนทนาระหว่างบิดากับบุตรชาย.
ข้าพเจ้าตอนนั้นเป็นชายหนุ่มและข้าพเจ้านึกได้ถึงที่บิดาของข้าพเจ้าบอกต่อข้าพเจ้า,
“ลูกต้องรับใช้ประเทศของลูกเสมอ.” และแล้วก็ต่อการนั้น, ข้าพเจ้าได้รายงานต่อพระราชาธิบดีบิดาของข้าพเจ้า.
ข้าพเจ้าพูดว่า, “เอ่อ, อัปปลา, ผมจะรับใช้ท่าน, “ ท่านพูดว่า, “ไม่,
ไม่,ไม่. เธอไม่คต้องมารับใช้พ่อ. เธอต้องรับใช้ประเทศของเธอและผู้คนของเธอ. ดังนั้น,
ในฐานะตอนนี้, ฉันยืนเคียงข้างเธอ, และฉันต้องการที่จะรับใช้ผู้คนของฉันและประเทศของฉันผ่านเธอ.” (I have a great deal of admiration for his majesty Rama the 10th,
his indomitable strength. And it’s only through conversation between us that it
dawned upon me his love and devotion for his country and people. And then of
course, Her Majesty the Queen. Now here again I’m reminded of a conversation
between father and son. I was a young man and I recall my father telling me,
‘You must always serve your country.’ And then to that, I reported to His
Majesty my father. I said, “Uh, Appla, I shall serve you,” He said, “No, no,
no, no. You mustn’t serve me. You must serve your country and your people.” So, to that I said, “Appla, you carry the weight of a nation. You
serve our country. You serve our people. So, as of now, I stand beside you, and
I’d like to serve my people and my country through you.”)
ข้าพเจ้าในฐานะชายหนุ่ม.
มีไม่มากนักที่ข้าพเจ้าสามารถทำหรือคิดการนั้น, แต่ผมจะยืนอยู่กับท่านและนับใช้ท่านด้วยความภักดี.
ดังนั้น, ข้าพเจ้ามองเห็นว่าในสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศไทย,
ยืนอย่าวงหนักแน่นเคียงข้ามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, รับใช้พระองค์,
และผ่านพระองค์ไปยังประชาชาติและประชาชนของสมเด็จพระราชานี. (I’m a young man.
There’s not much I can do or think of, but I will stand right next to you and
serve you with loyalty. So, I see that in Her Majesty the Queen of Thailand,
standing firmly beside His Majesty, serving him, and through him, her nation
and her people.")
มรดกของสองบรมครู (The Legacy of Two Great Teachers:)
ดังนั้นอีกครั้ง, ภรรยาของข้าพเจ้าและข้าพเจ้า,
เราได้ให้ความเคารพอย่างสูงสุดต่อทั้งสองพระองค์ท่าน และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เป็นพิเศษอะไรที่เป็นและความแข็งแกร่งที่ไม่ได้ย่อท้อที่ทั้งสองพระองค์ท่านแสดงออก.
เอาละ, พูดกันเรื่องต่อไป. (So again, my wife and I, we have the utmost respect for their
majesties and what an extraordinary responsibility and the indomitable strength
that they show. It’s very humbling. Well, moving on.)
ในตอนต้นปีนี้, ทั้งสองพระองค์ท่านได้ทรงเสด็จเป็นทางการในต่างประเทศเป็นครั้งแรกตั้งแต่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์บัลลังก์.
ในบรรดาประชาชาติทั้งปวงในโลก, ใหญ่และเล็ก, ใกล้และไกล, พระองค์ได้ทรงเลือกภูฏาน.
ข้าพเจ้าไม่ต้องกล่าวเกินความจริงไปได้เลยว่าสิ่งนี้ได้มีความหมายต่อเรา. เราได้รับคำแจ้งข่าวนี้.
จิตสินกับข้าพเจ้ามองดูกันและกันและได้รู้สึกและท่วมท้นในความรู้สึกซาบซึ้งต่อการได้รับเกียรตินี้. (Earlier this year,
their majesties made their first state visit abroad since His Majesty ascended
the throne. Of all the nations in the world, large and small, near and far, His
Majesty choose Bhutan. I cannot overstate what this meant to us. When we
received word, Jitsin and I look at each other and felt and overwhelming sense
of honor.)
เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงมาถึง,
ความปลื้มปีติที่ได้แผ่กระจายออกไปทั่งภูฐาน ได้เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนอื่นใดได้.
จากปาร์โรไปจนถึงธิมู, จากภูเขามาสู่หุบเขาทั้งหลาย, ชาวภูฏานทุกคนรู้ว่าสิ่งนี้คือประวัติศาสตร์.
นึ้คือคำแถลงการณ์ประกาศถึงมิตรภาพที่ส่งมาแทนคำพูดทั้งหลาย. ดังนั้น, ถ้าคำกล่าวนี้อันน่าจะไปถึงยัวงพระองค์ท่าน,
ขอขอบพระทัย.ขอขอบพระทัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับเกียรติที่พระองค์ท่านได้ทรงประทานต่อประชาชาติของเรา
และขอบพระทัยต่อพระองค์ที่ทรงดำเนินต่อไปในแรงบันดาลใจของข้าพเจ้าในยตัวอย่างการปฏิบัติหนเที่ของพระองค์.
(When their
Majesties arrived, the joy that spread across Bhutan was unlike anything. From
Parro to Thimu, from the mountain to the valleys, every Bhutanese knew this was
history. This was the statement of friendship that transcended words. So, your
Majesty, if these words should ever reach you, thank you. Thank you for
choosing Bhutan. Thank you for the honor you have bestowed upon our nation and
thank you for continuing to inspire me with you example of service.)
เมื่อข้าพเจ้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์, ข้าพเจ้าได้โชคดีที่มีสองบุรุษพิเศษสองท่านที่ได้ชี้แนะแก่ข้าพเจ้า.
ครูท่านแรกคือสมเด็จพระราชาธิบดี, พระราชบิดาของข้าพเจ้า. ท่านคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก—บุรุษผู้ได้สอนข้าพเจ้าว่าเจตจำนงหนึ่งเดียวเท่านั้นของกษัตริย์คือ
ที่จะรับใช้ประชาชนของพระองค์. ท่านได้แสดงต่อข้าพเจ้าว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ผ่านเพียงคำพูดทั้งหลายตามลำพัง,
แต่ผป่านการกระทำ. ท่านได้พระราชดำเนินไปยังหมู้บ้านห่างไกลทั้งหลายเมื่อยังที่ไม่มรถนนทั้งหลาย.
ท่านได้นั่งลงอยู่กับชาวนาทั้งหลายและรับฟัง. ท่านได้ฝันถึงประชาชาติที่ผาสุกเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าความมั่งคั่ง.
และกระนั้นท่านทรงได้สร้างมัน. และเมื่อท่านได้เชื่อว่าภูฏานได้พร้อมแล้ว,
ท่านได้ทรงทำบางสิ่งที่แทบจะไม่เป็นที่ได้ยินกันถึง. (When I became
King, I was fortunate to have two extraordinary men to guide me. First is His
Majesty, my father. He is the greatest teacher I have known—a man who taught me
that a King’s only purpose is to serve his people. He showed me this not
through words alone, but through action. He walked to the remotest villages
when there were no roads. He sat with farmers and listened. He dreamed of the
nation where happiness mattered more than wealth. And then he built it. And
when he believed Bhutan was ready, he did something almost unheard of.)
พระองค์ท่านทรงอาสาอย่างเต็มพระทัยยื่นอำนาจไปสู่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ไม่ใช่เพราะท่านได้ถูกบีบบังคับที่จะทำ แต่เพราะท่านได้รักประชาชนของพระองค์เพียงพอที่จะไว้วางใจพวกเขาต่ออนาคตของพวกเขาเอง.
นั่นเพียงการกระทำเดียวได้สอนข้าพเจ้ามากเกี่ยวกับความเป็นผู้นำยิ่งไปกว่าตำราใดสามารถเคยทำได้. (He voluntarily
handed power to a democratic constitution not because he was forced to but
because he loved his people enough to trust them with their own future. That
single act taught me more about leadership than any book could ever do.)
ครูที่สองคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรามาธิบดี ที่ ๙. ข้าพเจ้าไม่ได้ มิได้เพียงแค่ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลที่ ๙) เท่านั้น; ผมได้สิทธิพิเศษของการได้สังเกตการณ์พระองค์ท่าน,
งานของพระองค์ท่าน, บุคลิกภาพของพระองค์, การอุทิศพระองค์ของท่าน. พระองค์ท่านได้รับพระฉายาว่า
“กษัตริย์นักพัฒนา,” และสมัญญายามนั้นสมควรได้รับเป็นอย่างยิ่ง. พระองค์ดำเนินไปในนาข้าว,
พบปะกับหมู่บ้านในที่ห่างไกลทั้งหลาย. พระองค์ได้ตรัสกับชาวนาทั้งหลายและชาวประมงทั้งหลาย.
ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์อันห่างไกล, แต่คือใครบางคนผู้ต้องการอย่างแท้จริงที่เข้าใจปัญหาทั้งหลายของพวกเขาและแก้ไขคลี่คลายให้พวกเขา.
(The second is His
Majesty Rama the 9th. I did not merely meet His Majesty the King Rama the 9th;
I had the privilege of observing him, his work, his manner, his dedication. He
was called the 'Development King,' and that title was earned. He walked rice paddies;
he visited remote villages. He spoke to farmers and fishermen. Not as a distant
monarch, but as someone who genuinely wanted to understand their problems and
solve them)
โครงการพัฒนาในพระองค์ทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงชีวิตหลายล้าน.
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านถูกถือว่าเป็นต้นแบบจำลองของโลกในการพัฒนาอย่างยั่งยืน.
สหประชาชาติได้ยกย่องชื่นชมต่อพระองค์ท่านสำหรับการนั้น. แต่อะไรที่ข้าพเจ้าจดจำได้ว่าเป็นที่เรียบง่ายมากที่สุด.
ความอ่อนโยนถ่อมตนด้วยสิ่งที่พระองค์ท่านทรงแบบรับด้วยตนเอง แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในโลกนี้ก็ตาม.
พระรามาธิบดีที่ ๙ ได้ทรงครองราชย์มา ๗๐ ปี, ๗๐ ปีของการให้บริการ. ๗๐
ปีของประชาชนของพระองค์ท่านคือสิ่งแรก. ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มากจากการเฝ้าดูพระองค์ยิ่งไปกว่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถกล่าวเป็นคำพูดทั้งหลายได้.
อิทธพลของพระองค์ท่านกับการครองราชย์ของข้าพเจ้าเองเป็นที่งึกซึ้งและข้าเพจ้ายังคงสำนึกในพระคุณตลอดกาลที่ได้มีพระราชบิดาของข้าพเจ้า
และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๙ เป็นเช่นบรมครูของข้าพเจ้า. นี้คือพรอันศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้ายึดถือรับมาไปกับตนในทุกแต่ละวัน.
(His
Royal Development projects changed millions of lives. His sufficiency economy philosophy
offered the world a model for sustainable development. The United Nations
recognized him for it. But what I remember most is simpler. The humility with which
he carried himself despite being one of the most revered monarchs on earth.
Rama the 9th reigned for 70 years. 70 years of service. 70 years of
putting his people first. I learned more from watching him than I can put into
words. His influence on my own reign is profound and I remain eternally
grateful to have my father and Rama the 9th as my teachers. This is
the blessing I carry with me every single day.)
สายสัมพันธ์กับผู้คนชาวไทย (The Bond with the Thai People:)
ทีนี้, ในปี ๒๐๐๖, ข้าพเจ้าได้มาเยือนประเทศไทยในพระราชพิธีครบรอบการครองราชย์
๖๐ ปีในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๙. ข้าพเจ้าได้เป็นเจ้าชายรัชทายาทในตอนนั้น, หนุ่ม,
กังวลเล็กน้อย, ในฐานะตัวแทนประเทศของข้าพเจ้าในเวทีใหญ่หลวงยี้เป็นวาระแรก. คนไทยได้พบเห็นข้าพเจ้า,
และพวกเขาได้ทำบางอย่างที่พิเศษเฉพาะซึ่งกินใจข้าพเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่ง.
พวกเขาไม่ได้เรียกขาพเจ้าว่าเจ้าชายรัชทายาทแห่งภูฏาน หรือผู้แทนพระองค์จากภูฏาน.
พวกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า”เจ้าชายจิ๊กมี่”—ชื่อของข้าพเจ้า—ราวกับว่าข้าพเจ้าเป็นสมาชิกของครอบครัว.
ตั้งแต่วันนั้น, ผู้คนชาวไทยได้แสดงต่อข้าพเจ้าและชาวภูฏานว่าไม่มีอะไรนอกไปจากความใจดี,
อบอุ่น, และสนับสนุน. ปีแล้วปีเล่า, ปราศจากความล้มเหลว. (Now, in 2006, I visited
Thailand for the Rama the 9th's 60th anniversary on the throne. I was crowned
prince then, young, a little nervous, representing my country on a grand stage
for the first time. The Thai people saw me, and they did something
extraordinary that touched me deeply. They did not call me the Crown Prince of
Bhutan or the representative from Bhutan. They called me 'Prince Jigme'—my
name—as if I were family. Since that day, the Thai people have shown me and
Bhutan nothing but kindness, warmth, and support. Year after year, without
failure.)
ข้าพเจ้าไม่เคยได้มีโอกาสที่จะกล่าวในอะไรซึ่งข้าพเจ้ามักจะต้องการพูดเสมอมา.
วันนี้ข้าพเจ้าได้โอกาสที่ว่านั้นแล้ว. ดังนั้น, ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าได้พูดมัน. ขอขอบคุณครับ,
ประเทศไทย. ชอบคุณในความใจดีของท่าน. ที่ไม่ได้จากไปโดยไร้สังเกตแต่อย่างใด,
ไม่เลยแม้แต่วันเดียว. ช้าพเจ้าไม่ทราบว่าอะไรที่ข้าพเจ้าได้ทำไปในการที่ได้รับสมควรสิ่งนี้,
แต่ข้าพเจ้าสำนึกในพระคุณเกินไปกว่าคำพูดใดๆ. และข้าพเจ้าต้องการให้พวกท่านทราบว่าข้าพเจ้ามรความตั้งใจที่จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของข้าพเจ้าได้ตอบแทนการนี้.
อะไรที่ข้าพเจ้าสามาถทำได้สำหรับประเทศไทยภายในความสามารถของข้าพเจ้า,
ข้าพเจ้าจะทำการนั้น. มิตรภาพของพวกท่านได้มีความหมายของโลกต่อข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าหวังว่าในของข้าพเจ้าเองก็ได้มีความหมายต่อพวกท่านเช่นกัน. (I’ve never had the right
moment to say what I’ve always wanted to say. Today I have that moment. So, let
me say it. Thank you, Thailand. Thank you for your kindness. It has not gone
unnoticed, not for a single day. I do not know what I have done to deserve it,
but I’m grateful beyond words, And I want you to know I intend to spend the
rest of my life reciprocating. Whatever I can do for Thailand within my
capacity, I will do it. Your friendship has meant the world to me and I hope
mine can mean something to you.)
ภาพสะท้อนจิตวิญญาณของประเทศไทย (Reflections on Thailand’s Spirit:)
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจบ, ขอให้ข้าพเจ้าได้พูดถึงบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย.
ไม่ได้เป็นดุจคำเยิรยอแต่เป็นเช่นการสังเกตอย่างซื่อตรง. ประเทศไทยและภูฏานแบ่งปันพันธนาการอันหาได้ยาก: เราอยู่ในท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายเพียงเล็กน้อยที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมเมืองขึ้น
ในขณะที่จักรวรรดิทั้งหลายได้พิชิตครอบครองและแบ่งแยกในหลายที่. ประเทศไทยยังคงเป็นอิสระผ่านสติปัญญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔, ความชาญฉลาดเป็นเลิศของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕, และทรงประสบสำเร็จเป็นมหาราชอันยิ่งใหญ่,
และอย่างสำคัญมากที่สุด, ความยืดหยุ่นของผู้คนชาวไทย. จิตวิญญาณแห่งเอกราชที่ดำเนินไปในทางลึกในที่นี่. (Before I close, let me say
something about Thailand’s future. Not as flattery but as honest observation. Thailand
and Bhutan share a rare bond: we are among the few nations never colonized
while empires conquered and divided. Thailand remained free through the wisdom
of King Mongkut, the brilliance of King Chulalongkorn, and successive great
leaders, and most importantly, the resilience of the Thai people. The spirit of
independence runs deep here.)
ประเทศไทยนั่งอยู่ที่หัวใจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,
จุดตัดสี่แยกทางการค้าและวัฒนธรรมตามธรรมชาติ. เป็นพรศักดิ์สิทธิ์ด้วยความหลากหลาย,
ภูเขา, และชายหาด, เมืองใหญ่และหมู่บ้านทั้งหลาย, อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม.
ผู้คนของไทยได้รับการศึกษา, ความสามารถในการปรับตัว, และความยึดเหนี่ยวด้วยกัน
โดยศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์และสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่รัก. (Thailand sits at the heart of
Southeast Asia, a natural crossroad of trade and culture. It is blessed with
diversity, mountain and beaches, cities and villages, industry and agriculture.
Its people are educated, adaptable, and bound together by sacred faith and the
beloved Monarchy.)
แต่อะไรที่ข้าพเจ้าชื่นชมยกย่องมากที่สุดคือไหวพริบสติปัญญาของประเทศไทย—ปัญญาที่จะรู้ว่าเทมื่อไหร่ที่จะงอและเมื่อไหร่ที่จะยืนหยัดอย่างหนักแน่น.
ความเป็นนักปฏิบัตินิยม – ประโยชน์ในทางปฏิบัติ นี้,
คือสัญชาตญาณเพื่อความสมดุล, ได้รักษาให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพ ในขณะที่ผู้อื่นทั้งหลายได้ล้มคว่ำ.
มันจะแบกพาประเทศไทยไปไกลสู่อนาคต. (But what I admire most is
Thailand's sensibility—the wisdom to know when to bend and when to stand
firmly. This pragmatism, this instinct for balance, has kept Thailand stable
while others have stumbled. It will carry Thailand far into the future.)
ทีนี้, จิตสินและข้าพเจ้า, เราได้ไปจากพิธีนี้ด้วยหัวใจอันเต็มเปี่ยม.
เกียรตินี้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, จากเสาหลักของราชอาณาจักร
เป็นบางสิ่งที่เราจะมักจะทะนุถนอมอยู่เสมอ. ขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยและภูฏานได้เจริญเติบโตแข็งแรงยิ่งขึ้นกับแต่ละปีที่ผ่านไป.
ขอให้ราชวงศ์ของเราทั้งสองยังคงใกล้ชิดกันต่อไป. และขอให้ผู้คนของเรารวมกันเป็นเอกภาพด้วยศรัทธา,
ด้วยคุณค่า, และความรักอันแท้จริง, เดินร่วมกันต่อไปบนเส้นทางแห่งสันติสุข.
แล้วอีกครั้ง, ข้าพเจ้าได้รับสิทธิพิเศษเหลือเกินที่มาอยู่ในที่นี้. (Now, Jitsin and I, we leave this
ceremony with full hearts. This honor from Chulalongkorn University, from the
pillar of the kingdom is something that we will always cherish. May the
friendship between Thailand and Bhutan grow stronger with each passing year. May
our royal families remain close. And may our peoples united by faith, by
values, and by genuine affection, continue to walk together on the path of
happiness. Then again, I’m so privileged to be here.)
ข้าพเจ้าต้องการที่จะขอบคุณมหาวิทยาลัยสำหรับเกียรติอันมีค่ายิ่งนี้.
แต่เหตุผลว่าทำไมชั่วขณะนี้ได้เป็นพิเศษอย่างมากสำหรับเราคือ เพราะว่าภรรยาของข้าพเจ้ามากยิ่งกว่าใครผู้ใดรู้ว่า
ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับช่องทางที่เหมาะสม,
โอกาสที่เหมาะสมที่จะได้แสดงความกตัญญูของข้าพเจ้าไปสู่พระองค์ท่านทั้งสองและผู้คนแห่งประเทศไทย. (I’d like to thank the University for
this invaluable honor. But the reason why this moment has been very special for
us is because my wife more than anyone knows that I’ve never been given the
right platform, the right opportunity to express my gratitude towards their
majesties and the people of Thailand.)
ดังนั้นอีกครั้ง, ข้าพเจ้าต้องการที่จะกล่าวจากก้นบึ้งหัวใจข้าพเจ้า: อขอขบคุณท่านสำหรับการสนับสนุนที่พวกท่านได้แสดงออก, และเราจะทำงานอย่างหนักมากขึ้นเพื่อตอบแทนต่อสิ่งนี้.
ขอบคุณครับ. ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง. (So again, I want to say from the
bottom of my heart: thank you for the support that you’ve shown, and we will
work very hard to reciprocate. Thank you, thank you very much.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น