สมองของคุณตัดสินใจก่อนคุณทำรึ? - วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาของเจตจำนงอิสระ
Does
Your Brain Decide Before You Do? | The Neuroscience of Free Will
https://youtu.be/L6MNFBtN_7s?si=CRrv9kOFdXAt1Cjx
ความลี้ลับของการตัดสินใจ
(The
mystery of decision)
ในการทดลองอันโด่งดังครั้งหนึ่ง,
สัญญาณสมองได้ปรากฏขึ้นก่อนที่ผู้คนจะรายงานว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะขยับตัว.
สมองนั้นได้ตัดสินใจเป็นอันดับแรกก่อนหรือ? ในรายการตอนแรกของเรา, เราได้สำรวจค้นหาว่า
อย่างไรที่สมองของคุณก่อโครงสร้างอะไรที่คุณประสบรับรู้.
ในตอนนี้เราหันมาที่ประสบการณ์รับรู้ของการเลือก. การรับรู้ถึงการตัดสินใจ
สามารถบอกเราได้ไหมว่าการตัดสินใจนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด. (In a famous experiment, a brain
signal appeared before people reported decide to move. Did the brain decide
first? In our first episode, we explored how your brain constructs what you experience.
Now we turn to the experience of choosing. Does noticing a decision tell us
when it began?)
ศักยภาพความพร้อมทางสมอง
ของ ลิเบต (Libet’s
readiness potential)
การที่จะค้นพบ,
เราจำเป็นต้องการที่จะแยกสองชั่วขณะออกจากกัน: คือ เมื่อกระบวนการหนึ่งเริ่มต้น,
และเมื่อผลลัพธ์ออกมาของมันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. ลองนึกภาพที่อาสาสมัครผู้หนึ่งกำลังเฝ้าดูเข็มชี้หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปของนาฬิกาเรือนหนึ่ง.
ขั้วประจุไฟฟ้าทั้งหลายได้ติดตั้งไว้อยู่บนหนังศีรษะคอยบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้า,. เมื่อใดก็ตามที่อาสาสมัครผู้นั้นรู้สึกชอบมัน,
พวกนั้นก็จะทำการเคลื่อนที่เล็กๆ. หลังจากนั้น, พวกมันก็จะรายงานที่เข็มนั้นเป็นเมื่อพวกมันอันดับแรกก่อนที่จะกลายเป็นตระหนักรู้ถึงความต้องการที่จะเคลื่อนไหว. (To find out, we need to separate
two moments: When a process begins, and when its outcomes unavoidable. Picture
a volunteer watching a rapidly moving point on a clock. Electrodes on the scalp
record electrical activity. Whenever the volunteer feels like it, they make a
small movement. Afterward, they report where the point was when they first
became aware of wanting to move.)
ในปี
1983, เบนจามิน ลิเบต และสหานร่วมงานของเขาทั้งหลายได้เปรียบเทียบรายงานทั้งหลายเหล่านั้นกับการเคลื่อนไหวทั้งหลายและสัญญาณจากสมองหนึ่งที่ถูกเรียกว่าศักยภาพความพร้อม.
ในผลการบันทึกคลื่นสมองที่นำมาหาค่าเฉลี่ย,
สัญญาณดังกล่าวได้เริ่มเกิดขึ้นล่วงหน้าเป็นเวลาหลายร้อยมิลลิวินาที
ก่อนที่กลุ่มตัวอย่างจะรายงานความตั้งใจของตนเอง. นั่นหมายความว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในสมองก่อนที่ผู้คนจะบอกว่าตนเองเริ่มตระหนักรู้ว่าอยากจะลงมือทำ.
(In
1983, Benjamin Libet and his colleagues compared those reports with the
movement and a brain signal called the readiness potential1. In
the averaged recordings, that signal began several hundred milliseconds before
the reported intention. Something was happening before people said they become
aware of wanting to act.)
1
"ศักยภาพความพร้อม" หรือในทางประสาทวิทยาศาสตร์มักเรียกว่า
Readiness
Potential (RP)
หรือ Bereitschaftspotential
- ความหมาย:
สัญญาณทางไฟฟ้าของสมอง (ที่ตรวจวัดได้ด้วยเครื่อง EEG) ซึ่งจะเกิดขึ้นและค่อยๆ สะสมตัวขึ้นอย่างช้าๆ
บริเวณเปลือกสมองส่วนสั่งการ (Motor Cortex) ก่อนหน้าที่คนเราจะเริ่มเคลื่อนไหวร่างกาย
(เช่น ขยับนิ้ว) โดยไม่รู้ตัว [1, 2]
- ความสำคัญในทางวิทยาศาสตร์:
- เป็นสัญญาณที่ถูกนำไปใช้ในการทดลองชื่อดังของ
เบนจามิน ลิเบต (Benjamin Libet) ในปี 1983 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเจตจำนงเสรี (Free Will) โดยพบว่าสมองเริ่ม
"เตรียมความพร้อม" ที่จะขยับก่อนที่เจ้าตัวจะมีความรู้สึกสำนึกตัว
(Conscious intention) ว่าอยากจะขยับเสียอีก
การแปลความหมายของสัญญาณอีกครั้ง (Reinterpreting
the signal)
แต่นักวิจัยค้นคว้าได้ตรวจวัดพบสัญญาณหนึ่ง,
และรายงานหนึ่งของความตระหนักรู้.
พวกเขายังไม่ได้วัดวินาทีที่การตัดสินใจนั้นเป็นที่สิ้นสุดโดยตรง. ความแตกต่างตรงนั้นเปลี่ยนคำถามนั้นไป.
สัญญาณในตอนแรกนั้น แท้จริงแล้วเป็นตัวแทนของอะไร? ลองนึกภาพเส้นที่ลากขึ้นๆ
ลงๆ ไปเรื่อย ๆ. เหนือสิ่งนั้นขึ้นไป มีเส้นแบ่ง/ขอบเขตตั้งอยู่. ทุกครั้งที่เส้นกราฟสัญญาณเข้าถึงขอบเขตนั้น,
ก็ทำเครื่องหมายเหตุการณ์ไว้. ทีนี้ก็นำช่วงข้อมูลที่อยู่ก่อนหน้าแต่ละเหตุการณ์มาใช้.
จัดเรียงช่วงข้อมูล/ช่วงสัญญาณเหล่านั้นให้ตรงกันที่จุดตัด
แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยร่วมกัน. เส้นทางแต่ละเส้นสามารถมองได้ว่าไม่เป็นระเบียบ. ค่าเฉลี่ยของสิ่งเหล่านั้นอาจดูเหมือนเป็นการทยอยเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและราบรื่น.
(But researchers had
measured a signal, a movement, and a report of awareness. They had not directly
measured the instant a decision became final. That distinction changes the
question. What did the early signal actually represent? Imagine a line
wandering up and down. Above it sits a boundary. Each time the line reaches
that boundary, mark an event. Now take the stretch before each event. Line
those stretches up at the crossing point and average them together. The
individual paths can look irregular. Their average can
look like a smooth build up.)
ในปี
2012, อารแอน ชูร์เกอร์ และสหายร่วมงานของเขาโดยใช้ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเสนอคำอธิบายอีกแง่มุมหนึ่งของศักยภาพความพร้อม. ความผันผวนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของกิจกรรม
[ในสมอง] อาจช่วยกำหนดได้ว่าขีดจำกัดของการเคลื่อนไหวถูกบรรลุถึงเมื่อใด. การปรับการเคลื่อนไหวให้ตรงกันและการหาค่าเฉลี่ยย้อนหลัง
อาจทำให้เกิดเส้นโค้งแนวโน้มขาขึ้นที่เราคุ้นเคยกันดี. ภายใต้การตีความนี้,
จุดเริ่มต้นของเส้นโค้งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตัดสินใจที่เสร็จสิ้นแล้ว. (In
2012, Aaron Schurger and his colleagues used a related mathematical model to
offer another explanation of the readiness potential. Spontaneous fluctuations
in activity could help determine when a movement threshold was reached. Aligning
the movements and averaging backward could produce the familiar rising curve.
Under this interpretation, the start of that curve need not mark a completed decision.)
แบบจำลองนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นแบบสุ่ม
หรือพิสูจน์ในเรื่องเจตจำนงเสรี. มันได้เสนอคำอธิบายที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับสัญญาณหนึ่ง
ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะบอกเล่าเรื่องราวที่ตรงไปตรงมา. ค่าเฉลี่ยที่คำนวณขึ้นจากช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวนั้น
ไม่จำเป็นต้องเป็นเวลานับถอยหลังที่เริ่มขึ้นเมื่อสมองได้ข้อสรุปเสมอไป. ดังนั้น,
เราจะสามารถทดสอบได้อย่างไรว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อยู่ก่อนแล้ว? พยายามที่จะหยุดมัน. (The
model does not establish that every choice is random or prove free will. It
offers a different explanation of a signal that had seemed to tell a straightforward
story. An average built around the moment of movement is not necessarily a countdown
that began when the brain settled on its answer. So, how could we test whether
the action was already unavoidable? Try to stop it.)
การทดสอบการยกเลิกการทำงาน (Testing
action cancellation)
ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2016 มาทีอัส
ชูลท์เซอ-คราฟท์ และสหายร่วมงานทั้งหลาย โดยใช้ส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์
(Brain-Computer Interface) เพื่อตรวจจับสัญญาณของการเคลื่อนไหวเท้าที่กำลังจะเกิดขึ้น. ระบบคอมพิวเตอร์ก็ได้ส่งสัญญาณแจ้งให้ผู้เข้าร่วมการทดลองหยุดการทำงาน.
ผู้เข้าร่วมการทดลองยังคงสามารถยกเลิกการเคลื่อนไหวหลังจากที่ศักยภาพความพร้อมได้เริ่มขึ้น
ถ้าหากสัญญาณให้หยุดส่งมาถึงเร็วพอ. ในช่วงประมาณ 200 มิลลิวินาทีสุดท้ายก่อนที่การเคลื่อนไหวจะเริ่มขึ้น
การยับยั้งการกระทำในภารกิจนี้จะสายเกินไป. ขั้นตอนเวลาตรงนั้นเป็นส่วนของการทดลองนี้โดยเฉพาะ.
มันไม่ใช่เส้นตายสากลสำหรับเปลี่ยนใจ
แต่ผลการศึกษานี้ช่วยให้เราได้คำตอบที่แคบลงและเป็นประโยชน์มากกว่า. ผลการค้นพบนี้ช่วยให้เราได้คำตอบที่แคบลงและเป็นประโยชน์.
(In a study published in 2016]
Mathias Schultze-Kraft and colleagues used a brain computer interface2 to
detect signs of an upcoming foot movement. The computer then triggered a signal
telling the participant to stop. Participants
could still cancel movements after the readiness potential had begun if the
stop signal arrived early enough. Around the last 200 milliseconds before
movement onset, stopping became too late in this task. That timing belongs to
this particular experiment. It is not a universal deadline for changing your
mind. The finding gives us a narrower, useful answer.)
2 Brain-Computer
Interface (BCI) หรือ ส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์
(บางครั้งเรียกว่า Brain-Machine Interface หรือ
BMI) คือ เทคโนโลยีที่สร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองของมนุษย์กับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ภายนอก
โดยไม่ต้องผ่านการสั่งงานผ่านกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทส่วนปลาย พูดง่าย ๆ คือ "การสั่งการหรือสื่อสารกับอุปกรณ์ด้วยความคิด" นั่นเอง
หลักการทำงานของ BCI
ระบบ BCI จะทำงานเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้
1.
การวัดสัญญาณสมอง (Signal
Acquisition): ใช้เซ็นเซอร์ (เช่น
อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองหรือ EEG) ตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสมองขณะที่ผู้ใช้กำลังคิดหรือตั้งใจจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
2.
การแยกแยะลักษณะสัญญาณ (Feature
Extraction):
นำสัญญาณสมองมาวิเคราะห์และคัดแยกรูปแบบที่เกี่ยวข้อง
3.
การแปลผล (Feature
Translation): ใช้ซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมแปลงสัญญาณสมองให้กลายเป็นคำสั่งที่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เข้าใจ
4.
การแสดงผลหรือควบคุมอุปกรณ์ (Device Output): ส่งคำสั่งนั้นไปควบคุมอุปกรณ์ภายนอก
เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ แขนกล หรือหุ่นยนต์
สัญญาณเตือนในช่วงแรกไม่ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
และคำสั่งให้หยุดนั้นมาจากภายนอกตัวผู้เข้าร่วม. การทดลองนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีจิตสำนึก
ที่แยกต่างหากมาคอยสั่งการหรือลบล้างสมอง
การหยุดการกระทำก็เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองเช่นเดียวกัน. การหยุดทำงานร่วมกับสมองด้วยเช่นกัน. (The early signal did not make
the movement immediately inevitable. And the instruction to stop came from
outside the participant. This experiment
does not demonstrate a separate conscious delf overruling the brain. Stopping
also involves the brain.)
ไร้หลักเกณฑ์
ปะทะ ความหมายชัดเจน (Arbitrary vs. meaningful)
คราวนี้ ลองมาพิจารณาทางเลือกที่อยู่นอกห้องปฏิบัติการดูบ้าง. คุณเขียนข้อความด้วยความโกรธ.
นิ้วของคุณค้างอยู่เหนือปุ่มส่ง. คุณอ่านมันอีกรอบ.
แล้ววางโทรศัพท์ลงก่อนจะเดินเล็งหนีไป. แรงผลักดันแรกนั้นเป็นของจริง. นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คุณทบทวนใหม่อีกครั้ง.
บางทีคุณอาจต้องการรักษามิตรภาพเอาไว้. บางที ในข้อความนั้นอาจมีบางอย่างที่คุณก็ไม่ได้เชื่อ. (Now consider a choice outside
the laboratory. You write a message in anger. Your finger hovers over send. You
read it again. Put the phone down and walk away. The first impulse was real. So
was the reason you reconsidered. Perhaps you wanted to preserve a friendship. Perhaps
the message said something you did not believe.)
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการอุปมาอุปไมย,
ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาเรื่องการเคลื่อนไหว. มันช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งที่งานง่ายๆ
ทั่วไปมองข้ามไป. อะไรคือความหมายของสิ่งที่คุณเลือกนั้นมีต่อตัวคุณ? การเลือกช่วงเวลาที่จะขยับเท้า
สามารถบอกเราได้ไหมว่าผู้คนตัดสินใจเรื่องที่มีผลลัพธ์ตามมาอย่างไร. (This example is an analogy, not
a result from the movement study. It highlights something
the simple task leaves out. What the choice means to you. Does choosing when to
move a foot tell us how people make decisions with consequences.)
ลองจินตนาการถึงสองปุ่ม. ในงานนี้, จะกดปุ่มไหนก็ได้.
ไม่มีอะไรสำคัญขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกกดปุ่มไหน. ในอีกด้านหนึ่ง, ปุ่มทั้งสองนั้นเป็นตัวแทนของสองเหตุ.
การเลือกของคุณสามารถช่วยการตัดสินใจว่าอันไหนที่จะได้รับการอุทิศให้. การตอบสนองทางฟิสิกส์ก็เป็นเหมือนกัน.
เหตุผลนั้นสำหรับการทำมันได้ถูกเปลี่ยนแปลง. (Imagine two buttons. In one
task, either button will do. Nothing important depends on which you press. In
another, the buttons represent two causes. Your choice can help determine which
receives a donation. The physics response is similar. The reason for making it
has changed.)
ในปี 2019, อูริ มาออซ
และสหายร่วมงานทั้งหลายได้เปรียบเทียบ ระหว่างการเลือกแบบสุ่ม/ตามอำเภอใจ กับการตัดสินใจอย่างตั้งใจ
ในภารกิจการอุทิศให้. พวกเขาพบศักยภาพความพร้อมตามที่คาดไว้สำหรับการเลือกตามใจชอบ,
ก็แต่ก็ไม่พบรูปแบบที่ชัดเจนแบบเดียวกันสำหรับการเลือกอย่างจงใจ. คำถามนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
สามารถนำไปขยายไปสู่การตัดสินใจที่มีความหมายได้โดยตรงหรือไม่. มันไม่ได้แสดงให้เห็นว่า
การตัดสินใจอย่างรอบคอบจะรอดพ้นจากอิทธิพลของจิตไร้สำนึก.
แต่มันแสดงให้เห็นว่าประเภทของการตัดสินใจต่างหากที่สำคัญ. (In
2019, Uri Maoz and his colleagues compared arbitrary choices with deliberate
decisions in a donation task. They found the expected readiness potential for
arbitrary choices, but not the same clear pattern for deliberate ones. That
questions whether results from arbitrary movements can simply be extended to
meaningful decisions. It does not show that deliberate choices escape unconscious
influences. It shows that the kind of choice matters.)
ลองนึกถึงการตัดสินใจเรื่องที่คุณจะไม่มีวันปล่อยให้มันขึ้นอยู่กับการโยนเหรียญหัวก้อย.
คุณอาจจะเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ, ขอคำแนะนำ, และค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ที่ทำให้คุณเปลี่ยนคำตอบของคุณ. นาฬิกาหนึ่งสามารถช่วยเหลือกำหนดตำแหน่งความเคลื่อนไหวหนึ่ง.
การจะทำความเข้าใจกระบวนการที่ยาวนานขึ้นนี้
จำเป็นต้องรู้ด้วยว่าบุคคลนั้นกำลังเลือกคู่เทียบระหว่างอะไรกับอะไร
และเพราะเหตุใด. (Think about a
decision you would not leave to a coin toss. You might compare alternatives,
seek advice, and discover information that changes your answer. A clock can
help locate a movement. Understanding this longer process also requires knowing
what the person is choosing between and why.)
ความหมายในเชิงปรัชญา (Philosophical
implications)
เราเริ่มด้วยการถามว่า การตัดสินใจเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่. ตอนนี้เรามีอีกปัญหาหนึ่งแล้ว
นั่นคือการตัดสินใจว่าสิ่งไหนที่นับว่าเป็น 'การตัดสินใจ'. และนั่นนำเรามาสู่เรื่องของเจตจำนงเสรี. ก่อนที่เราจะตั้งคำถามว่ามีการทดลองใดที่พิสูจน์หักล้างมันไปแล้วหรือยัง,
เราจำเป็นที่จะต้องพูดว่าเราหมายถึงอะไร. หนึ่งมาตรฐานถามว่า
คุณสามารถที่จะเลือกความแตกต่างด้วยทุกรายละเอียดของอดีต กับกฎทั้งหลายของธรรมชาติที่ยึดถือติดแน่นอยู่หรือไม่.
(We began by asking when a decision
starts. We now have another problem, deciding what counts as the decision. And
brings us to free will. Before asking whether an experiment has disproved it,
we need to say what we mean. One standard asks whether you could choose
differently with every detail of the past and the laws of nature held fixed.)
อีกอันหนึ่งก็ถามว่า คุณสามารถเข้าใจเหตุผลทั้งหลายหรือไม่, พิจารณาทางเลือกอื่น
และปรับเปลี่ยนมุมมองเมื่อเหตุผลเหล่านั้นเปลี่ยนไป โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับมือของคุณ.
เหล่านี้คือมาตรฐานทั้งหลายทางปรัชญาที่แตกต่างกัน. การวัดกิจกรรมของสมองไม่ได้ช่วยตัดสินโดยอัตโนมัติว่าเราควรใช้อันไหน.
(Another
asks whether you can understand reasons, consider alternatives, and respond
when those reasons change without somebody forcing your hand. These are different
philosophical standards. A measurement of brain activity does not automatically
settle which one we should use.)
สมมติว่าคุณกำลังเลือกเส้นทางกลับบ้าน. คุณรู้ว่าสะพานปิดอยู่
จึงเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น. พวกเราสามารถตรวจสอบได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงนั้น.
พวกเรายังสามารถถามได้ด้วยว่า
คุณเข้าใจคำเตือนนั้นหรือไม่และสามารถนำมันไปใช้ได้ไหม. การอธิบายถึงสาเหตุต่าง ๆ
เพียงอย่างเดียว
ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเห็นต่างทั้งหมดเกี่ยวกับความหมายของเสรีภาพได้ด้วยตัวเอง. (Suppose you are choosing a route
home. You learn that a bridge is closed and take another road. We can investigate
what caused that change. We can also ask whether you understood the warning and
could use it. Explaining the causes does not by itself resolve every
disagreement about what freedom means.)
การเพิ่มความสุ่มเข้าไป
ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยอัตโนมัติเช่นกัน. หากเหรียญที่ซ่อนอยู่เป็นตัวกำหนดเส้นทางของคุณ,
ลำพังเพียงความคาดเดาไม่ได้, ก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจเลือกนั้นเป็นของคุณมากขึ้น.
นั่นเป็นข้อโต้แย้งทางปรัชญา มากกว่าที่จะเป็นผลการค้นพบจากการบันทึกสัญญาณสมอง
ความแตกต่างนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ. (Adding
randomness would not automatically solver the problem either. If a hidden coin
determined your route, unpredictability alone would not make the choice more
yours. That is a philosophical argument rather than a finding from a brain recording.
The distinction matters.)
บทสรุปเรื่องทางเลือก (Conclusion
on choice)
การตรวจจับการเตรียมพร้อม,
การทำนายการเคลื่อนไหว, และการระบุข้อสรุปเรื่องเจตจำนงเสรี ถือเป็นความสำเร็จทั้งหลายที่แตกต่างกัน.
กลับมาที่นิ้วของคุณ, คุณขยับมัน, รอคอย, หรือตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วม.
ดเราไม่ได้บันทึกสมองของคุณ, ดังนั้นเราก็ไม่สามารถพูดว่า
อะไรได้บังเกิอดขึ้นข้างในมัน. แต่ตอนนี้เราสามารถตรวจสอบข้ออ้างที่ว่า สมองของคุณได้ตัดสินใจไปแล้ว.
อะไรที่ถูกตรวจวัด? สัญญาณนั้นแสดงแทนถึงการตัดสินใจสุดท้ายหรือ? การกระทำนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกไหม? และการเลือกครั้งนั้นเป็นการเลือกแบบตามใจชอบ หรือว่ามันมีความสำคัญกันแน่? (Detecting preparation,
predicting a movement, and settling free will are different achievements. Return
to your finger. You moved it, waited, or decide not to participate. We did not
record your brain, so we cannot say what happened inside it. But we can now
examine the claim That your brain had already decided. What was measured? Did
the signal represent a final decision? Could the action still change? And was
the choice arbitrary, or did it matter?)
การทดลองเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจตรวจสอบคำถามทั้งหลายเหล่านั้น.
พวกเขาไม่ได้ตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับความหมายทุกแง่มุมของเจตจำนงเสรี. การที่บางสิ่งเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะรู้ตัว
ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะอยู่เหนือการควบคุมของคุณโดยอัตโนมัติ. และในวินาทีที่คุณสังเกตเห็นว่า
ทางเลือกนั้นอาจไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นตัวคุณ. การขยับนิ้วเพียงนิ้วเดียวดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย
แต่การค้นหาว่าการตัดสินใจเลือกนั้นเริ่มต้นขึ้นจากตรงไหน เป็นคำถามที่ยากกว่ามาก. (The experiments give us ways to
investigate those questions. They do not deliver a final verdict on every
meaning of free will. Earlier than awareness does not automatically mean beyond
your control. And the moment you notice a choice may not contain everything
that makes it yours. Moving one finger seemed simple. Finding where that choice
began is a much harder question.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น