หลวงพ่อชา สุภัทโท – จิตคืออะไร (ยอมรับความจริง)
https://youtu.be/W7NQnJNf2bk?si=mSPgsbdPy0z9Ga0T
...เอาละญาติโยมทั้งหลาย
ทุกคน ต่อไปนี้ตั้งใจฟังธรรม แน่ะ ขอวางมือลงตามสบายก็ได้ ไม่ต้องพนมมือก็ได้
เอาจิตเคารพ นั่งให้มันสบาย อืม มันถนัดยังไงก็นั่งให้มันสบาย ความเป็นจริงนั้นก็
การฟังธรรมก็คือ นั่งให้มันสบายไม่ ให้มันขัดต่อร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ใจเราสบายเพื่อให้จิตเราสงบ
เพื่อให้จิตเราสำรวม ระวัง ฟังธรรม นั่นเอง ในท่าที่ดีก็นั่ง เอามือวางบนตัก นั่งสมาธิเรา
พูดง่ายๆก็ว่านั่งเข้าที่นั่นเองน่ะ มันไม่ค่อยเข้าที่กันคนเราน่ะ นี่เรียกว่าเข้าที่มัน
วัน ๒ วันเราก็ไม่เคยเข้าที่มันหรอก นั้นนี่เรียกว่าเข้าที่พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์น่ะ
เอาพากันนั่งเข้าที่ มันยังจะดีขึ้นมั้ย
เอ้า ทุกคน บัดนี้ วันนี้ พุทธบริษัททั้งหลาย
ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายด้วย มารวมกัน ณ สถานที่นี้ เพื่อการบำเพ็ญบุญ
มีการทอดผ้าบังสุกุล เป็นพื้นประเพณีมาจากครั้งพุทธกาล วันนี้จึงได้มีผ้าป่า มาทอดผ้าป่า
๒ ราย ซึ่งมาเรียนอาตมาว่าจะทำยังไงดี จะพรุ่งนี้หรือตอนไหน จะทอด
อาตมาเลยให้ความเห็น ว่าโนม มันไม่มากไม่น้อยเท่าไหร่ ก็เอามารวมทีเดียวกันซะ
พรุงนี้ ๖ โมง พระก็จะออกไปบิณฑบาตแล้ว มันก็จะลำบาก มาทำให้เป็นอันเดียวกัน
แล้วก็ โยมเค้าก็ไปปรึกษา ได้ความ มีความเห็นสามัคคีกันก็มารวมกันเป็นอันเดียวกัน ก็คือมะนเป็นอันเดียวกันอยู่แล้วล่ะ
ถ้าเราไม่เอามารวม มันก็เป็นอันเดียวกันทั้งนั้นแหละ ผ้ามันก็ผ้าอันเดียวกัน หมอนมันก็หมอนอันเดียวกัน
อะไรมันก็อะไรอันเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเราเอามารวมกันเป็นเช่นนี้แหละ
ความกลมเกลียวกันทุกอย่างทุกการนั้นมันก็ไม่มีอะไร มันก็สบาย
แต่ว่าวันนี้อาตมาจะพยายาม พูดธรรมะให้ฟัง
ธรรมะอาตมานั้นมันไม่ค่อยมีต้นมีปลายกับเขาหรอก อืม มันธรรมะเบ็ดเตล็ด
จับเอานู้นมั่งจับเอานี้มั่ง เพราะว่าเทศน์ตามความรู้สึก ไม่ได้ศึกษาตำรับตำรามาก ศึกษาแต่เฉพาะจิตแต่โดยมาก
ดังนั้นจึงไม่รู้จักข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ กะเค้า เอามารวมมารวมรวมรวมกันเข้ามา
มันก็เป็นธรรมะ ให้เราเข้าใจอย่างนั้น เทศน์ตามความรู้สึก ได้ยินข่าวว่าผ้าป่าจะมาทอด
ก็นึกว่า โอ๊ จะเทศน์อะไรให้ศรัทธาฟังหนอ ก็ไม่ได้คิด นั่งอยู่ข้างล่างว่า
วันนี้จะเทศน์อะไรให้โยมฟัง ก็ไม่ได้คิด ขึ้นมาธรรมาสน์แล้ว อาราธนาเทศน์แล้ว
จะเทศน์อะไรให้โยมฟัง บางคน ก็ยังไม่รู้ น่ะ มันรู้แต่คำที่จะพูดต่อๆ ไปนี้แหละ
อย่างนั้น จึงพากันตั้งใจฟัง คุณอาคมว่า นี่คือจุดสำคัญ
จุดสำคัญคือจุดฟังธรรมนี่เป็นจุดสำคัญ แค่พระพุทธเจ้าว่า ให้ทานทั้งหลายทั้งปวง
ก็ไม่เท่าให้ทานธรรมพูดเอาดีแต่คนเดียว บางทีก็ไม่รู้ อืม อย่างนี้บางคนก็คงจะไม่ค่อยสบายใจนะ
อืม เดินมากระทั่งวันหลายๆวันนี่ ก็คนเป็นพระพุทธเจ้าเจ้าสอน ทานอะไรก็ดี สู้การให้ธรรมเป็นทานไม่ได้
โยมบางคนคงเห็นจะไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันนะ อย่างนี้
ไอ้ความจริงเป็นอย่างนั้น โยม มันก็เป็นอย่างนั้น ให้ถือว่าวันนี้ทุกคนที่มาวันเนี๊ยะ
อาตมาไม่ต้องการอะไรมาก ต้องการใจของโยมเท่านั้นแหละ อืม ต้องการใจ เพราะความสบายมันก็สบายที่ใจ
ที่มันไม่สบายมันก็ไม่สบายที่ใจ นะ นี่ มันที่นั้นกายมันปวดมันก็ไม่สบายที่ใจ อะไรมันไปรวมอยู่ที่ใจ
ที่จิตนั่นแน่ะ เป็นของสำคัญ ถ้าเราทุกคนพร้อมที่จะเอามาแล้วทุกอย่าง
ที่เราจะต้องปฏิบัติในวันนี้ มีแล้วพร้อมแล้ว แต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะปฏิบัติที่ไหน
จะปฏิบัติอย่างไร ธรรมะอยู่ที่ไหน ก็ยังไม่รู้ ก็คือไม่รู้จักว่ามันสุขที่ตรงไหน
มันทุกข์ที่ตรงไหน มันสบายที่ตรงไหน ไม่รู้เรื่อง อืม จะหาความสบาย อยากได้แต่ความสบาย
ได้ยินชื่อว่าสบายนี่ ก็เลยอยากจะได้ อย่างนี้เป็นต้น ปรารถนาความสบายกัน
ไอ้คนเรานั้นน่ะ มันไม่สบายหรอกโยม มันไม่สบาย
แต่ไอ้ความไม่สบายนั้นมันให้เกิดความสบาย มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นมันต้องเปลี่ยนที่ไปมาอยู่อย่างนั้นแหละ
มีการยืนการเดินการนั่งการนอน สลับซับซ้อนกันไป อยู่อย่างเงี๊ยะ เปลี่ยนอยู่อย่างเงี๊ยะ
มันอาศัยการเปลี่ยนที่เราอยู่นี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าของเรานั้นน่ะ แหม
มันตรงไปทีเดียวเลย เพราะทำไม ไม่รู้ ใจเรามันไม่ตรง ท่านพูดตรงไปที่นี้ เราไม่ไปที่นั้น
ไปคนละอย่างกัน น่ะ อาตมาเคบเล่าให้ฟังว่า เทศน์ให้ฟังกันทั้งคืนน่ะ
ให้พูดถึงบ้านอาตรมาหรอก แถวๆนี้ เทศน์ให้ฟัง ก็นั่งฟังกันกระทั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ว่าเทศน์จบแล้วก็พากันเดินกลับบ้าน
ได้ยินเสียงบ่นกันว่า เอ้อ ท่านเทศน์อะไรก็ถูกของท่านเมิ่ด ทุกอย่างอ่ะแหละ แต่ว่าเราทำไม่ได้
เอ่อ เราก็ทำไม่ได้ เราทำไม่ได้ โดยมากก็เป็นกันซะอย่างนี้ ถ้าหากเช่นนั้นมันก็ไม่มีธรรมะ
ไม่มีธรรมะมันก็ทุกข์ มันก็ลำบาก จะอยู่คนเดียวมันก็ลำบาก จะอยู่หลายคนมันก็ลำบาก จะรวยมันก็ลำบาก
จะจนมันก็ลำบาก เพราะว่ามันหลง มันเป็นกันซะอยู่อย่างนี้ เพราะอะไร?
เพราะเราไม่ยอมรับความจริงของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนไว้ ท่านว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
เป็นที่พึ่ง เราก็บ่นว่า อะไรพระพุทธเป็นพระธรรมเป็นพระสงฆ์
ถึงว่าเราปล่อยเปล่งวาจาไปแล้ว ก็นึกว่ามันจะสบายอย่างนั้น อันนี้มันเป็นความจริง
เพราะคนที่เข้ามานี้ หาอาตมานี่ ทุกจังหวัด โดยมากถ้ามีความสุขแล้ว
ไม่ค่อยเขามาหรอก ถ้าไม่ค่อยสบายแล้วก็มา ทำไมถึงมาก็ไม่สบาย ไม่สบายอะไร
ไม่สบายใจ ไม่เคยเห็นว่าไม่สบายจมูก ไม่สบายตา ไม่สบายหู ไม่สบายอะไรไม่เคยพูดว่า
ฉันไม่สบายใจ จริง อันนี้ก็จริง เพราะว่าตาหูจมูกลิ้นกายมันทำมารวมให้ใจทำงานคนเดียว
ถ้าทำงานอย่างถูกต้อง มันก็ใจมันสบาย แต่ความเป็นจริงมันมารวมที่ใจ อืม
มันเป็นอินทรีย์ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ กายินทรีย์ มยินทรีย์ อะไรทั้งหลายเหล่านี้
มันอินทรีย์ อันนี้คนก้ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
อาตมาเคยได้ตอบโยมทั้งหลายที่มาวัดป่าพง ว่าหลวงพ่อ
โบสถ์หลังนี้เอาแปลนมาจากที่ไหน? ว่า เอามาจากพระอินทร์
บางคนก็จะนึกว่าอาตมาพูดเล่น เอามาจากพระอินทร์น่ะ พระอินทร์เอาให้ ก็โยมไม่ได้รู้จักพระอินทร์
ก็แหงะหน้าแหงะหลังแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะคิดยังไงไม่เคยเห็นพระอินทร์น่ะ เรานั่งที่ไหนก็ไปที่นั่น
จะนอนที่ไหนก็อยู่ที่นั่น เดินที่ไหนก็อยู่ที่นั่น อืม พระอินทร์ พระอินทรีย์ทั้ง ๕ นั่นแหละ นี่
ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นพระอินทร์ ฉะนั้นโบสถ์หลังนี้ อาตมาจึงว่า
พระอินทร์ใหแปลนมา อย่างนั้น ไอ้ความเป็นจริงนั้น พระอินทร์ที่มีอยู่นี่เราไม่รู้จัก
พระอินทร์ ไอ้ความเป็นจริง ธรรมะ มันมีอยู่ในเรา เราก็ไม่รู้จักธรรมะ เมื่อเราไม่รู้ก็เหมือนมันไม่มี
ถึงมีอยู่ก็เหมือนว่ามันไม่มี ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งหลายนั้นจึงไม่ค่อยสมบูรณ์
เป็นพุทธบริษัทไม่ค่อยสมบูรณ์ คือไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความจริงซึ่งพวกเราทั้งหลายมาในวันนี้ก็เพื่ออยากจะฟังธรรม
เพื่อหาความจริง
คนที่ไม่รู้จักความจริง พูดความจริงให้ฟัง ก็ไม่รู้จักความจริง
ไม่รู้ว่าทำอะไรน่ะ เหมือนคนตาบอดนั่นแหละ หลวงพ่อ สีขาวมันเป็นยังไง?
มันก็เหมือนปูนขาวนั่นแหละ หลวงพ่อปูนขาวมันเป็นยังไง? เอ้า ไปอีกแหละ น่ะ
ปูนขาวมันก็เหมือนขี้ฝ้าอยู่ในท้องฟ้าขาวๆน่ะ ท้องฟ้ามันเป็นยังไง?
ก็เลยไม่จบเรื่องกันซักที พูดความจริงให้ฟังก็ไม่ยอมรับฟังความจริง
เพราะไม่รู้จักความจริง มันเป็นไปอย่างนั้น อันนี้เพราะอะไร?
เพราะว่ามีอะไรน้อยๆมาปิดบังไว้ที่ไม่ให้เห็นความจริง อืม ถ้าเราเห็นความจริง รับความจริงแล้วนั้นน่ะ
มันก็สบาย ปัญหามันก็น้อย เช่นมาวันนี้ การให้ทาน การให้ทานทุกสิ่งสารพัดที่ญาติโยมนำมาให้ทานวันนี้
อันนี้เป็นทานบารมี เป็นบารมีที่ยวดยิ่ง เป็นบารมีที่ต้น เป็นบารมีอย่างใหญ่ทุกคนถ้าหากว่าไม่มีการให้ทาน
มีการยอมสละยอมเสียสละ มันจะสบายที่ไหน ไม่ค่อยสบายหรอก จะอยู่คนเดียวก้ไม่สบาย
จะอยู่หลายคนก็ไม่สบาย
บางคนก็นึกว่าการให้ทานนี่เป็นของเล่นๆ
พระพุทธองค์จึงใหเชื่อว่า อันนี้มันเป็นบารมีนะ เป็นบารมีแท้ๆ แต่ว่าจะให้ทานเสียจริงๆ
เพื่ออะไรคนไม่รู้จัก เพื่อระงับความมืดบอดทั้งหลายนั่นเอง วันนี้เราต้องคิดดูก็ได้ว่า
ปัจจุบันในวันนี้มีอานิสงส์มั้ย? ทุกสิ่งสารพัดที่ญาติโยมรวบรวมมาทั้งหลายเดือน
รวมกันมาเนี่ยะ เพื่อจะให้ทานมันเป้นของยุ่งมันเป็นของยาก มันเป็นของลำบาก
ถ้าให้ทานไปแล้วก็สบายใจ ถ้าไปขโมยของเขามาสิ ที่เราเสียไปวันนี้ ยังไงวันนี้ก็นอนไม่หลับเสียแล้ว
น่ะเนี่ยะ นี่คือการเห็นแก่ตัว ไม่สบายใจกระทั่งวันกระทั่งคืนซะแล้ว
ฉะนั้นการให้อันนี้มันจึงเกิดประโยชน์ เฉพาะบุคคลที่มีปัญญา มีประโยชน์หลาย
อย่างวันนี้โยมทุกคนแม้จะมากหรือน้อยก็ตามทีเถอะ ตั้งใจมาแล้ว ถึงมาก็มาด้วยความพอใจ
มาถึงแล้วก็พอใจ ถวายจตุปัจจัยไปแล้วก็พอใจ ก็เรียกว่าใจเรามันสบาย ไอ้ความสบายใจที่ว่า
มันไม่มันถูกต้องนั่นแหละ เรียกว่าบุญ คนเราถ้าไม่รู้จักบุญ ก็ไม่เห็นบุญ ทำบุญก็ไม่เห็นบุญ
การรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องนั่นเอง มันมีความสุขความสงบจากเหตุการณ์ต่างๆท่านเรียกว่าบุญ
ความวุ่นวายต่างๆที่มันไม่สงบ นั่นท่านเรียกว่าบาป น่ะมันเป็นไปอย่างนี้ แต่ว่าบาปบุญมันมีอยู่แต่คนที่มืดบอดก็ว่าบุญไม่มี
บาปก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือคนหูหนวก เสียงมันดังอยู่พอดีก็ว่าเสียงไม่มี
รูปมันมีอยู่คนตาบอดก็ว่ารูปมันไม่มี อย่างนั้นเป็นต้น เขาก็พูดถูกเหมือนกันพูดถูกคำของเขาพูดถูกความนึกคิดของเขา
แต่ว่ามันไม่ถูกความจริง
ไอ้ความจริงนี้ไม่ใช่ว่าเราชอบอันใดมันจริง อันนั้นน่ะ
ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นใจของเขาก็ดเป็นความจริงนั่นน่ะ มันก็เป็นธรรมะที่แท้จริง
อย่างงั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติ มันเป็นซะอย่างนั้น จำเป็นที่เราจะต้องได้ยิน ที่เราจะต้องได้ฟังถ้าเราทั้งหลายรับความจริงมันแล้ว
มันก็สบายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่สบายอย่างเราทุกคนที่มาฟังธรรมนี่ หรือนอกนี่ไปก็เหมือนกัน
เกิดมาทำไม? ไอ้ความที่เราเกิดนั่นน่ะ ความที่เราเกิด นั่นคือเรารับ
พูดง่ายๆก็ขอเอาไว้เลย รับมาตายนั่นเองเลย ใครจพะยอมตาย ฉันคนหนึ่งจะรับยอมตายทุกๆคนเนี่ยะ
เป้นไปทำนองเนี๊ยะ จะเจ็บจะแก่จะเจ็บจะตาย รับรองเธอนั่นแหละ ฉันชอบก็ดี
แต่ว่าเกิดมาแล้วมันปวดศีรษะที นิดเดียวก็ไม่ชอบซะแล้ว น่ะ
มันจะเป็นอไรนิดเดียวก็ไม่ชอบไม่ชอบมันก็เกิดทุกข์นั่นแหละ ทำไมมันถึงทุกข์
ก็เพราะไม่ยอมรับความจริง จะไม่ชอบสักเท่าไหร่มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น เนี่ยะ
เป็นไปอยู่อย่างเนี๊ยะ
อันนี้คือแก่นของธรรมะ มันเป็นดังนั้น
อาตมาถึงมาพูดให้ญาติโยมฟังทุกวันนี้ ไม่ค่อยจะพูดมากเท่าไหร่ พูดแต่น้อยๆ แต่ให้พูดหาความจริง
ถ้าคนเรารู้จักความจริงแล้วมันไม่ต้องค้นคว้าอะไรมากมาย มันมีความสงบความระงับ เพราะโลกที่เราอยู่เนี๊ยะ
ก็มันไม่ทำไมใครไม่เป็นอะไรกับใครนะ มันก็เป็นสภาวะของมันอยู่อย่างนั้น ทำไมบางครั้งเราถึงเป็นทุกข์
เพราะเราไม่ชอบมัน ทำไมบางครั้งเราถึงเป็นสุขเพราะไปชอบมันเข้า ไอ้เรื่องสุขเรื่องทุกข์เรื่องชอบไม่ชอบ
น่ะเป็นเรื่องของเป็นธรรมดาของมันเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เช่นนั้นแต่คนไม่ค่อยมองดูตัวของเจ้าของ
ไปมองดูอย่างอื่นมาก มันจึงไม่เห็นตน
ถ้าคนเห็นตนมันก็เหฤนความจริง เห็นตนก็เห็นธรรมะ
เห็นธรรมะมันก็เห็นตน อันนี้มันไม่เห็นตนมันก็ไม่เห็นธรรมะ เห็นตนไม่เห็นธรรมะ
มันก็ไม่เห็นความจริง ถ้าไม่เห็นความจริงก็ไม่มีความถูกต้อง ตามความจริง ตามธรรมะ เพราะฉะนั้น
คนไม่ได้รับธรรมะ มันจึงเป็นทุกข์ อ่ามันถึงไม่สบาย คนมีธรรมะในใจแล้ว มันสบาย อืม
มันสบายก็เพราะมันเป็นอย่างงั้น มันเป็นความจริงอยู่ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นอยู่อย่างงั้น
แต่ว่าคนไม่อยากจะฟังธรรมที่แท้ อืม อย่างในครั้งพระพุทธเจ้าก็ยังมีเลย
ท่านพูดเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ไอ้สกลร่างกายที่เรามันไม่สวยไม่งามน่ะ
แต่ไปพบกับหญิงคนหนึ่งอีกคนสวยๆเนี่ยะ พระพุทธเจ้าไปเทศน์ว่าไม่สวยก็โกรธท่าน ไม่ชอบจะฟังแน่ะ
คือคนไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับ ทำไมไม่รู้จักความจริง มันหลงซะ จึงไม่เห็น
แต่เรื่องที่ไม่เห็นนี้น่ะ ไม่ใช่เรื่องอยู่ไกลนะ ปลามันอยู่ในน้ำ
มันก็ไม่เห็นน้ำก็ได้ ไส้เดือนมันอยู่กินขี้ดินอยู่
มันก็ไม่เห็นดินก็ได้
อย่างโครงกระดูกที่อยู่ในโหลนี่ ไม่เห็น บางคนมาเห็น กลัว
ไม่อยากจะดูด้วย บางคนนี่ ตามบ้านนอก ไม่ค่อยเห็นอันนี้ ไม่กล้ามาดู
ทั้งกลัวทั้งเกลียดด้วย วิ่งหนี กลัว นี้ก็เรียกว่าคนไม่เห็นตน ไอ้ที่วิ่งไปก้กระดูกนั่นน่ะ
พาวิ่งไปก็ยังกลัวกระดูกอยู่นั่นเอง เมื่อคืนนี้นอนห่มผ้าผืนเดียวกันอยู่เลย
มาเห็นโครงกระดูกก็ยังกลัวอยู่นั่นอีก อันนี้คือคนไม่เห็นตัวเห็นตนเห็นเจ้าของว่ามันเป็นอะไรต่ออะไร
จึงเกิดความหวาดความกลัว แต่ของมีอยู่เป็นอยู่ก็ไม่เห็น เพราะเราไม่รู้ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น
ท่านก็สอนมีอยู่ที่ตัวของเรานี้ น่ะ ในตัวของเรา
แม้เป็นนักบวชที่จะบวชมาในพุทธศาสนาอุปัชฌาย์บวชลูกหลานต่อ เกสาโลมานขาทันตาตะโจ
ไม่เห็น ไม่เห็น ทำไมไม่เห็นน่ะ
มันมีอะไรปิดบังอยู่
เกสาคือผม นี่ไม่ท่านว่ามันไม่สวยไม่ยอมรับ น่ะไม่ยอมรับ มันไม่สวยไม่งามมันสกปรก
น่าเกลียดมันโสโครก ไม่ยอม ไม่รับ ไม่เอาใจ เนี่ยะ มันก็ไม่เห็น
ไม่เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็คือไม่เห็นธรรมะอันแท้จริงนั่นเอง
ดังนั้นพวกเราทั้งหลายนั้นจึงมาฟังธรรม ฟังอยู่เรื่อย ๆ แล้วฟังก็ให้พิจารณา ให้มันรู้จัก
อย่าฟังไปเฉยๆ การฟังธรรมนี้ได้บุญมาก แต่ว่าไม่ใช่ว่าได้บุญเพราะฟังเฉยๆ คล้ายๆที่หนามมันยอกเท้าเรานั่นน่ะ
เราไปมอง โอ๊ ไอ้นี่มันเจ็บเท้า เป็นหนามนี่อยู่ตรงนี้ หนามเห็นมั้ยน่ะ เห็นมั้ย?
นี่เห็นแล้ว เห็นหนามแล้ว ทำไมมันจะหายล่ะน่ะ บ่งมันออกเสีย ผ่ามันออกเสีย
มันก็หายเท่านั้นแหละ อันนี้คิดว่าไอ้หนามเห็นอยู่แต่ไม่ถอนหนามออกจากเท้าเรา
มันก็เจ็บปวดอยู่เช่นนั้นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น
หรือบางคนไม่เห็นหนาม คือไม่รู้จักทุกข์อ่ะแหละ
ทำไมมันไม่เห็นไม่รู้ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุเกิดของทุกข์
ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ นี่ ไม่รู้อันเนี๊ยะ
ไม่รู้อะไรต่างๆก็มารวมอยู่ตรงไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ คือไม่รู้จักว่าไอ้ทุกข์ไอ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้
มันจะก่อทุกข์ให้เรา ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก ก็เพราะมันไม่เห็น เพราะว่ามันไม่ได้พิจารณา
แล้วเหตุให้เกิดทุกข์ก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นคนเราจึงชอบทำแต่ทุกข์ให้ทุกข์เกิดขึ้นมา
แต่ไม่อยากจะให้มันทุกข์ แต่ไปก่อเหตุให้มันทุกข์อยู่นั่นแหละขึ้นมา
แต่ไม่อยากทุกข์ เนี่ยะ มันไม่ยอมรับ มันก็แยกธรรมะ มันก็แยกคำสอนพระพุทธเจ้าเราเรื่อยไปนั่นแหละ
มันจะเห็นที่ตรงไหน อืม เมื่อไม่รู้จัก ไม่รู้จักเหตุของทุกข์
ก็ไม่รู้จักความดับทุกข์ จะไปดับทุกข์อยู่ตรงไหนมันก็ดับไม่ได้
จะปฏิบัติให้มันดับทุกข์ก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ นี้เราเรียกว่าความไม่รู้กัน
ไม่ใช่ว่าไม่รู้อย่างอื่น ไม่รู้ตัวตนของเรานี่เองแหละ
ถ้าเรารู้ตัวรู้ตนของเราหมดก็คือก้อนธณรมะ ก้อนธรรมะมันอยู่ที่เนี่ยะ
มีรูปแล้วมันมีนาม มาวันนี้พวกเราทั้งเตรียมพร้อมมาทุกคนเลย
ไม่มีเหลืออยู่บ้านแล้ว เครื่องมือปฏิบัตินั่น ไม่มีเศษทิ้งอยู่ที่บ้าน
เอามาหมดแล้ว มีมั้ย ตาหูจมูกลิ้นกาย เอามาหมดเลย ไม่มีเหลือ เครื่องมือปฏิบัติเอามาหมด
ไม่มีเหลืออยู่บ้าน หอบมาวัดป่าพงหมดวันนี้ น่ะ เครื่องมือมีหมดแล้ว พร้อมหมดแล้ว
แต่ว่าบางคนที่ยังไม่รู้ นะ บางคนก็ยังไม่รู้ ฟังธรรมะไม่รู้เหมือนกันแต่เอาเครื่องมือมาอยู่
แต่ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นวันนี้จึงว่าพากันอดทน ทุกคนอดทน ให้อดทน
อดทนไปจนกว่ามันไม่มีความอดทน คือมันเห็นความจริงมันก็ปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้วมันก็เห็นความสงบเกิดขึ้นมา
ความสงบขึ้นมามันก็หมดข้อปฏิบัติ ไม่ต้องปฏิบัติอีกแล้ว ก็เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว
อย่างนี้เป็นต้น
คล้ายๆกับเราว่า ตู้ใบหนึ่งเมื่อก่อนมันเป็นต้นไม้ มันเป็นท่อนไม้อยู่
มันก็มีปัญหาที่เราจะต้องทำมัน มาเลื่อยมาตัดมันได้สัดส่วน เพราะว่ามันมีเหตุจะต้องทำมีอยู่
เมื่อเราทำเสร็จแล้ว ทาชะแล็คแล้วเอาโชว์ไว้ เท่านั้น หมดที่จะต้องทำแล้ว
มันหมดสิ่งที่จะต้องแล้ว
หมดในตู้ใบนั้นแหละ ตู้ใบนี้สมัยก่อนมันเป็นต้นไม้บัดนี้มาเป็นตู้ที่สวยงาม
นับได้ว่าของที่ไม่สวยงามนั่นแหละ มันเกิดความสวยงาม
เราทุกคนนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ทุกคนนี่ก็เป็นปุถุชนมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่า
แต่เรานะ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ไม่ใช่พวกเราน่ะ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน
เป็นปุถุชนมาทั้งนั้นแหละ เอ่อ ไม่รู้มาทั้งนั้นแหละมันถึงรู้
แต่โยมทั้งหลายอย่าลืมว่า จุดที่สำคัญน่ะ
ไอ้ความสกปรกอยู่ที่ตรงไหน ความสะอาดอยู่ที่ตรงนั้น เคยคิดมั้ย? เหก็นบ้านมันสกปรกมั้ย?
มันสกปรกอยู่ที่ตรงนี้ก็ไปเช็ดตรงนั้น ล้างมันที่ตรงนั้น ไอ้ความสะอาดก็เกิดที่ตรงนั้น
ไม่เกิดที่อื่นน่ะ ถ้วยชามมันสกปรกก็เอาไปล้างมัน ที่มันสกปรกน่ะ มันก็มีความสะอาดเกิดขึ้นมาได้ในตรงนั้น
ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้ว ธรรมะมันอยู่ตรงนั้นไอ้ความจริงมันอยู่ตรงนั้น
ไอ้ความสกปรกอยู่ที่ไหนความสะอาดอยู่ที่นั้น
ความวุ่นวายอยู่ที่ไหนความสงบอยู่ที่นั้น ความไม่ถูกอยู่ที่ไหนความถูกอยู่ที่นั้น
มันมีพร้อมกัน ๒ อย่างอยู่แล้วล่ะ แต่เราไม่ไปดูมันซะ ถ้ามีอะไรไม่ชอบใจเกิกดขึ้น
ไม่ชอบก็เหวี่ยงมันทิ้งเลย ไม่ต้องดูมันแล้ว เบื่อ เบื่อชนิดนี้ไม่ใช่เบื่อธรรมะอย่างพระพุทธเจ้าท่านเบื่อโลก
แต่พระพุทธเจ้าท่านเบื่อโลก ท่านไม่ทำลายโลก ท่านไม่เหยียดหยามต่อโลก ท่านสร้างเบื่อทอดอาลัยนั้น
เบื่อด้วยการปล่อยเบื่อด้วยการวาง เราเบื่อด้วยการผูกมัดรัดรึง
เบื่อด้วยกิเลสเบื่อด้วยตัณหา
อย่างคนเบื่อคนอยู่เหมือนกัน ไม่อยากเห็นหน้ามัน
ไม่อยากพูดกับมัน ไม่อยากจะไปหามัน อันนี้มันเบื่อด้วยกิเลส
ไม่ใช่จะเบื่อที่มันสร่างจากกิเลสหรอก อันนี้ เบื่อมันก็มีอยู่ แต่มันเบื่อพระพุทธเจ้าท่านก็เบื่ออย่างนึง
เราเบื่อเราก็เบื่อไปอย่างนึง มันคนละเรื่องกัน ฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเข้านั้น
มันอยู่ด้วยกัน ถ้าคนเราไม่พิจารณาด้วยธรรมะ ไม่เห็น อืม เช่นว่าของสกปรกอยู่ที่ไหนของสะอาดอยู่ที่นั้น
นี่เป็นต้น มันไม่น่าน่ะ วุ่นวายอย่าที่ไหนสงบอยู่ที่นั่น มันไม่น่าคิด หนีเท่านั้นล่ะ
วุ่นวายตรงนี้เราก็นึกว่าความสงบอยู่ที่โน้น ไปเรื่อยทีนี้ อืม หนีจากธรรมะ
เราว่ามันสกปรก มันสกปรกตรงไหนเราก็มาทำความสะอาดให้มันหมดตรงนั้น มันก็เกิดความสะอาดขึ้นตรงนั้น
เกิดโรคที่ตรงไหน ถ้าเรามาพิจารณาถึงความโลภความโกรธความหลงนี่ก็เหมือนกัน โลภตรงไหนความไม่โลภก็อยู่ตรงนั้น
โกรธอยู่ตรงไหนก็ความไม่โกรธอยู่ตรงนั้น
หลงอยู่ที่ตรงไหนความไม่หลงก็อยู่ที่ตรงนั้น แต่ว่าคนเราน่ะไม่ค่อยจับ
มันวิ่งไปที่อื่นอยู่เรื่อย ๆไป กลับ ไม่กลับมามองดูธรรมะ ไม่กลับมามองดูตัวตนของเรา
กลับไปมองที่ไม่มีธรรมะโน้น ไอ้ที่มีความจริงนี้ มองไม่เห็น อะไรไม่ให้มอง
ไอ้ความมืดบอดนั่นแหละมันไม่ให้มอง
แม้แต่ฟังธรรมนีเก็ยังไม่อยากจะฟัง
บางคนมันไม่สนุก มันไม่สบาย คือทำไมสบายไม่รู้เรื่อง อย่างภาษาเขมรพูดเขมรเงี๊ยะ นั่งไปก่อนง่วงนอนเท่านั้น
อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าโยมไม่รู้จักธรรมะวันนี้ ก็ง่วงนอน
เอาลิงเท่านั้นน่ะไม่ต้องอะไรอ่ะ เอาลิงมาเล่นกันก็ทั้งคืนนะ อย่างนั้นไม่นอน
ไม่นอนเพราะลิง เพราะลิงที่เรียบร้อยคือมันแปลกใจขึ้นมาเนี่ยะ ธรรมะก็เหมือนกัน เมื่อผู้เข้าใจธรรมะแล้ว
ถึงแม้ว่าจะพูดไว้ทั้งคืนนะ ก็ฟังได้ทั้งคืนทั้งวัน เพราะมีความดูดดื่ม
ดูกดดื่มไปทั้งนั้น มันเป็นเช่นนั้น ทีนี้เช่นนั้นมันจึงว่า
ถ้าเราฟังธรรมไม่เข้าใจ ก็เหนื่อยมันก็เหน็ดก็เหมือนพูดไปฟังภาษาที่เค้าพูดไม่รู้เรื่อง
แล้วก็ง่วงนอนเท่านั้นแหละ อืม ไปฟังเพลงที่ไม่รู้ภาษามันก็ง่วงนอนเท่านั้น มันเป็นไปอย่างนั้น
คนไม่รูจักธรรมะก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่เข้าใจในธรรม ไม่เข้าใจในธรรม ก็ไม่รู้ว่าธรรมะอยู่ไหนกัน
ไม่รู้เรื่องเท่านั้น ก็ให้โทษโลกนี่เท่านั้นเอง
แต่นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ตั้งแต่ศีรษะลงมาหาปลายเท้า
ตัเงแต่ปลายเท้าขึ้นไปหาศีรษะเนี่ยะ ของดีๆทั้งนั้นน่ะโยมนะ เอ่อ
ของดีๆทั้งนั้นแหละ จะเห็นความสงบระงับก็ตรงนี้ ไม่ที่อื่น ไม่ใช่ที่อื่น
เห็นไปตามเป็นจริงแล้วยอมรับ เมื่อเรายอมรับเห็นเหตุที่ทุกข์เกิดขึ้นมา
ตรงไหนทุกข์ที่เกิดเราก็ไม่ทำมะนไม่ไปพูดมัน ไม่ปฏิบัติให้มันเกิดขึ้นมา ทุกข์มันก็ไม่เกิดเท่านั้น
ไม่เพาะปลูกมันขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้น
คนทำไมถึงไปทำความผิดอยู่บ่อยๆ เพราะไม่รู้จักความผิด น่ะ
ไม่รู้จักไฟ ถ้ารู้จักจริงๆแล้วก็ อย่างไฟนี่ใครจะไปจับมันมั้ย? มันร้อนจริงๆน่ะ
ใครไปจับมันก็ร้อนน่ะทุกคน ก็ผู้หญิงผู้เชายไปจับมันก็ร้อน ถ้ามันรู้จักเช่นนั้น
ไม่มีใครจะไปจับไฟ ไอ้ความผิดนี่มันร้อนยิ่งกว่าไฟอีกน่ะ มันร้อนยิ่งกว่าไฟ แต่ไม่มีความรู้สึกว่ามันร้อน
มันไม่เป็นไร อืม ว่าไม่เป็นไร ว่าไม่เป็นไร เท่านั้นแน่ะ คือมันยังไม่รู้สึก
ไม่รู้จักไฟ ไอ้ความร้อนที่ความไม่ถูกต้อง มันร้อนยิ่งกว่าไฟ
ฉะนั้นมนุษย์ทั้งหลายจึงฝืนทำ บางทีเอาทั้งรู้ๆนั่นแหละ รู้ว่ามันผิดก็ต้องทำ ทำไมมันเป็นขี้ข้าเขา
มันเป็นทาสเขา มันเป็นคนใช้เขา เอ่อ ต้องไปทำ สิ่งที่มันไม่ถูกจริงๆ มันเป็นบาป นั่นแหละ
เห็นน่ะ เจ้าของก็ว่ามันผิดอยู่ คนอื่นก็เห็นว่ามันผิดอยู่ แต่ว่าต้องทำ ไม่เห็นธรรม
มันเป็นขี้ข้าตัณหา บอกให้วิ่งมันก็วิ่ง บอกให้เดินมันก็เดิน บอกให้นั่งมันก็นั่ง
บอกให้นอนมันก็นอนทั้งนั้นแหละ แน่ ท่านว่าเป็นทาส
พวกเราทั้งหลายนี้ถ้าหากว่าไม่รู้ธรรมะ
ก็เป็นทาสของตัณหาเท่านั้น ทาสเค้าแล้วสบายนะโยม ทาสเป็นไง? ทาสมันเป็นยังไง ดู
ทางเป็นยังไง? สบายมั้ย? เราทุกวันนี้ก็เป็นทาสจริงๆอ่ะน่ะ ถ้าเราไม่พิจารณาแล้ว
ไม่มีความรู้ปัญญา ก็เป็นทาสของมัน มันจะบอกให้ร้องไห้ก็ต้องร้องไห้ มันจะบอกให้หัวเราะมันก็ก็ต้องหัวเราะ
แน่ะ มันจะบอกให้บูดให้เบี้ยวก้ต้องบูดต้องเบี้ยว
มันจะบอกให้ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ด฿แล้วก็น่าสงสาร
ถ้าเราได้ทาสดียังงั้น มันก็สบายใจเหลือเกินเน๊าะ ได้คนใช้สักคนอยู่บ้าน
อย่างงี้มันก็สบายแล้วนี่ บอกให้วิ่งมันก็วิ่ง บอกให้นั่งมันก็นั่ง บอกให้นอนมันก็นอน
อันนี้ตัณหามันได้เราเป็นทาส แล้วมันสบายใจเหลือเกิน แต่เราก็ไม่รู้เรื่องว่าเราก็เป็นอะไรมันเป็นยังไง
ถ้าเราเห็นกับมันที่นี่แล้วเราจะเห็นว่าตัวเราเป็นทาสของตัณหา เป็นทาสของพวกญาติ
อืม แล้วทำยังดีเนี่ยะ ไม่ทำมาหากินเนี่ยะ ไม่ใช่อย่างนั้น
เช่นนักศึกษาเมื่อวานการอบรมเนี่ยะ นักศึกษามาอยู่ด้วยประมาณสัก
45 คนเนี่ยะ อยู่กันที่เขื่อนสิรินธร อาตมาไปโน้นไปอบรม อาตมาก็มาเทศน์เรื่องว่า
เราทุกคนน่ะ โตมาพอสมควรพ่อแม่ให้เรียนหนังสือทั้งนั้น แหละ อืม
ให้เรียนหนังสือกันทั้งนั้นแหละ บัดนี้มีบุญมีโอกาสมาอยู่ที่เขื่อนสิรินธร อยู่กับผมน่ะ
มาฝึกประมาณสักเดือนนึงนี่ ควรเอาหนังสทอนี่เข้าไปในหีบปิดกุญแจมันดีๆเสีย
อย่าไปอ่านมันเลย อ่านมาพอแรงแล้วมันไม่หายโลภโกรธหลงอะไรหรอก อ่านมันยิ่งวุ่น
ให้ปิดดีๆซะ อ่านใจนี้น่ะ อ่านใจมันจะรู้สึกยังไงมันจะคิดยังไงจะดีจะชั่วประพการใด
ให้มันรู้เรื่องของมัน แต่ว่าบางทีมันจะคิดเป็นสุข มันจะคิดเป็นทุกข์
มันจะคิดดีมันจะคิดชั่ว ก็ตามมันน่ะ ปฏิบัติต่อมันเราต้องปฏิบัติมัน อืม
เอาอะไรกาหน้ามันไว้ กาหน้ามันไว้ บอกว่าไม่แน่ ไม่ต้องพูดมากหรอก
มันคิดสุขมันคิดสนุกซะนี่ ไม่แน่ ไม่ต้องเอามากเหมือนเรียนพระไตรปิฎกหรอก
พระไตรปิฎกมันมารวมอยู่ที่นี้ บางทีมันคิดเป็นทุกข์ยุ่งเหยิงกับมัน อันนี้ก็ไม่แน่
เท่านั้นแหละไม่ต้องมากหรอก เอาหนังสือไปในหีบนั้น สบาย สบายนี่ อ่านใจเรานะ
บัดนี้มันไม่ชอบคนนั้นมันไม่แน่
วันนี้ไม่ชอบหลานคนนี้ ไม่แน่ วันนี้ไม่ชอบลูกคนนี้ ไม่แน่
อย่างญาติโยมเหมือนกัน มีครอบครัว วันนี้ไม่ชอบกะแม่บ้าน แม่บ้านก็ไม่ชอบกะพ่อบ้าน
เพราะไม่ได้ภาวนากัน ถ้าภาวนาอย่างอาตมาว่า มันก็ดีนี่ ถวันนี้ไม่ชอบพ่อบ้าน
ไม่แน่ เอาเข้าไปสิ ถ้าวันนี้ไม่ชอบแม่บ้าน ไม่แน่ อีกวันนึงมันจะชอบหรอกนะ
อีกวันหนึ่งมันชอบแน่ เห็นแล้ว ตราหน้ามันไว้ เอ่อ
มันคนๆนี้มันหลอกเราไม่หยุดนี่นะ เมื่อวานนี้ก็หลอกเรา
อยู่อีกวันมันหลอกเราด้วยอีก เสมอทีเดียวแหละ ก็ดเราไปดเชื่อคนๆนี้
เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าคนๆนี้มันหลอกลวงเราอยู่เสมอแล้วนี่ เป็นอยู่อย่างนั้น อืม
เป็นสุขมันก็ดีใจเป็นทุกข์มันก็เสียใจ อะไรมันก็เป็นอยู่อย่างเนี๊ยะ มันก็เป็นตัววัฏ
ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าพอใจล่ะก็สบาย ถ้าไม่พอใจแล้วก็ทุกข์ร้องไห้ มันก็เรื่องเท่านี้ล่ะ
เรื่องอะไรตรงนั้นแหละ ใครเป็นยังไงมั๊ย? พ่อบ้านแม่บ้านเคยชอบกันมั้ย?
เคยรักกันมั้ย? เคยเกลียดกันมั้ย? มันก็มีอย่างั้นแหละ มันก็มี ๒ อย่างเท่านี้แหละ
มันเป็นอยู่อย่างเงี๊ยะ
อาตมาก็ว่า ถ้ามันชอบไม่แน่ ถ้ามันเกลียดไม่แน่ เท่าเนี๊ยะ
โยมปฏิบัติ ทำไมจะเห็นล่ะ โอ ไม่ วันนี้มันไม่ชอบวันหลังมันชอบแน่ เห็นมั้ยล่ะ?
วันนี้ไม่ชอบวันหลังมา วันหน้าต่อไปมันชอบแน่ เห็นแล้ว เอาอะไรกาหน้ามันไว้ยังงี้
มันก็เห็นตัวจริงของมันแน่ะ เมื่อเห็นตัวจริงของมันก็เห็นว่า เอ่อ
อันนี้มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงนะ ทำไมมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ มันเปลี่ยนอยู่อย่างเนี๊ยะ
ก็เห็นสังขารนี่ กายสังขารจิตสังขารมันไม่แน่นอนทุกอย่าง ทุกกระเบียดนิ้ว นะ
เราจะอยู่ขณะไหนมันก็ไม่สบายถ้าไม่รู้สังขารนี้มันเปลี่ยนแปลง
มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลง ของเรานี่
แต่พวกเราทั้งหลายไม่พิจารณาได้ลาภมาแล้วไม่อยากจะให้มันเสื่อมไป
ได้ยศมาแล้วไม่ให้มันเสื่อมไป มีอะไรแล้วไม่อยากจะให้หาย หายไม่ได้ ไม่ได้
มันต้องเปลี่ยนแปลง เกิดมาแล้วไม่อยากเจ็บไข้ เกิดมาแล้วไม่อยากจะแก่อยากเป็นหนุ่มยังงั้น
มันชัดเหลือเกิน ชัดเต็มลำเลยแท้ๆ แต่เราก็เข้าข้างมันอยู่ทุกที น่ะ
มันจะแก่ก็ไม่อยากจะแก่ แปลว่าหนุ่มอยู่ยังงั้นแหละ
เมื่อได้มาแล้วก็ไม่อยากให้มันเสีย ให้มันมีอยู่อย่างงั้นน่ะ อันนี้ไม่ได้มันขัด
มันเป็นเรื่องอนิจจังมันเป็นของไม่แน่นอน
วันนี้ได้มาพรุ่งนี้มันเสียไป ได้ก็ได้มา ได้มาก็เสียไป
ถ้ารู้จักความขริงเอาสิ ลมหายใจเราเนี่ยะ มันถ่ายทอดมั้ย?
ถ้าโยมอยากจะให้มันได้ใจโยมน่ะนะ เอ่อ สืบดมเข้าไปอย่าให้มันออกซิ
จะอยู่ได้กี่นาทีมั้ย? ไม่แน่ มันเข้าไปมันก็ต้องออกมาออก แล้วไม่ให้มันเข้าเอามาสิ
อยู่ได้มั้ย? ไม่แน่ นี่โยมก็จะไม่ เอาอีกแล้ว
มันก็ต้องเข้าแล้วก็ต้องออกแล้วก็ต้องเข้า เข้าแล้วก็ต้องออก มันเป็นอยู่อย่างนี้
มันเปลี่ยนแปลงไง เราอยู่ในความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ที่เราเป็นอยู่เนี่ยะ
ไม่ใช่อย่างอื่น อืม อยู่ในความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างสารพัดจิตใจของเรานี้ ก็เหมือนกันฉันนั้น
ร่างกายจิตใจของเรานี้มันเป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่แน่นอน มันเปลี่ยน
ถ้ามันไม่เปลี่ยนมันไม่อยู่อย่างงี้หรอก มันไม่อยู่อย่างงี้ถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง นี่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่ดีซะแล้ว
อาตมาเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นดีแล้วเพราะทุกวันนึงเราอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงน่ะ
เราไม่โตมาขนาดนี้หรอกโยม มันนอนอยู่ในกระด้งเท่านั้นแหละ
ยาวสักฟุตนึงเท่านั้นแหละ มันไม่โตถึงขนาดนี้หรอก ที่มันโตมาถึงขนาดนี้ก็เพราะความเปลี่ยนแปลง
แหละ มันเกิดผลขึ้นมาน่ะ จากเป็นเด็กก็มาเป็นหนุ่ม เนี่ยะ มันก็เป็นยังงั้นนั่นน่ะ
ทำไมถึงว่าความเปลี่ยนแปลง
มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งนั้นถึงแม้ว่าอาหารการอยู่บริโภคการฉันก็เหมือนกัน
เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงทั้งนั้นน่ะพ มันเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนแปลงยังไง
อาตมาจะเล่านิทานให้ฟัง นิทานเรื่องกรรมฐานครับ
กรรมฐานนี่หาความสงบ อยู่บ้านน้อยก็ไม่สงบ อยู่บ้านใหญ่ก็ไม่สงบ
มีของน้อยก็ไม่สงบ มีของมากก็ไม่สงบ รู้ความสงบมันอยู่ตรงไหน ก็ออกธุดงค์ไป
ขึ้นเขาไปโน่นไปพบที่ไอ้ๆที่โยมไปเลี้ยงควายอยู่ในเขาน่ะ จวนพรรษาแล้วไม่มีบ้านคน นะ
ที่เค้าไปเลี้ยงควายกัน ฤดูฝนแล้วโยมอาตมาน่ะ มันจวนพรรษาน่ะมันจวนพรรษาแล้วจะจำพรรษาที่นี่ได้มั้ย?
โอ๊ย ถ้าจำกับผมได้ก็ดี แต่มันทุกข์มันจนนะ อื่อ อยู่ป่า ไม่มีอะไรโยมอยู่กันยังไง
โยมปลูกฟักทองกัน กินฟักทองกันกินข้าวกันกินฟักทอง โอ๊ อาตมาปรารถนาอยู่นานแล้ว
ฟักทองทองเนี่ยะ ชอบเหลือเกิน ขอให้มีฟักทองฉันเถอะน่ะ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปเหอะ แน่
เลยจำพรรษากับโยมเค้า เก็บฟักทองแต่ยุ้งไว้เต็ม ทุกวันเนี่ยะ แกงก็แกงฟักทอง นึงก็นึ่งฟักทอง
ทุกวั้นทุกวัน ไม่ถึง ๓ เดือนน่ะโยม เอ้อ นั่งเห็นนึ่งฟักทองเห็นแกงฟักทองเลยขาดพรรษา
เลยไป อยู่ไม่ได้ มันเบื่อ ไปมองเห็นเถาฟักทองแล้วก็ อื๊อ เบื่อซะแล้ว มันจะอาเจียนออกซะแล้ว
เนี่ยะ ก่อนที่ยังไม่อยู่ โดยมนี่ฟักทองอาตมาชอบแล้ว ปรารถนาอยู่นานแล้ว ผลที่สุดขาดพรรษาย้อนฟักทองนั่นน่ะ
มันไม่เอา นี่เรียกว่ามันต้องเปลี่ยนแปลง อืม มันต้องเปลี่ยนแปลงยังงั้น
อาหารนี่มันสลับซับซ้อน มันเป็นยังงั้น เราจะชอบอะไรกันแน่เล่า ชอบ ไม่ชอบ อะไรแน่
ชอบเรื่องมันไม่แน่ เรานะ ชอบเรื่องมันไม่แน่ อาหารทุกวันก็ต้องเปลี่ยน
วันนี้ทานนั่นวันนั้นทานนี่อันนั้นอยู่ยังงั้นมันต้องเปลี่ยนยอย่างงั้นน่ะ เอ่อ
นี่คือความเปลี่ยนของมัน แล้วอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงน่ะ เอ่อ อาหารการขบฉันนี่
เราก็เปลี่ยนแปลง วันนี้ฉันอาหารนั้น วันนี้ฉันนี้ มีอยู่ได้นะ ถ้ายืนขาเดียวเหมือนแกงฟักทอง
ทุกวัน หลวงตาก็ขาดพรรษาเท่านั้น ไม่ได้อยู่แล้ว ลองดูสิ
ที่มันจะแน่นอนน่ะ อย่างมันแน่ยังไง?
มันแน่เพราะมันไม่แน่นั่นแหละ ที่มันไม่แน่อยู่อย่างนั้น เรียกว่ามันแน่แล้ว มันไม่เที่ยง
ที่เห็นมันไม่เที่ยงน่ะคือมันเที่ยง มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นเรื่องกายกับจิตของเรานี้
จะเอาอะไรกับมันแล้ว มันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละโยม มันเป็นอย่างงี้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้เห็น
ท่านจึงให้รู้ว่า อันนี้มันคืออะไร อืม มันเป็นอะไรมั้ย? เราอยากจะได้สิ่งทั้งหลาย
ใจของเรากายของเรานี่ อยากให้ได้ตามปรารถนาของเราทุกประกหารนั่น
มันก็ทุกข์ถึงวันตาย ลองสิ อืม ลองดูน่ะ ไม่ถูก ไม่ถูกทั้งนั้นแหละ ลำบาก
อาตมาค่อยๆสอน ไอ้เหตุที่มีครอบครัวลูกหลานคนแก่ คนแก่สอนเด็กสอนลูกสอนหลานนั่น โดยมากคนเราสอนกันกัน
ชอบสอนเวลามันโกรธ น่ะ เมื่อใจมันไม่สบายแล้วอยากจะสอน คือสอนมันก็ด่าเค้าเท่านั้น
แหละ เห็นมั้ยล่ะ? ต้องสอนเมื่อเวลาใจสบาย สบายดีๆล่ะ เราถึงสอน
ลูกก็สอนเมื่อเวลามันโกรธ ไม่พอใจ สอนหลานก็สอนเมื่อเวลามันใจเศร้าหมอง มันโกรธ
จะไปสอนเวลานั้น อืม จะไปสอนลูกสอนเมีย ก็ชอบจะชอบจะไปสอนในเวลาที่เราใจไม่สบายนั่นแหละ
ไปสอนว่าใจไม่สบายก็ด่ากันเท่านั้นแหละนะ มันเป็นอย่างนี้คือไม่รู้เรื่อง
แต่ความมันเป็นจริง อย่างเรามีลูกคนหนึ่งหรือ ๒ คนนี่ รักมันมาก
ถ้ารักมันก็ต้องสอนให้มันดี ตอนเช้าก็สอนมันบอกมันเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แหม ลูกชายมันรำคาญจะตายซะแล้ว แม่นี่บ่นตอนเช้าตอนเย็น
จู้จี้ จุกจิกมันไม่ฟัง ว่าเราสอนมันแล้วแหละ แม่ก็เข้าใจว่าสอนลูก
ลูกก็เข้าใจว่าแม่จู้จี้จุกจิก เดี๋ยวออกจากบ้านไปเท่านั้นแน่ะ มันเป็นเพราะอะไร?
นี้แหละคือคนไม่รู้เรื่องกัน
เราไม่รู้เรื่องจิตเรื่องใจของเรานี้ก็แอย่างนั้น ไม่สบาย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าของเราจึงไปสอนให้ภาวนา
ภาวนาคือให้พิจารณารู้เรื่อง จิตของเจ้าของนี่แหละ ไม่รู้เรื่องอื่นน่ะ จิตนี้เป็นของสอนยาก
เป็นของสอนลำบาก เพราะจิตนี่มีอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจมันก็สอนง่าย เท่านั้นแหละ
ไอ้สิ่งที่มีอำนาจนั่นสอนยาก เมื่อสอนแล้วจึงจิตนี้จึงมีอำนาจ
สามารถที่จะละอารมณ์ได้ทุกอย่างทุกประการ อันนี้เขาร้องไห้ สบายอันนี้เขาหัวเราะเยาะเราก็สบาย
นนั้นรเขาเสียใจเราก็สบาย นี่อันนั้นเขาโศกเศร้าเราก็สบาย
อันนั้นเขารื่นเริงก็สบายสงบอยู่เช่นนั้นแหละ ก็ไม่ไปที่ไหน ก็มันมีเท่านั้น
ฉะนั้นเราจึงภาวนากัน แล้วการภาวนาทุกวันนี้น่ะ ก็ภาวนากันหลายๆอย่างนะ
ไปแห่งหนึ่งก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง ก็พูดไปอย่างหนึ่ง ไม่รู้เลยว่าเราจะภาวนาอะไรกัน
ไม่รู้เรื่องไป นี่ก็ภาวนาพุทโธพุทโธ ไปที่หนึ่งก็ภาวนาธัมโม
ไปอีกแห่งหนึ่งก็ภาวนาสังโฆ ที่นี่ก็สัมมาอรหังสัมมาอรหัง ไปแห่งหนึ่งยกมือขึ้นอย่างนี้ยกลงยังงี้
เอ่อไปอย่างหนึ่งก็เดินช้าๆ เดินตายไปเหมือนเก่าน่ะ บางองค์ก็ไปแห่งหนึ่งเดินพอดีพอดีก็เดินไปธรรมดาธรรมดา
ไอ้คนที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ว่าจะเอาใครเป็นตัวอย่างเลย วุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ เอาพุทโธมาว่าบ้าง
เอาธัมโมมาว่าบ้าง เอาสังโฆมาบ่นบ้าง เอาอไรมาหลายๆอย่างก็อย่างนั้นแหละ
มันไม่สบายใจนี่ เราไม่รู้เรื่องของมัน ไอ้ความเป็นจริง
แล้วสิ่งจะสบายมันรู้จักของมันจริงๆเรื่องจิตใหญ่นี้ มันเป็นขอแงสอนยาก
เป็นของสอนลำบาก แต่สอนได้แล้วมันก็เป็นของสบาย ถ้าทำใจใหเสบาย
ถ้าทำใจให้ถูกต้องแล้ว กายมันก็ถูกต้องไปด้วย วาจาก็ถูกต้องไปด้วย ตาหูจมูกลิ้นมันถูกต้องไปทั้งนั้นแหละ
มันเป็นเหตุอยู่ที่ใจ เราไม่เห็น สิ่งอื่นน่ะไม่เห็นมัน อันนี้ไม่เห็นตัวเจ้าของ
มันไม่เห็นตัวเจ้าของเหมือนกันกับรถยนต์
โยมเคยนั่งรถยนต์มานะ ตารถยนต์มีมั้ยล่ะ? โอ้ มันสว่างโร่ไปโน่น
แต่ปล่าว ความจริงรถยนต์ มันไม่เห็นหรอก มันไม่รู้เรื่อง
แต่คนนั่งอยู่บนรถรู้เรื่องว่า เอ้ย มันสว่างไปตรงนั้นตรงนี้ได้ประโยชน์
แต่รถยนต์มันเฉยทั้งนั้นแหละ บางทีก็ขับไปโดนต้นไม้ มันโดนทั้งนั้นแหละ มันไม่รู้เรื่อง
แต่ว่าทำไมมันไม่สว่างตามันมีอยู่ในตัวรถ ทำไมมันไม่สว่างทำไมมันไม่รู้จัก คนเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น
ถ้าไม่พิจารณาธรรมะก็ไม่รู้จักเจ้าของอย่างนั้น จึงจัดว่าเป็นคนมือ
หรือจะเป็นคนบอด ฉะนั้นทุกสิ่งทุกประการนั้น โยม มันมีแต่เรื่องผิดทั้งนั้นแหละ เป็นเหตุให้เราต้องทำให้ได้น่ะธรรมะ
ในครั้งพุทธกาลก็อย่างนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมาฟังธรรมะ
พระพุทธเจ้าของเราอ่ะ ทำอันนั้นก็บาปทำอันนี้ก็บาป มานั่งนั่งไม่สบายใจเลย นี่เรามองไปอดีตมีแต่บาปทั้งนั้น
อยู่ในบ้านบาปทั้งนั้น ทำอะไรก็บาปทั้งนั้นแน่ะ เทศน์จบลงก็เลย
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เป็นคนอยู่ในบ้านเป็นฆราวาสอย่างข้าพเจ้า อยู่ในบ้านที่จะทำยังไง
ทำอะไรก็ผิดๆ ทำอะไรก็บาปหมด มันไม่ได้กินยังไง ทุกข์ใจ เถียงพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์บอกว่า อืม อย่ายังงั้นเลย อืม อย่างงั้นเนี่ยะ อยากจะทำบาป
เมื่อไรมันมี ความผิดมันจะอดไม่ได้ จะทำบาป อด จำเป็นจะต้องทำนั้นก็ให้พราหมณ์ทำเสีย
แต่อย่าทำมาก แน่ะ ทำแต่น้อย อีกประการหนึ่งแต่อย่าทำบ่อยๆ นี่เป็นประการที่ ๒ เอ่อ
อย่างงี้ค่อยทำชั่วหน่อยเน๊าะ เนี่ยะพรามหณ์ก็สบายใจขึ้น น่ะ อันนั้นก็ผิดอันนั้นก็ผิด
จิตมันก็วุ่นวายเท่านั้นแหละ ท่านบอกว่า เอ้อ ทำเถิด ทำเสียแต่ทำแต่น้อย
ก็สบายขึ้น อย่าทำมาก อย่าทำบ่อยๆนะ
๒ อย่างเท่านั้นแหละโยม ข้อปฏิบัติ เราทุกคนลองๆทำดูซิ เอ้า
จะกินเหล้าก็กิน แต่กินแต่น้อยๆ แต่อย่ากินเรื่อยนะ ทำไปเถอะ
เดี๋ยวก็หยุดเท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็หมด บาปอะไรเหมือนกันทั้งนั้น
ทำความผิดก็เหมือยกัน ผิดแต่น้อยๆ ทีมันอดไม่ได้ ทำผิด แต่ว่าทำแต่น้อย อย่าทำบ่อยๆ
อินทรีย์มันก็กล้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ จักขุอินทรีย์ ฌสตอินทรีย์ กายอินทรีย์
มยินทรีย์ สารพัดอย่าง อินทรีย์ทั้ง ๕ เนี่ยะ มันกล้าขึ้นกล้าขึ้น มีกำลังขึ้นเรื่อย
ๆมันก็สูงขึ้นสูงขึ้น เรียกว่าบารมีของเรา มันก็ค่อยๆเต็มขึ้นมาค่อยๆเต็มขึ้นมา
รู้ขึ้นมา ตรงนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านหย่อนเอาสัตว์ทั้งหลายที่ยังอินทรีย์ไม่กล้า
ให้กล้าขึ้นมา เราเป็นฆราวาสอยู่ทุกคน ทุกคนก็เหมือนกันก็ฉันนั้น
อย่าไปเข้าใจยังงั้นแหละ อะไรมันมากนั่นคือมันไม่น้อย มันถึงมากถ้าเราให้มันน้อยไม่ให้มันมาก
มันก็ต้องน้อยก็จำนวนมันมากกว่าเนี่ยะ ให้เข้าใจเช่นนั้นทุกคน แล้วก็สบายใจกัน
ธรรมะไม่ได้อยูไกลแล้ว เราคิดที่ถูกแล้ว
ไอ้สิ่งนี้มันถูกอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าเราคิดยังไม่ถูก ท่านจึงมาปฏิบัติให้มันถูก ไอ้ความเป็นจริงมันถูกอยู่แล้ว
แต่เราไม่รู้จักถูก มาภาวนาให้รู้จักดความถูก แล้วมันก็ เมื่อรู้จักถูกแล้วมันก็สบายขึ้นมาเท่านั้น
ท่านเรียกว่าบรรลุธรรมะ ตรัสรู้ธรรมะ บรรลุธรรมะ เห็นธรรมะ ธรรมะ
ก็คือเห็นความจริงเช่นนั้น ฉะนั้นวันนี้น่ะ ไอ้ความจริงทางเราเนี่ยะ
เอามาหมดทุกผลนั่นแหละ แต่เราไม่ไปมองมัน จะมองเห็นความจริงแท้ๆ จริงๆ
มันก็ไม่อยากจะมองนะ ดูที่ให้นั่งกำหนดพุทโธพุทโธ ให้บริกรรมอันเดียวแล้ว นั่งแพล่บเดียวไปนู่นและ
นั่งแล้วก็จะไปนู้นไปนู่น ไม่รู้ว่ามันไปที่ไหน ไอ้ความเป็นจริงมันก็ฌไม่ไปหรอก
มันเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ก็เหมือนมันไป ร่างกายของเราก็ส่วนหนึ่ง
จิตใจของเราก็เป็นส่วนหนึ่งก็เป็นอยู่อย่างนั้น โยม มันไม่แน่นอน ใจก็ไม่แน่นอน กายก็ไม่แน่นอน
มันจะคิดดีก็อย่าไปเชื่อมันมาก ไปคิดชั่วก็อย่าไปเชื่อมันมาก ให้รับรู้มันไว้
กดูมันไปเรื่อย ๆ
ท่านสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ตามรักษาจิตของตนผู้นั้นจากพ้นจากบ่วงของมาร
ให้ตามมันเถอะ มันทำผิดก็ให้รู้ว่ามันทำผิด มันทำถูกให้รู้ว่ามันทำถูก อย่างเงี๊ยะ
ทุกวันให้มันรู้ไปเหอะ ภาวนาไปเถอะ เดี๋ยวมันก็เพลาลง เพลาลงนะ
นี่เรียกว่าการภาวนา ไม่ใช่ว่าการนั่งหลับตาเฉยๆ
ไอ้ภาวนานี้บางคนก็เข้าใจว่า กดิฉันไม่มีโอกาสจะภาวนาหลวงพ่อ ทำไม
แหมค้าขายทำมาหากิน นะมะ ยุ่ง ไม่ได้ภาวนา โยมเห็นการภาวนานั้นเป็นยังไง? โยมขายของมันยุ่งๆ
ทำงานยุ่งๆ โยมหายใจมั้ย? หรือโยมหยุดหายใจ? เอ้อ ไม่หยุด ทำไมมีโอกาสไม่หยุดล่ะ? ถ้าไม่มีโอกาสหายใจเมื่อเราทำงานมากๆ
มันยุ่งน่ะ แม้ร้องไห้อยู่มันก็หายใจนะ กินข้าวมันก็หายใจ นอนหลับมันก็หายใจ ทำไมมันมีโอกาส
อันนี้ภาวนาเรื่องจิตนี้ ทำไมไอ้มันไม่ดี เกิดขึ้นมาเราก็พิจารณามัน คือเกิดขึ้นมาก็พิจารณามันซะ
เรื่องชอบไม่ชอบเกิดขึ้นมาก็พิจารณามันเสีย เท่านี้ ทำไมจะไม่มีโอกาส
ไอ้คนนั้นก็ได้ความเห็นผิด เห็นว่าการภาวนานี่ จะมานั่งหลับตาอยู่เฉยอย่างเดียว การยืนการเดินการนั่งการนอนเรื่องพิจารณาทั้งนั้น
ฉะนั้นการภาวนานั้น ให้ญาติโยมทั้งหลายเข้าใจว่าจะยืนก็ภาวนา จะนั่งก็ภาวนา จะนอนก็ภาวนา
หรือกิเลสมันเข้ามา ถึงว่าเรานั่งหลับตาล่ะ ลืมตามันไม่เข้ามา
แล้วนั่งเอ่อเข้าใจทีนี เอ่อ แต่ก่อนเข้าใจว่าก็นั่งหลับตาภาวนากัน.
https://youtu.be/W7NQnJNf2bk?si=niyKGCh0mQ3-uONS
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น