พุทธทาสภิกขุ -สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต (ฉบับย่อ)
https://youtu.be/MZeQG-svwsw?si=1xy00XEK-yKkmnIp
...รู้จักไอ้ตัวโครงร่างทั้งหมด
ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือชีวิตในร่างกายนี้
ในชั้นแรกนี้จะต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า
บุรุษนี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ นี้เป็นหลักอันแรก ที่จะต้องกำหนดไว้
ตราไว้ก่อนเป็นต้น เข้าใจว่าทุกคนหรือหลายคนคงจะเคยได้ยิน คำนี้มาแล้ว ว่าบุรุษนี้
ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ ทีนี้ ธาตุ ๖ อะไรบ้าง? บางคนก็รู้ บางคนก็ยังไม่รู้
ที่ยังไม่รู้ก็รู้เสีย ธาตุ ๖ นั่นคือ ดินน้ำลมไฟ แล้วก็อากาศ
แล้วก็วิญญาณ
ธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟนี่ก็เรียกว่าเป็น
ธาตุฝ่ายวัตถุ ฝ่ายรูปธาตุ ทีนี้วิญญาณนั้นเป็นฝ่ายนามธรรม
คือไม่ใช่รูป ส่วนอากาศธาตุหมายถึงที่ว่าง เนี่ย มันก็ไม่ควรจะเรียกว่ารูป
หรือมิใช่รูป เรียกมันว่าอากาศก็แล้วกัน
ดูให้เห็นว่าในร่างกายยาววาหนึ่งนี้ มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟ
อยู่อย่างไร และมีธาตุอากาศอย่างไร ธาตุวิญญาณอย่างไร ร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม
นี้มันเป็นส่วนที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย เลือด อ่า ที่เป็นส่วนร่างกาย
ประกหอบอยู่ด้วยร่างกาย ด้วยเนื้อด้วยเลือด
ทีนี้ วิญญาณ นั้น มันก็เป็นเรื่องของ ธาตุ อีก ธาตุหนึ่งที่รู้สึกอะไรได้
นี้เป็นธาตุที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง เดี๋ยวก็ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ทีนี้ธาตุอากาศนั้นเป็นที่ว่าง
หมายถึงที่ว่างสำหรับสิ่งอื่นตั้งอยู่ หมายความว่าธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม
มันต้องตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือในที่ว่าง ถ้าไม่มีที่ว่าง
มันก็ไม่รู้จะไปตั้งอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องมีที่ว่างให้ตั้ง จึงตั้งอยู่ได้ ทีนี้มันตั้งอยู่ได้เป็นดินน้ำลมไฟ
มันประชุมกุมกันเข้า ทำให้เกิดสิ่งที่จะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิญญาณ วิญญาณจึงทำหน้าที่ในร่างกายนี้ได้
เราจะต้องดูไปตามลำดับ
ธาตุดิน
หมายถึงสิ่งที่มีคุณสมบัติกินเนื้อที่ คือมันแข็ง เนี่ย คุณสมบัติที่มันมี
การกินเนื้อที่ หรือทำให้เกิกดความรู้สึกว่าแข็งเป็นก้อนขึ้นมา นี่เรียกว่าธาตุดิน
เห็นได้ง่ายที่ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นต้น นี่เป็นธาตุดิน
ทีนี้ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่มันเหลวไหลได้ แต่เกาะกุม
คือจับกุมอยู่เสมอ การที่อะไรไม่กระจัดกระจายออกไปนี่ก็เพราะ มีธาตุธาตุหนึ่ง อ่า
มีหน้าที่ทำการเกาะกุม น้ำนี้มันเกาะกุมตัวเองกันเป็นน้ำ คุณสมบัติที่เกาะกุมตัวเองนั่นแหละ
เป็น เอ่อ ความหมายของคำว่าธาตุน้ำ มันไหลได้ มันเปลี่ยนรูปได้ มันไม่ยอมสลัดจากกัน
มันก็ไหลไปด้วยกัน เพราะการเกาะกุม เพ่งดูเฉพาะคุณสมบัติที่เป็นการเกาะกุมนี้
เรียกว่าธาตุน้ำ ในร่างกายเรานี้ เห็นได้ว่าเลือด อ่า น้ำเหลือง
น้ำตาน้ำหนองอะไรก็ตามที่มันเป็นของเหลว แต่ให้เพ่งดูเฉพาะ
ที่มันมีลักษณะเกาะกุมหรือเหลว ไหลได้
ทีนี้ธาตุลม ก็สิ่งที่มีคุณสมบัติระเหยหรือขยายตัว
คือพวกแก๊สทั้งหลาย อืม ลมนั้นไม่ใช่ที่ว่าง ลมมันเข้ามาอยู่ในในที่ว่าง
มีสิ่งที่เรียกว่าลม เป็นธาตุลมอยู่ มันขยายตัว อ่า
มันก็เลยพัดไปได้ เดี๋ยวนี้เราเรียกสับสนกันกับคำว่าอากาศ เรามักจะเรียกไอ้สิ่งนี้
ว่า อากาศ เสีย อย่าเอาไปปนกันให้ยุ่ง ธาตุลมนั่นไม่ใช่อากาศ
ธาตุลมก็เป็นธาตุหนึ่งที่มีคุณสมบัติ ระเหยขยายตัว
ทีนี้มาถึงธาตุไฟ ก็คือธาตุที่มีคุณสมบัติ เผาไหม้
คือมันมีอุณหภูมิ มีความร้อน แล้วมันก็มีการเผาไหม้ สิ่งใดมีการเผาไหม้ก็มีคุณสมบัติของ
ธาตุไฟ อ่า ทีนี้เราก็ดูสิว่าในร่างกายเราเนี่ยะ
มันมีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม อย่างไร
เนื้อของเราสดๆปาดเอามาสักก้อนหนึ่ง เราก็จะพบว่า ส่วนที่มันเป็น
เส้นใยแข็งน่ะ มันเป็นธาตุดิน ที่ในเนื้อในก้อนเนื้อนั้นก็มีส่วนที่เป็นน้ำ
นั่นก็เป็นธาตุน้ำ ในก้อนเนื้อชิ้นนี้ก็มีส่วนที่ระเหยได้ ขยายตัวได้เนี่ยะ
เป็นแก๊สเนี่ยะ คือเป็นธาตุลม แล้วในเนื้อที่ยังเป็นๆอยู่เนี่ย มันมีอุณหภูมิมีความร้อนจึงเรียกว่าเป็นธาตุไฟ
นี่ต้องเอากะนที่คุณสมบัติ อย่าเอาง่ายๆเพียงไอ้ปรากฏการณ์ หยาบ
ว่าเนื้อแล้วก็เป็นธาตุดิน เลือดแล้วก็เป็นธาตุน้ำ
อย่างนี้มันไม่ถูก ถ้าจะพูดให้ถูก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องที่คุณสมบัติของมัน
คุณสมบัติแข็งกินเนื้อที่ก็เป็นธาตุดิน คุณสมบัติเหลว ไหลได้
เกาะตัวกันเกาะกุมกันอยู่เสมอ ก็เรียกว่าธาตุน้ำ ระเหยได้ขยายตัวได้ก็เป็นธาตุลม
เผาไหม้ได้ก็เป็นธาตุไฟ
เมื่อเราจะเอาเลือดมา สักชามหนึ่ง แล้วมาพิจารณาดู
ก็จะพบว่าในเลือดนั้นน่ะก็มีธาตุดิน คือส่วนที่จะจับตัวกันแข็งเป็นของแข็ง นั่นน่ะ
ส่วนนั้นมันเป็นธาตุดิน ส่วนหนึ่งก็เป็นธาตุน้ำ ที่รองรับธาตุดินนั้นอยู่
ในเลือดนั้นมันมีส่วนที่เป็นน้ำ ใส แล้วก็มีเยื่อเนื้อ เป็นตัวเลือด แล้วก็มันมีการระเหย
อ่า ขยายตัวซึ่งเป็นธาตุลม แล้วในเลือดชามนั้นมันก็มีอุณหภูมิคือความร้อน
ซึ่งเป็นธาตุไฟ
บางทีเราจะดูว่า แม้แต่กระดูกชิ้นหนึ่ง
ไอ้ส่วนที่เป็นน้ำมันก็มีอยู่ในกระดูกนั้นน่ะ แต่มันน้อย
ส่วนที่เป็นเนื้อแข็งมันมีมาก ส่วนทมี่เป็นแก๊สระเหยได้ในกระดูก ซึ่งเป็นธาตุลมนั้นมันก็มี
แล้วกระดูกที่มันของคนเป็นๆ อุณหภูมิเพราะมันมีธาตุไฟ อยู่ในกระดูก อ่า
ถ้าพูดกันอย่างละเอียดแล้ว ในก็มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมแทรกไปอยู่ในที่ ในทุกๆส่วน
ถ้าจะพูดกันง่ายๆ อย่างภาษาง่ายๆก็ชี้ไปที่ว่าเนื้อ เป็นธาตุเนื้อ กระดูกเป็นธาตุดิน
เลือดหนองนี่เป็นธาตุน้ำ หรือว่าลมหายใจเป็นธาตุลม หรือว่า อ่า
ความร้อน อ่า ไฟ ย่อยอาหารเป็นต้น นี้เป็นธาตุไฟ แล้วก็ถูกเหมือนกันเมื่อพูดกันหยาบๆ
แต่ถ้าพูดกันให้ละเอียดแล้ว มันก็มีเล็งถึงคุณสมบัติ
นี่เรารู้กันเสียทีว่าในกายที่ยาวสักวาหนึ่งนี่ มีดินน้ำลมไฟ ๔ ธาตุ เรื่องร่างกาย ผสมกันรูปนั้นเป็นเนื้อเป็นผมขนเล็บฟันหนัง
ผสมกันในรูปนี้ เป็นเลือดเป็นน้ำมูกน้ำลายหนอง ผสมกันรูปนู้น ก็กลายเป็น
อ่า ...อากาศ เป็นการ เป็นลมหายใจ ผสมกันอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นธาตุไฟ
ที่มีความอบอุ่นอยู่ในร่างกาย ดินน้ำลมไฟผสมกันได้ทุกรูปแบบไปอยู่ในรูปแบบที่ต่างๆกัน
มองดูให้ดีให้เข้าใจ ดเรื่องดินน้ำลมไฟที่มีอยู่ในร่างกาย ในนี้ก่อน
แล้วทีนี้ก็เลยออกไปถึงอีก ๒ ธาตุ คืออากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุ อยากจะพูดถึงวิญญาณธาตุก่อน
นี้มันแปลกมันตรงกันข้ามกับ เอ่อ รูปธาตุ มันไม่เหมือนกับดินน้ำลมไฟ มันเป็นธาตุอะไร
ก็ยากที่จะเรียก ท่านจึงเรียกว่าวิญญาณธาตุ แปลว่า ธาตุสำหรับจะรู้สึกรู้แจ้ง
วิญญาณธาตุแปลว่า ธาตุสำหรับจะทำความรู้สึก เนี่ย อันนี้มันจะเป็นจิตใจ นี้มันเป็น
๕ ธาตุขึ้นมาแล้ว
ทีนี้ทั้ง ๕ ธาตุเนี่ยะ มันอาศัยอยู่ในที่ว่าง
ธาตุว่างนั้นน่ะคืออากาศธาตุ ฉะนั้นดูให้เห็น ธาตุทั้ง ๖ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ถ้าดูหยาบๆจะๆไม่เห็นไอ้ธาตุว่าง ไอ้ดินน้ำลมไฟที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนี่
ให้ร่างกายนี้เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณเนี่ยะ อ่า ทั้งร่างกายและวิญญาณ
วิญญาณธาตุน่ะ มันอยู่บนที่ว่าง ไอ้เรื่องที่ว่างนี้ ทำให้เกิดปัญหาเถียงกันยุ่งยาก
ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเอาสิ่งที่มีอยู่นั่นออกเสีย มันก็เหลือที่ว่าง เอาธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมออกไปเสีย มันจะเหลือที่ว่าง อันนั้นก็เป็นธาตุอันหนึ่ง พวกฝรั่งเค้าชอบเรียกไอ้ธาตุว่างนี้ว่า อีเธอร์(ether) จะถูกหรือๆไม่ถูกก็ไม่ทราบ
แต่พวกฝรั่งเค้าแปลกันอย่างนั้น เค้แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่า ไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ าเรียกกันอย่างนั้น ถ้าอีเธอร์เป็นตัวเป็นตน อะไรอีก ก็ไม่ใช่ธาตุว่าง แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่าไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ
เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง ถ้าถามว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่อยู่บนอะไร
เค้าบอกว่าตั้งอยู่บนอีเธอร์ ถ้าถามพวกเราว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนอะไรเราก็ตอบว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง
สากลโลกทุกโลกนี่ ตั้งอยู่บนอะไร? เราตอบเขาว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรืออวกาศ
แต่พวกฝรั่งเค้าแปลคำนี้ว่าอีเธอร์ จึงมักจะพูดว่า ไอ้โลกนี้มันตั้งอยู่บนสิ่งทมี่เรียกว่าอีเธอร์
เราจะไม่มาทะเลาะกัน ในส่วนนี้ เราจะพูดให้มันไปกันได้ว่า
ไอ้โลกนี้หรือว่าธาตุทั้งหลายที่เป็นวัตถุนี่ มันต้องตั้งอยู่บนอะไรสักอย่างหนึ่งแหละ
เราสมัครจะพูดว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือบนความว่าง
ทุกอย่างมันตั้งอยู่บนที่ว่าง แม้วัตถุสิ่งของชิ้นหนึ่งๆเนี่ยะ มันต้องมีที่ว่างให้มันตั้ง
ไม่มีที่ว่างให้มันตั้ง ก็ตั้งไม่ได้ ไอ้ที่ว่างเนี่ยะมีความหมายมาก
ไปทางภาษาคนภาษาธรรม มีความหมายเข้าใจยาก ค่อยๆศึกษากันต่อไป
เดี๋ยวนี้พูดเป็นเรื่อง วัตถุ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุ มันต้องเป็นที่ว่างมันจึงจะมีอะไรวางลงไปได้
ถ้ามันมีอะไรอยู่ก่อนแล้ว มันก็วางลงไม่ได้
หรือว่าเราจะไปอยู่ในบ้านในเรือนน่ะ ห้องนั้นมันก็ต้องว่าง
เราจึงจะเขไปอยู่ได้ ก็จะเอาน้ำใส่ลงไปในขวด ขวดนั้นมันต้องว่าง น้ำมันจึงจะลงไปได้
ที่นี้ดเราทำไมทำไมจึงไม่มอง ว่า ทุกสิ่งมันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือบนความว่าง
ในที่นี้ก็ให้มองไปในทางที่ว่า ดินน้ำลมไฟ ๔ ธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายเรามันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือความว่าง
ที่เรียกในที่นี้ว่าอากาศธาตุ
เมื่อมีที่ว่างให้ตั้ง ดินน้ำลมไฟมันก็ตั้ง เมื
อดินน้ำลมไฟมันก็ตั้งแล้ว มันก็ปรุงกันเข้าประชุมกุมกันเข้า ปรุงกันเข้า อ่า เพื่อให้เป็นรูปกายนี่
เพื่อให้มันเป็นรูปกาย เมื่อมันเป็นรูปกาย สูงขึ้นถึงเป็นระบบประสาท
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น