สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๒)
https://youtu.be/BpHc_aUBC48?si=nmtgO52QXSkZsDNS
(ต่อ ๒)
ทีนี้ถ้ากินตามความต้องการของบุคคลนี่ไปอีกเรื่องนึงเลย
บุคคลนี้ต้องการฐานะความโก้เก๋ อยากจะไปกินเหลานั้นภัตตาคารนี้น่ะ จะได้โก้
กินมื้อล่ะหมื่นมื้อละแสน เสร็จแล้วกินแล้ว ไอ้เจ้าความต้องการของชีวิตกับความต้องการของบุคคลมันขัดกัน
บางคนกินตั้งหมื่นนั้น มันสนองความต้องการของบุคคลได้
แต่กลายเป็นไปทำลายขัดขวางความต้องการของชีวิต กินหมื่นบาทปรากฏว่าทำลายสุขภาพซะ
แล้วไอ้ตัวไหน เป็นตัวความต้องการที่แท้? เราก็ตอบได้เลย ความต้องการของชีวิตสิ
อ้าว แล้วทำไมคนโง่หรือฉลาดที่ไปกินสนองความต้องการของบุคคล
มันก็ชัดๆอยู่แล้ว อันเนี้ยะ แค่นี้คนก็ไม่คิด ก็เป็นเรื่องง่ายๆ การศึกษาก็ต้องให้รู้ก่อน
เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาก็สอนเริ่มต้นที่การกินอยู่
พอเกิดมาเราชีวิตต้องหาทางเป็นอยู่ให้ได้ ท่านเรียกว่าต้องสิกขาทันที
พอสิกขาก็ต้องขวนขวายในพฤติกรรมในการรับรู้ด้วยผัสสะ
เพื่อหาความรู้มา เพื่อจะให้รู้อะไรเป็นอะไร แล้วจะได้มาอย่างไร แล้วก็จิตใจมีความต้องการไปตามที่ปัญญามันบอก
ถ้าปัญญามันบอกว่าเรากินเพื่อสนองความต้องการของชีวิตน่ะ ไอ้จิตใจมันก็จะเกิดสนองความต้องการนั้น
เกิดความต้องการอาหารที่มีคุณภาพ พอจิตใจต้องการอาหารที่มีคุณภาพ พอกินสนองความต้องการของชีวิตให้มีสุขภาพดี
ไอ้จิตใจเป็นสุข เพราะมันได้รับการสนองความต้องการ
แต่ถ้าเจ้าคนนั้นต้องการกินเพื่อสนองความต้องการของบุคคล ต้องการกินเพื่ออร่อยต้องการแสดงฐานะโก้หรูหรา
ไอ้เจ้าความกินอาหารที่มีคุณภาพมันไม่เป็นสุขมันเป็นทุกข์ มันเกิดเป็นทุกข์เพราะอาหารมันไม่โก้
ทั้ง ๆที่อาหารให้คุณภาพแสนดี ใช่มั้ย? เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา แล้วก็ไปกินอาหารที่สนองความต้องการของบุคคลโก้หรู
แต่เป็นโทษกับร่างกายต่อชีวิต เนี่ยะ แค่นี้คนก็ไม่รู้ แยกไม่ได้ระหว่างชีวิตกับบุคคล
ฉะนั้น ต้องแยกใหได้ก่อน นี้คือตัวเรา การที่จะเสริมสร้างคุณธรรมในตัวคน
มันก็ต้องรู้จักคนรู้จักชีวิตก่อน
อันนี้คุณธรรมที่มันจะเจริญก้าวหน้าพัฒนา มันต้องไปด้วยกันทั้ง ๓ ด้าน
นี่พุทธศาสนาไม่เคยสอนนั้น ให้พัฒนาสร้างเสริมคุณธรรมต่างหาก
เป็นเรื่องต่างหาก ไม่มี พุทธศาสนาสอนสร้างเสริมคุณธรรม โดยรวมอยู่ในกระบวนการของเจ้า
๓ ตัวเนี๊ยะ ๓ ด้านของชีวิต เราเรียกว่า ถ้าเราจะใช้คำว่า เสริมสร้างคุณธรรม
เราต้องบอกว่าขบวนการสร้างเสริมคุณธรรม ที่ประสานกับการดำเนินชีวิตทั้ง ๓ ด้านอ่ะนะ
คือมันต้องไปด้วยกัน ระบบการดำเนินชีวิตของเรามี ๓ ด้านเนี่ยะ ด้านติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอก
ด้านจิตใจที่ออกมาทางเจตจำนง ที่มาต่อกับพฤติกรรมเป็นต้นนี้ แล้วก็ด้านปัญญา
รู้เข้าใจ มันจะเป็นตัวที่คุมแล้วก็ปรับแก้อะไรต่ออะไรเป็นต้น ให้เจ้า ๒ ตัวแรกนี่
ก้าวหน้าไปด้วยดี อันนี้ แล้วมันก็อาศัยเจ้า ๒ ตัวแรกกด้วยในการที่พัฒนาตัวมัน
ฉะนั้นพอได้แอย่างนี้แล้วมันจะไปด้วยกัน ไอ้เจ้าปัญญามันก็ไปถูกที่ด้วย ปัญญาแบบนี้มันบอก
ถูกต้องเลย เช่นเรากินเพื่ออะไร? เรากินเพื่อสนองความต้องการชีวิต
เพราะฉะนั้นจะกินให้ชีวิตดีให้ร่างกายแข็งแรงทำไง? อ่า ก็ต้องดูว่าร่างกายต้องการอะไรบ้าง
การกินอาหารประเภทไหน อ่า เราต้องการกินเท่าไร? กินให้พอดี ใชบ่มั้ย?
อย่างนี้ท่านเรียกว่า รู้จักประมาณในการบริโภค คือการบริโภคด้วยปัญญา
แค่นี้แหละ เพราะฉะนั้นเราจะซื้อรถยนต์เราจะซื้ออะไรๆไว้
ของใช้ ก็ต้องถามก่อนว่าเอ๊ะ ไอ้คุณค่าความหมายที่แท้ ประโยชน์ของมัน
คืออยู่ที่ไหน? วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการซื้อคืออะไร? ให้ได้อันนี้ก่อนส่วนนอกนั้นเป็นยคุณค่าทางสังคม
เค้าเรียกว่าคุณค่าเทียม คือมนุษย์ไปปั้นแต่งเสริมเข้าไป เป็นโก้เป็นเก๋อะไรต่ออะไรเป็นต้น
ซึ่งไม่มีจริง อันนี้แล้วแต่ค่านิยม แล้วก็ เราเลยรู้ทัน
เราก็ให้ได้สนองความต้องการของชีวิต ที่เป็นคุณค่าแท้ก่อนคุณค่าทางสังคม
ที่เทียมเสริมก็เป็นส่วนรองลงไป ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พอให้อยู่อย่างรู้เท่าทัน
อยู่กับเขาได้ในโลกนี้ แล้วอยู่อย่างปัญญา มีปัญญารู้เท่าทัน
มันก็มั่นใจในตัวเอง ใช่มั้ย? ไม่อยู่อย่างโง่ๆ ถ้าอยู่อย่างโมหะ มันก็ไปเที่ยวหลงไม่เข้าเรื่อง
ภูมิใจโก้ในสิ่งที่มันไม่มีสาระ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีปัญญาซะถูกต้อง
มันก็แก้ปัญหาไปได้
เพราะฉะนั้น
เด็กสมัยนี้มันก็เป็นปัญหาตั้งแต่แรกเนี่ยะ ตั้งแต่ในบ้านก็ไม่เคยพิจารณาว่า กินเพื่ออะไรเป็นต้น
ไม่ได้กินด้วยความรู้ ไม่ได้กินด้วยปัญญา มันก็กินด้วยตัณหา
กินเพื่อเสพรสอาหารกินเพื่อเอร็ดอร่อย กินอาหารที่เสริมแต่งกลิ่นสีรส ทำให้เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ
กินแล้วกลับได้ผลตรงกันข้าม
แทนที่สนองความต้องการของชีวิต กลายเป็นทำลายชีวิตไป
อะไรยังงี้เป็นต้น แล้วสังคมเกิดปัญหา เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้
ใช่หรือเปล่า? มากมาย ใช่มั้ย? ก็แค่แก้ปัญหาในการศึกษาพื้นฐาน
แค่นี้มันก็แก้ปัญหาสังคมนี้ไปได้มากมายแล้ว ทางพระท่านถือว่านี้คือการศึกษาเบื้องต้น
เริ่มตั้งแต่อะไร?
เอ้า เราก็มาดูแจกแจง ๑
ด้านชีวิตมนุษย์เนี่ยะ ไปด้วยกัน แล้วจะพัฒนาแยกจากกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น
มนุษย์เค้าต้องการความสุข นี้ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าความสุขของเขาเช่นของเด็กเนี่ยะ
อยู่ที่การได้สพบริโภค ของเอร็ดอร่อย เอาละ ความต้องการของจิตใจมันมุ่งไปที่นั่น ปัญญาเค้าก็ไม่มีที่จะรู้ทางที่จะมีความสุขเหนือไปจากนี้
เขาก็มุ่งไปหาความสุขจากการเสพบริโภค จะหาวัตถุให้มาก ลุ่มหลงมัวเมาแย่งชิงกัน เบียดเบียนกัน
ทำร้ายกัน ก็เกิดปัญหาขึ้นมานี่ อันนี้ก็คือความต้องการทางจิตใจที่ออกมาทางเจตนา
มันได้แค่นั้น ทีนี้ถ้าเคเมีสภาพจิตใจเปลี่ยนไป เช่นเค้ารัก เขารักพี่รักน้อง คนรักนี่ก็หมายความว่ายังไง?
รักแปลว่าอยากให้เค้าเป็นสุข
เนี่ยะ ภาษาง่ายๆ ที่ว่ารัก
ง่ายๆก็คือพ่อแม่รักลูก พ่อแม่รักลูกคืออะไร? ก็คืออยากให้ลูกเป็นสุข
ถ้าเราจะขยายความ ก็อยากให้ลูกเจริญงออกงาม มีความดีความงามความเจริญและความสุข
แต่พูด ง่ายๆก็ อยากให้ลูกเป็นสุข ความอยากให้เค้าเป็นสุขเนี่ยะ
คือความรักในภาษาที่เรียกว่าเมตตา ถ้ารักในภาษาราคะก็หมายความว่า
รักคือชอบใจ อยากจะได้ดเขามาบำเรอความสุขของตัว อันนี้คือความรักที่เรียกว่าราคะ
รักเพราะชอบใจ ถ้าได้เขามาฉันจึงจะเป็นสุข แต่ถ้ารักแบบพ่อแม่รักลูก คือรักอยากให้เขาเป็นสุข
เห็นลูกเป็นสุขแล้วพ่อแม่จะเป็นสุข ทั้ง ๆที่พ่อแม่เสียก็ยังสุข ใช่มั้ย? เอ่อ
ต้องให้กับลูก ไอ้ชองที่เราจะกินสักหน่อย อด ลูกกิน ให้ลูกกิน ยอมอดได้
ลูหหินแล้วเห็นลูกเป็นสุข ตัวเองเองก็เป็นสุขได้ เพราะอะไร? เพราะความรัก ถ้าไอ้ตัวความรักมันเกิดขึ้นในใจนี่คือสภาพจิตมันเปลี่ยนไป
ความรักนี่เป็นคุณธรรม น่ะ นี่ตัวอย่างคุณธรรม พอคุณธรรมอันนี้เกิดขึ้น ความสุขก็เปลี่ยน ความสุขของฉันก็จะเกิดขึ้นต่อเมื่อลูกเป็นสุข
หรือเห็นเขาเป็นสุข เพราะไอ้ตัวความสุขนี้มันเกิดจากการได้สนองความต้องการ
นี้คนเรามันเปลี่ยนความต้องการได้
ทางพุทธศาสนานี้เรื่องสำคัญก็คือการพัฒนาความต้องการ
ทำไงจะพัฒนาความต้องการของมนุษย์ให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ ความต้องการที่สูงขึ้น
แล้วความต้องการตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดคุณธรรม จริยธรรม พอเขาต้องการเสพบริโภคความสุขของเขาอยู่ที่สิ่งเสพบริโภค
เขาก็ต้องไปหาวัตถุเสพ อยู่ที่การบำรุงบำเรอตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นต้น ก็แย่งชิง
ก็ต้องแย่งจากคนอื่น ถ้าเห็นคนอื่นได้ เราเสียเราเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นความสุขแบบนี้ต้องแย่งกัน
เขาได้เราอด เราได้เขาอด เราสุขเขาทุกข์ เขาสุขเราทุกข์ อะไรเนี่ยะ
แต่ทีนี้พอว่าเกิดไอ้ความรักขึ้นมาเป็นคุณธรรม เป็นเมตตา มันอยากให้เขาเป็นสุข
อยากเห็นเขาเป็นสุข เกิดความต้องการใหม่ พอต้องการให้เขาเป็นสุข
เช่นพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นสุข ตอนนี้มันไม่มาดูที่ตัวเองจะได้กินแล้ว
มาดูที่ลูกได้กินหรือเปล่า เอ่แอ ถ้าลูกได้กิน ลูกสบาย มีความสุข ฉันสุขด้วย
เห็นลูกสุขจึงจะสุข ทีนี้ถ้าพ่อ พี่กะน้องเค้ารักกันยังงี้นะ พี่ก็รักน้องอยากให้น้องเป็นสุข
ต้องเห็นน้องเป็นสุข แล้วตัวจึงจะเป็นสุข ใช่มั้ย? ก็ต้องหาทางทำให้น้องเป็นสุข
ตัวเองก็ไม่เป็นไร ไอ้เรื่องเบียดเบียนแย่งชิงก็ละดลงไป ก็เกิดน้องก็รักพี่ อยากให้พี่เป็นสุขบ้าง
ที่นี้สบายละ ต่อไปก็รักเพื่อน อยากให้เพื่อนเป็นสุข ต่อไปก็รักหมดเลน
เพื่อนมนุษย์ อยากให้เพื่อนมนุษย์เป็นสุข อยากเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นสุข คราวนี้สบายเลย
ไอ้ความสุขก็พัฒนา ทีนี้ความสุขไม่ใช่มีเฉพาะได้กินเสพบริโภคความสุขเกิดจากการ
ได้อยู่ร่วมด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีเมตตาจากการที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
จากการที่ได้เห็นคนอื่นเป็นสุข ใช่มั้ย?
ฉะนั้นคุณธรรมนี้มันมาปุ๊บ
มันเปลี่ยนจิตทันทีมันเปลี่ยนความต้องการ มันเปลี่ยนพัฒนาความสุขนั้น
ทางพุทธศาสนานี่ ท่านจัดระดับความสุขไว้ ๑๐ ขั้นด้วยกันนะ เพราะความสุขเช่นเราพูดง่ายๆ
ความสุขอิงอามิส ต้องอาศัยวัตถุภายนอก ต้องขึ้นต่อมัน บางคนนี่บอกว่าฉันเก่งฉันหาวัตถุได้มากมาย
โอ้โห คนในโลกก็สรรเสริญกัน นี่เก่งนี่ มีเงินมีทองมาก หาของมาเสพบริโภคได้มากมาย พวกนี้เรียกว่าเก่ง
แต่ไม่ได้ดูตัวเอง อยู่ไปอยู่ไปหมดอิสรภาพ ปรากฏว่าเอาความสุขไปฝากกับวัตถุภายนอกหมด
อยู่ด้วยตัวเองไม่สามารถมีความสุขได้ ความสุขไปขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคหมดเลย
ปรากฏว่าอยู่ไปอยู่ไปในโลก เป็นคนที่สุขได้ยากขึ้นและทุกข์ได้ง่ายขึ้น คนในโลกปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้มาก
ใช่หรือเปล่า ขอให้ดูนะ ถ้าเก่งจริง มนุษย์ที่พัฒนา อยู่ไปอยู่ไปต้องเป็นคนที่สุขง่ายขึ้นทุกข์ได้ยากขึ้น
แต่นี่มันกลับกัน มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้
มีการศึกษาหรือพัฒนาที่ถูกหรือผิด ก็ขอให้พิจารณาเอานะ อยู่ในโลกไปอยู่ในโลกไป
ยิ่งทุกข์ง่าย เจออะไรนิดต้องทำอะไรหน่อยก็ ทุกข์ เจออะไรไม่ได้อย่างใจหน่อยก็ทุกข์
มาไม่ทันใจหน่อยก็ทุกข์ อ่า สุขก็ยาก
แต่ก่อนมีเท่านี้ก็สุข ต่อมาต้องเพิ่มเท่าโน้น จึงจะสุขต้อมาเท่านั้นก็ชินชา
ไม่สุขซะแล้ว เจริญพร ก็เลยกลายเป็นสุขได้ยาก ฉะนั้น มนุษย์อย่างนี้แย่ หมดอิสรภาพ
ก็เอาความสุขของตัวเนี่ยะ ไปฝากกับวัตถุภายนอก ถ้าขาดวัตถุสิ่งเสพบริโภค เทคโนโลยี
ที่จะบำรุงบำเรอ ก็นำทุกข์มาทันทีเลย
ทีนี้คนที่เก่งจริงเนี่ยะ เขาพัฒนา
๒ ด้านให้สมดุล คือคนทั่วไปเค้าทำเพราะจำเป็นต้องหาวัตถุมาเสพบริโภค ถ้าเขาไม่เสียอิสรภาพนะ
เขารักษาอิสรภาพเขาไว้ได้ เขาก็จะมีวัตถุในระดับหนึ่งเขาจะพออยู่ได้เป็นสุขแหละ
ทีนี้เดขาก็พัฒนาความสามารถในการหาวัตถุเสพมาบำรุงความสุข อันนี้ด้านหนึ่ง คนจำนวนมากจะพัฒนาด้านนี้
พัฒนาความสามารถที่จะหาวัตถุมาเสพบำเรอความสุข แต่มักจะมองข้ามว่ามนุษย์
มีอีกอันหนึ่งคือศักยภาพที่มีความสุข เขาไม่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข
เพราะฉะนั้นจะต้องระลึกไว้เสมอว่า จะต้องพัฒนาอย่างน้อยให้สมดุล
คือพัฒนาความสามารถที่จะหาวัตถุมาบำรุงความสุข กับพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข
ทีนี้คนที่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขปรากฏว่า ไอ้แดนมิติแห่งการมีความสุข นี่มันขยายมันกว้างมากขึ้นเรื่อย
ๆ โอ้ มันเลยสุขง่ายขึ้น แล้วมันมีทางมีความสุขเยอะแยะไปหมด และความสุขที่แย่งกันแบบทีแรกน่ะ
มันค่อยๆหมดไป มีความสุขที่เกิดจากการรักผู้อื่น อยากให้เขาเป็นสุข
แบบพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นสุขทำให้เค้าเป็นสุขตัวเองเป็นสุขเนี่ยะ แค่นี้มันก็ลดการเบียดเบียนในโลกแล้ว
มันก็อยู่น่วมกันได้ดี แล้วสังคมมันก็ดีแหละ ใช่มั้ย?
ฉะนั้น พัฒนาความสามารถแค่เนี้ยะ
ไม่ต้องเอาสูงล่ะ ความต้องการในทางความสุข มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นจากความสุขที่อาศัยวัตถุภายนอกท่านเรียกว่าสาวิสุข ความสุขอิงอามิสหรือขึ้นต่ออามิส
ต่อมามนุษย์ก็จะมีความสุข เช่น จากไมตรีจิตมิตรภาพจากการอยู่ร่วมเพื่อนมนุษย์
อยากเห็นเขาเป็นสุข ก็อยากเห็นเขาเป็นสุขกัน
เขาก็ตั้งพ่อแม่ไว้เป็นหลักเป็นตัวอย่าง แล้วก็จะพัฒนามนุษย์ให้ได้อย่างพ่อแม่
เสร็จแล้วก็พัฒนาออกจากความเป็นพ่อเป็นแม่สุขซะนี่ เลยยิ่งแย่ใหญ่ สังคมมันน่าเจริญขึ้นตามตัวอย่างพ่อแม่
นี้ต่อไปก็ความสุขจากการอยู่กับธรรมชาติ นะ คนเราเนี่ยะนะ เห็นท้องฟ้าสายลมแสงแดดอะไรต่างๆเหล่านี้
น้ำไหลใสเย็นอะไรต่างๆเหล่านี้ ทำให้มีความสุขสบายไปก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ถ้าจิตใจของเราไม่มัวไปข้องติดกับการเสพวัตถุจนคับแคบ การซึมซับความงามของธรรมชาติก็เกิดได้ง่าย
ถ้าคนเราจิตใจไปขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคมาก มันครุ่นหมกหมุ่นหาทาง หวาดกลัวว่าจะสูญเสียหวาดระแวงว่าจะไม่ทันเขาอะไรต่างๆเหล่านี้
จิตใจไม่มีความสุข แม้จะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มันก็ไม่สามารถ
เข้าถึงความงามและความสุขจากธรรมชาติได้ ฉะนั้นเขาจะต้องแก้ปัญหานี้ด้วย
เมื่อเขาแก้ปัญหารู้จักประมาณในวัตถุเสพบริโภค
เป็นอิสระด้านนี้ เขาจะมีโอกาสในการที่จะพัฒนาความสุขในทางการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์
ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ แล้วกิจกรรมต่างๆของเขา
ก็จะเป็นกิจกรรมที่เป็นไปผเพื่อความสุข จะทำอะไรค่ออะไรมันหาความสุขได้ ฉะนั้นความสุขพื้นฐานของมนุษย์น่ะ
มีอยู่ ๓ อย่าง ประจำชีวิตเลย ไม่ว่ามนุษย์จะมีอารยธรรมหรือไม่ มันอยู่กับชีวิตของเรา
รู้ไว้ตระหนักไว้รักษาไว้ให้ดี สบายเลยได้ ๓ อย่างเนี่ยะ
๑ ชีวิตของเราเป็นธรรมชาติ แล้วมันก็มีความสุขที่อยู่กับธรรมชาติที่เกื้อกูล
ใช่มั้ย? ในธรรมชาติที่เกื้อกูล ดูสิ ทุ่งนาป่าเขา โอ๊ะ เขียวสวยสดงดงามรื่นรมย์
สายลมแสงแดดอะไรต่างๆเหล่าเนี๊ยะ เราสุขสบาย ชีวิตของเราใช่มั้ย?
มันของที่มันดีเกื้อกูลแก่ชีวิต เราก็สบาย แต่ถ้ามันขุ่นมัว เข้าไปในกรุงเทพฯ มองไปไหนก็หายใจอึดอัด
เห็นแต่ฟ้ามัวไปหมดเนี่ยะ ชักไม่สบายแล้ว ใช่มั้ย? ไอ้ชีวิตของเราความสุขพื้นฐานเนี่ยะ
๑ ล่ะนะ
๒ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังฃคม
อยู่ในสังคม ฉะนั้นความสุขของเรานี่ก็เกิดจากการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์
ตั้งแต่ในยครอบครัวเกิดมา ลูกอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่มีเมตตามีความรัก
ก็มีความสุข ลูกได้รับความสุขจากพ่อแม่ มีจิตใจดีงามก็ เจริญพัฒนาเมตตีความรักขึ้นมาในจิตใจ
ก็รักเพื่อนมนุษย์ รักพี่รักน้อง ต่อไปก็อยู่ในด้วยไมตรีจิต มตรภาพ ก็มีความสุข ในการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์
อันนี้เป็นธรรมดา
ทีนี้ต่อไป ๓ ก็ มนุษย์นี้ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ชีวิตนั้นเป็นการเคลื่อนไหว
มีกิจกรรมตลอดเวลา มนุษย์เขาต้องการทำนู่นทำนี้ เคลื่อนไหว
เค้าก็มีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่ามีความต้องการ นี่เค้าได้สนองความต้องการในการกระทำนั้น
สิ่งนั้นเขาก็มีความสุข ทีนี้กิจกรรมที่ถ้าพอมันประสานกันใช่มั้ย? เขามีความสุขกับธรรมชาติ
มีความสุขอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ กิจกรรมที่เขาทำก็ไม่อยากจะรบกวนเบียดเบียน
เพื่อนมนุษย์ใช่มั้ย? เขาก็ทำเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูล สร้างสรรค์กัน
เขาทำเพื่อทำอะไรต่ออะไร ที่เขาอยากจะทำอยากจะจักอยากจะสาน อยากจะขุดดินอยากจะไปรดน้ำต้นไม้
ทำอะไรต่ออะไรมันก็สุขไปหมดอ่ะ เพราะทำด้วยความต้องการ เป็นกิจกรรมของชีวิต
นี่แหละ
ความสุขพื้นฐานประจำชีวิต มันมี ๓ อย่างอย่างเนี๊ยะ ทีนี้เมื่อมนุษย์เจริญด้วยอารยธรรมขึ้นมานี่
ปรากฏว่าเขาหาความสุขจากวัตถุเสพบริโภค บางทีกลายเป็นว่าเขามาริดรอนความสุข ๓
อย่างนี้ให้เสื่อมโทรมสูญเสีย หรือสิ้นไปเลย บางคนนี่ มัวแต่แสวงหาความสุขจากวัตถุเสพบริโภคจนเจ้า
๓ ตัวนี้แทบไม่เหลือเลย เชื่อมั้ย? เพราะพว่ามัวแต่แก่งแย่งแข่งขัน แย่งชิง
คิดแต่ทำไงจะได้จะเอา ใจมันวุ่นวายเนี่ยะ หวาดระแวงคนอื่นน่ะไม่มีไมตรีจิตมิตรภาพมองเห็นกันก็ไม่มีไมตรีจิต
ไม่มีความจริงใจไม่สบายหวาดระแวง ไอ้ความสุขในทางสังคมมันไม่มี มีแต่ความทุกข์ ทีนี้ไปเห็นธรรมชาติ
ไปอยู่กับธรรมชาติ ไอ้ใจมันข้องอยู่ เอ๊ ตอนเรามานี่ ไอ้คนนั้นมันเอานี่ไปรึยัง? อะไรต่างๆ
ใจหวาดระแวงมันก็ทุกข์อีก อยู่ท่ามกลางธรรมาติมันก็ไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากธรรมชาติ
ใช่มั้ย? ทีนี้จะทำกิจกรรมอะไรมันไม่ได้ทำด้วยกิจกรรมที่เป็นไปตามความต้องการโดยบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ
มันเป็นกิจกรรมตามเงื่อนไข
คือมนุษย์ปัจจุบันเนี่ยะ
มันเป็นโลกที่มีอารยธรรมจริง แต่ว่าปรากฏว่ามันอยู่ด้วยเงื่อนไข เงื่อนไขยังไง?
ก็คือว่า ดเอแอ เราต้องหการสิ่งเสพบริโภค เราต้องมีเงิน
ถ้าจะมีเงินก็ต้องทำนู่นทำนี่ สิ่งที่เราทำไม่ได้ทำเพราะใจชอบใจรัก อยากทำ
แต่เพราะมันเป็นเงื่อนไขให้เราได้เงินมา ได้วัตถุเสพบริโภค ทีนี้ไอ้สิ่งที่เราไม่ไกด้ทำด้วยใจ
มันก็ทำด้วยความทุกข์ มีความฝืนใจ เพราะฉะนั้นไอ้การกระทำในโลกมนุษย์ปัจจุบันที่เจริญด้วยอารยธรรม
เป็นการกระทำแบบเงื่อนไขซะเป็นเป็นส่วนมาก เมื่อเป็นการกระทำแบบเงื่อนไข
มันก็จำใจทำ มันก็ทุกข์ เลยก็ไม่สบาย เพราะฉะนั้นไอ้กิจกรรมที่เป็นไอ้ตัว สิ่งประจำชีวิตของเขา
เนี่ยะ มันก็เลยไม่เป็นที่มาของความสุข
เพราะฉะนั้น
มนุษย์จะพัฒนาไปอย่างไรก็ตาม อย่าลืมความสุขพื้นฐาน ๓ อย่างนี้ รักษาไว้ให้ได้
แล้วถ้าเขาทำเป็นนะ เขาจะเพิ่มทวีไอ้สุขพื้นฐาน ๓ อย่างนี้ เขาจะยิ่งมีความซาบซึ้ง
ความงาม ความสุขตามธรรมชาติ มากขึ้น ความสุขในการมีไมตรีจิตมิตรภาพ
อยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีการช่วยเหลือเกื้อกูล ไปทำให้คนโน้นเป็นสุขเป็นสุขอะไรเนี๊ยะ
แล้วก็เป็นสุขในการทำกิจกรรมต่างๆที่เขารักเขาพอใจ ท่านเรียกว่า มีฉันทะ
ทีนี้ตอนนี้มันเสียหมดเลย เพราะหาสิ่งเสพบริโภคกันจนกระทั่งหมดเลย เจ้าสุขพื้นฐาน
๓ อย่างนี้ ไปแทบไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นนี่อารยธรรม ของเรานี่มันเจริญหรือเสื่อมกันแน่
น่ะ พามนุษย์ไปความสุขหรือความทุกข์?
ฉะนั้นท่านจึงให้รักษาสุขพื้นฐาน
๓ ประการนี้ไว้ แล้วคุณแล้วคุณจะสร้างเท่าไหร่ก็สร้างไป ทีนี้ไอ้การพัฒนามนุษย์ มันจะมาช่วยเอง
ให้เราเนี่ยะ ไม่ไปทุ่มเทกับการหาวัตถุ หาสิ่งเสพบำเรอสุข แต่เราจะใช้วัตถุในการสร้างสรรค์
ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แล้วคุณธรรมต่างๆนี้มันมาเอง ในกระบวนยการพัฒนามนุษย์ที่อยู่ในระลบบการดำเนินชีวิต
๓ ด้านเนี่ยะ ทำให้ถูกต้อง สังคมไทยเราเนี่ยะแต่ก่อนมันก็เป็นการศึกษาพัฒนาชีวิต
ในระบบที่ค่อนข้าง เป็นระบบการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติอย่างนี้ แล้วเราก็มาเริ่มจัดการศึกษาสมัยใหม่
ใช่มั้ย? การศึกษาแบบตะวันตกเรามีชั้นเรียน พอมีชั้นเรียนเราก็แยกวิชา ศีลธรรมวิชาจริยธรรม
แต่ก่อนวิชาศีลธรรมก็ไม่มี ทีนี้ครูก็มาสอนวิชาซีลธรรมในชั้นเรียน ก็เหมือนกับละครกึ่งๆ
ใช่มั้ย?
ก็เป็นการให้การศึกษาเป็นละครกึ่งๆ
มันไม่ใช่ชีวิตจริง แต่ก่อนนี้มันอยู่กันในชีวิตจริง
การสั่งสอนการจะพูดจามันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นน่ะ ไปพบสิ่งโน้น หลวงพ่อมั่ง
พ่อแม่มั่งก็สอนลูก เอ่อ เนี่ยะ ต้นไม้นยี่มันสวยอย่างน่ะ เราต้องช่วยทะนุถนอมมัน ก็เป็นเรื่องของชีวิตจริง
เรื่องการสั่งสอนการแนะนำอะไรต่างๆ มันก็เป็นไปในความเป็นจริงของชีวิตนั้น แต่เวลาเรามีการศึกษาสมัยใหม่ปั๊บ
มันเกิดชั้นเรียน มันอยู่ที่ว่าแยกวิชากระจัดกระจายออกไป เป็นการแบบแยกส่วน
พอแยกส่วนเป็นชำนาญพิเศษ ก็มีวิชาอย่างที่ว่า แม้แต่วาศีลธรรม ก็สอนกันเป็นครูอาจารย์
ขออภัย ครึ่งละคร ก็สอนกันไปอย่างนี้ แต่ว่าทีนี้เราจะเอายังไง
ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไป แล้วเราก็ต้องมาจัดให้มันดี ในเมื่อเราต้องเป็นละครแล้ว
เราก็ต้องทำเป็นละครที่มันได้ผลดีหน่อยนะ
ก็เอาเป็นว่านี่ก็คือเรื่องของชีวิตที่แท้จริงน่ะ
การสร้างเสริมคุณธรรมน่ะ มันอยู่ในระบบการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้น พูดย้ำอีกทีว่า กระบวนการพัฒนาหรือเสริมสร้างคุณธรรมนั้น
ต้องประสวานไปด้วยกันกับระบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ แล้วก็เติมว่า ซึ่งมี ๓ ด้าน ไปด้วยกันให้ครบ
สังคมไทยนี้เป้นสังคม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ก็คือว่า อยู่ที่นี่ดีแล้ว พรั่งพร้อมแล้วไม่ต้องรีบร้อน
อะไรว่างั้นนะ เราก้ก้าวไปเอื่อยๆไม่ใช่สังคมแบบอเมริกัน
สังคมอเมริกันเป็นสังคมการเป็นสังคมfrontier สังคมfrontier ก็คือสังคม ที่รุก ขับ ศึก รุกขับศึก ขับรบสงคราม สังคมอเมริกันเป็นสังคมfrontier ความหวังแอยู่ข้างหน้าบุกฝ่าเรื่อยไป สังคมไทยบอก ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
อยู่ที่สุขสบายดีแล้ว อย่าไปไหน ว่างั้น ฉะนั้นคนไทยก็เรื่อย ๆเฉื่อย ๆด้วย
เราก้าวไปในพุทธศาสนาเราก็ก้าวไปช้าๆ เวลานี้เราก้าวมาโดยรวมแล้ว ก้าวไปแค่ในด้านจิตใจดีมาก
เป็นสังคมที่หาได้ยาก มีวัฒนธรรมแห่งเมตตา น้ำใจไมตรี ก็รักษาไว้
แต่วัฒนธรรมด้านปัญญา การแสวงปัญญาการใฝ่รู้นี่
เราอ่อน เรายังพร่อง ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนา เราต้องก้าวต่อไปให้ได้
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ถึงพุทธศาสนาจะต้องก้าวไปให้เกิดวัฒนธรรมทางปัญญา อย่างน้อยวัฒนธรรมแห่งการแสวงปัญญา
แต่ว่าพร้อมกันนั้นอย่าทิ้งวัฒนธรรมแห่งเมตตาด้วย วัฒนธรรมแห่งจิตใจด้าน เมตตาที่ได้แล้ว
อย่าทิ้ง เวลานี้เรากำลังจะเสียทั้ง ๒ คือวัฒนธรรมแห่งเมตตาด้านจิตใจ
เราก้กำลังจะทิ้ง คนไทยโหดร้ายกันมากขึ้น ลูกฆ่าพ่อ พ่อฆ่าลูก ฆ่าแม่ ฆ่าน้อง
อะไรฆ่าครูฆ่าอะไร ว่ากันย่อยยับหมด วัฒนธรรมแห่งเมตตาก็จะรักษาไว้ไม่ได้ แล้วก็วัฒนธรรมแห่งปัญญา
ก็ไม่เอาอย่างนี้ก็เสียทั้ง ๒ ด้าน เพราะฉะนั้นจะต้องเอาให้ได้ทั้งคู่ ก็คือ ต้องรักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตาและจิตใจ
ก็เอาไว้ ของดีมีแล้ว
๒ ก้าวต่อไปในวัฒนธรรมแห่งการแสวงปัญญา
ถ้าได้อย่างนี้ สังคมไทยจะพรั่งพร้อมบริบูรณ์ ดเพราะสังคมของเขานั้น
บางสังคมเขาดีด้านปัญญาบางอย่าง เช่นปัญญาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวัตถุ
แต่ด้านจิตใจเขาขาด บกพร่อง ถ้าคนไทยพัฒนาด้านปัญญาด้วย
เราจะสมบูรณ์กว่าเขา เอาละ ก็เป็นอันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา
เป็นศาสนาแห่งการศึกษา เมื่อให้เสรีภาพในทางความคิด
คนจะเข้าถึงหลักพุทธศาสนาต้องศึกษา ถ้าไม่ศึกษา หลักพุทธศาสนาที่ถือกันสืบมาเล่าสืบกันมาก็เพี้ยน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา แม้แต่เมตตากรุณาในภาษาไทยเนี่ยะ
เวลานี้รู้ความหมายกันแบบเพี้ยนๆ ได้เค้าจริงบ้างถูกบ้าง แต่ว่าผิดเยอะ
เพราะพุทธศาสนาจะอยู่ได้ด้วยการศึกษา อะไรหลักการที่แท้เป็นยังไง
การเพี้ยนเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะไม่มีตัวข้อบังคับในทางศรัทธา
และข้อบังคับในทางปฏิบัติ ให้เสรีภาพะทางความคิด ก็ต้องอยู่ด้วยการศึกษา
เอาละทีนี้ต่อไป เมื่อพุทธสาสนาก้าวมา
เอ๊ย สังคมไทยก้าวไปในพุทธศาสนาได้แค่จิตใจ เราต้องก้าวต่อไปมในปัญญา ทีนี้ก็มาอีกข้อคิดหนึ่ง
ข้อคิดหนึ่งก็คือว่า การที่เราอยู่ในโลกยุคสมัยที่เป็นโลกาภิวัตน์นี้
เมื่อกี้ได้พูดมาทีหนึ่งแล้ว ตอนนี้จะต้องย้ำว่า ในเมื่อเราอยู่กับเขา แล้วมีสังคมมีวัฒนธรรมที่เจริญ
ที่เป็นผู้นำอะไรต่างๆเหล่านี้ เราก็อย่าอยู่แค่ไปสุดโต่ง หรือแค่มีปฏิกิริยา สุดโต่งปฏิกิริยาก็คือว่า
เราจะรักษาของเราไว้ เราก็ปกป้องตัวเองแล้วก็ต้านทานเขา ไอ้การต้านทานเขานี่เป็นปฏิกิริยาด้วย
แล้วเป็นสุดโต่งอย่างหนึ่ง
อีกสุดโต่งหนึ่งก็คือตามเรื่อยเปื่อยไป
ตามก็ตาม ตามก็ดี ต้านก็ดีเนี่ยะ เป็นสุดโต่งฃ เราไม่เอาทั้งตามทั้งต้าน
เราจะทำยังไง? เราก็ต้องรู้ รู้จักตัวเรา แล้วก็รู้เท่าทันเขา
เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวขึ้นไป อันนี้สำคัญ รู้จักตัวเรารู้เท้าทันเขา
เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้นไป ฉะนั้นเนี่ยะ อันนี้ เอาทั้งของตัวเองของคนอื่นไม่ทิ้งเลย
เอามาให้หมด แล้วรู้ทันนะ แกมีมายังไง แกมานั้นส่วนดีอยู่ไหนส่วนร้ายอยู่ไหน อ่า
ของอเมริกันหรือของใครก็ตาม ฉันรู้ทันหมด ก็เลือกเอาแต่ที่ดีมาปรับปรุงตัว
แต่แค่นี้ไม่พอ ต้องอีกขั้นหนึ่ง อีกขั้นหนึ่งก็คือ บอกแล้วว่าวัฒนธรรมทางสังคมทั้งหมดน่ะ
อยู่ร่วมในโลกที่มีสังคมมากมาย แล้วทุกสังคมแม้กระทั่งบุคคลมนุษย์แต่ละคน มีหน้าที่รับผิดชอบต่อโลก
ต่อสังคมมนุษย์โดยรวม หรือต่อมนุษยชาติ
ฉะนั้น มนุษย์ สังคม วัฒนธรรม
ที่ดีจะต้องก้าวเข้าไปมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์อารยธรรมของโลก
ถ้าอารยธรรมมันผิด จะต้องแก้ไขให้เป็นอารยธรรมที่ถูก
ให้นำมนุษย์ไปสู่สันติสุขให้ได้ ทีนี้ส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ถ้าให้เก่งจริง เป็นผู้นำเลย
ถ้าหากว่าชาติต่างๆในโลกนี้เวลานี้ มันไปผิดทาง เอ่อเดี่ยวนี้มันไปผิดทาง จริงๆนะ
เวลานี้ไม่มีชาติไหนเลย อารยธรรมไหนไปถูก
ฉะนั้นมันจะต้องมีมนุษย์พวกหนึ่งกลุ่มหนึ่งสังคมหนึ่ง
ที่เดินทางให้ถูก แล้วไปนำมนุษยชาติ ในการที่จะแก้ปัญหาอารยธรรมของโลกที่เดินทางผิดนี้
ให้ไปทางถูกไปสู่สันติสุขที่แท้จริอง นี่แค่สันติภาพก็ยังทำไม่ได้เลย สันติสุขจะเอามาแต่ไหน
ใช่มั้ย? สันติภาพนี่เดี๋ยวนี้ เขาเจริญแค่ไหนเขายิ่งทำลบายสันติภาพกันใหญ่ ยังไม่เห็นความหวังเพราะฉะนั้น
วัฒนธรรมขแองเรานี่ ในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องเน้นจุดนี้ ก็คือ ๒ ข้อท้าย ว่า
ต้องทำให้ถึงขั้นนี้ คือ ๑ รู้จักตัวเรา รู้เท่าทันเขา เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวขึ้นไป
และ ๒ ต้องมีส่วนร่วมหรือยิ่งกว่านั้น เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษยชาติ
วัฒนธรรมไทยต้องไปใหได้ถึงขั้นนี้ ท่านจะสู้มั้ย? อ้าวถ้าเราจะทำให้วัฒนธรรมไทยดีจริง
ต้องไปให้ถึงขั้นนี้
แล้วอาตมภาพก็จะขอจบที่ตรงนี้
ก็ขอใหทุกท่านซึ่งมีเจตนาดี เป็นกุศลมุ่งหมายเพื่อความเจริญงอกงามของสังคมประเทศชาติโดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม
ที่เป็นส่วนสำคัญในการรังสรรค์สังคมประเทศชาติ เมื่อท่านมีเจตนาดีเป็นบุญเป็นกุศลก็ขอให้บุญกุศลนี่แหละ
ประกอบเข้ากับคุณพระรัตนตรัยอภิบาลรักษาให้ทุกท่าน พร้อมทั้งครอบครัวญาติมิตร
เพื่อนร่วมสังคมประเทศชาติและเพื่อนร่วมโลกทั้งหมด
เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปด้วยกำลังกายกำลังใจกำลังปัญญา และกำลังความสามัคคี ที่จะดำเนินชีวิตและกิจการงานทั้งหลาย
ให้บรรลุผลตามเป้าหมายทำประโยชน์สุขให้เกิดขึ้น สมตามความมุ่งหมายมีความร่มเย็นงอกงามในธรรม
โดยทั่วกันทุกท่าน ทุกเมื่อ เทอญ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น