หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๑)

 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๑)

          https://youtu.be/BpHc_aUBC48?si=nmtgO52QXSkZsDNS

...คือตามปกติเวลาเราพูดถึงคุณธรรมเนี่ยะ เราจะพูดถึงคุณธรรมของคนน่ะ แต่ในทีนี้บอกคุณธรรมในสังคม บางท่านก็อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมเป็นคุณธรรมในสังคม เราก็อาจจะเติมคือว่า หัวข้อเรื่องนี้เป็นการตัดลัดให้สั้น ถ้าพูดเต็มก็เป็น การสร้างเสริมคุณธรรมของคนในสังคม เพราะว่าตัวสังคมเองนี้ ไม่ใช่เจ้าของคุณธรรม คุณธรรมมันอยู่ในตัวคน แต่การที่ใช้คำว่าในนี่ก็ บ่งชี้ว่ามีคำอะไรซ่อนอยู่ คือเค้าไม่ได้พูดว่า การสร้างเสริมคุณธรรมของสังคม แต่ถึงจะพูดยังงั้นก็พอได้ คือต้องมองความหมายอีกชั้นหนึ่ง

อันนี้ก็คือการที่เราต้องมาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม และก็ระหว่างคุณธรรมกับวัฒนธรรม คนกับสังคมนั้นรู้กันดีว่า เป็นปัจจัยแก่กันและกัน บุคคลที่เราเรียกันว่าคนน่ะ โดยทั่วไปก็หมายถึงบุคคล บุคคลมารวมกันเราเรียกว่าสังคม แล้วบุคคลมีคุณสมบัติเป็นต้นอย่างไร? ก็ทำให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพเป็นต้นอย่างนั้น ในทางกลับกัน สังคมเป็นอย่างไร ก็จะเป็นปัจจัยหล่อหลอมบุคคลที่อยู่ในสังคมนั้นด้วย

ทีนี้เรื่องคุณธรรมนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณธรรมนั้นเป็นคุณสมบัติอยู่ในสตัวคน นี้เมื่อมองรวมๆทั้งสังคมในยุคสมัยใดคนจำนวนมากในสังคมมีคุณธรรมดี ภาพรวมออกมาก็คือสังคมนั้นเป็นสังคมที่เจริญด้วยคุณธรรม และภาพรวมที่เป็นคุณธรรมออกมาในระดับสังคมนั้นก็คือวัฒนธรรม ก็จะออกมาในรูปที่ว่าสังคมนั้น มีวัฒนธรรมของคนที่มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นคุณธรรมมันก็แสดงผลออกมาที่วัฒนธรรม อันนี้หมายถึงว่าคุณธรรมของคนจำนวนมาก ถ้าหากว่าคนทั่วไปในสังคมนั้น เสื่อมจากคุณธรรมมีความชั่วเกิดขึ้นมาก ภาพรวมออกมาก็กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมนั้นที่ด้อยทางคุณธรรม

ฉะนั้นในตัวบุคคลก็ออกมาปรากฏผลในวัฒนธรรมของสังคมนั้นเอง อันนี้ก็เป็นแง่ที่ วันนี้แม้เราจะพูดในหัวเรื่องชื่อสั้นๆ ว่าการสร้างเสริมคุณธรรมในสังคม แต่ว่าตรงนี้เป็นการบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ว่า เราจะต้องพูดลงไปถึงตัวคน หมายความที่จะออกมาเป็นคุณธรรมในสังคม หรือเป็นวัฒนธรรมได้ก็ต้องเริ่มกันที่ตัวคนไปเลย นี่ก็เป็นแง่ที่ ๑ ก็เป็นการพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ เป็นปัจจัยแก่กัน ระหว่างบุคคลกับสังคม และก็ระหว่างคุณธรรมของบุคคลกับวัฒนธรรมของสังคม

ทีนี้เมื่อคนมีคุณธรรมกันทั่วไปมาก ปรากฏออกมาเป็นวัฒนธรรมของสังคม ที่ดีเด่นในทางคุณธรรม ก็อย่างที่บอกแล้วว่าในทางกลับกัน ในทางสังคม ด้านวัฒนธรรมก็ส่งผลกลับไปสู่คุณธรรมในบุคคล ถ้าวัฒนธรรมของสังคมนั้นดี ก็หวังได้ว่าบุคคลที่อยู่ที่เกิดมาในสังคมนั้น  ก็มีโอกาสมากที่จะมีคุณธรรมดีด้วย  หมายความว่าวัฒนธรรมนี้จะช่วยหล่อหลอมให้คนมีคุณธรรม สภาพทั้ง ๒ อย่างนี้ฟ้องซึ่งกันและกัน เอาละนี่เป็นแง่ที่ ๑

ทีนี้ต่อไป มองต่อไป เราก็จะเห็นว่า สิ่งที่จะมาเป็นปัจจัยแก่คุณพะรรมในตัวคนนั้น ไม่ใช่มีแต่วัฒนธรรมอย่างเดียว ยังมีอื่นอีกหลายอย่าง เดี๋ยวจะมองดูแค่วัฒนธรรม หรือแม้แต่ว่าสังคมทั้งหมด การที่คุณธรรมในตัวคนจะเป็นอย่างไรนั้น มิได้ขึ้นต่อวัฒนธรรมอย่างเดียวเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องแจกแจงมาก แต่ถ้าเราพูดสั้นๆ เราก็พูดรวบรัดได้ว่า ในตัวคนนั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดคุณธรรม มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน วัฒนธรรมนั้นจัดเข้าในฝ่ายปัจจัยภายนอก ฉะนั้นคนไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่วัฒนธรรมมีส่วนอย่างมาก ในการที่จะทำให้คุณธรรมในตัวบุคคลเป็นอย่างไร อันนี้มอง นี้กว้างเข้าไปเป็นอันว่า ไม่ใช่วัฒนธรรมอย่างเดียวที่จะเป็นปัจจัยกับคุณธรรมในคน

แล้วในเวลาเดียวกันวัฒนธรรมก็มิได้มีแต่เรื่องคุณธรรมเท่านั้น วัฒนธรรมนั้นยังมีด้านอื่นอีกมากมาย เช่น วิทยาการ ความรู้ ศาสตร์ต่างๆ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังถือว่าอยู่ในวัฒนธรรม แต่หมายถึงตัวความรู้ความเจริญทางทางวิทยาการ เรื่องของวัตถุ เครื่องใช้สอยอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็เป็นเรื่องวัฒนธรรม เรื่องของดนตรีกีฬาบันเทิงอะไรต่างๆ ก็อยู่ในเรื่องของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมก็มียังมีด้านอื่นๆ ที่นอกจากคุณธรรมอีก แต่ทั้งหมดนั้น ทุกด้านของวัฒนธรรมที่กล่าวมาน่ะ มีผลต่อคุณธรรมของบุคคลได้ทั้งสิ้น มิใช่วัฒนธรรมเฉพาะด้านคุณธรรมอย่างเดียว วัฒนธรรมด้านอื่น เช่น ความรู้วิทยาการต่างๆ ดนตรีกีฬาบันเทิงต่างๆ มันมีผลตีกลับไปยังคุณธรรมในคน ได้ทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องที่มองกว้างออกไป เอาละนี่เป็นขั้นที่ ๒      

ต่อไปขั้นที่ ๓ มองกว้างออกไปอีกเวลาเราพูดถึงวัฒนธรรมนี่ เราจะพูดถุงวัฒนธรรมของสังคมนั้น วัฒนธรรมของสังคมนี้ สังคมในโลกนี้มีหลากหลาย มีภูมิหลังของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เป็นมาต่างๆกัน แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมก็มีวัฒนธรรมของตนเอง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมก็หลากหลายแตกต่างกันไปตามความแตกต่างของสังคม ทีนี้ ยิ่งในโลกปัจจุบันนี้ที่เขาเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ก็ปรากฏชัดขึ้นมาให้เห็นทั่วกัน แต่โลกาภิวัตน์ตอนนี้ก็ยังต้องถือว่า เป็นโลกาภิวัตน์เทียม  คือยังไม่เป็นโลกภิวัตน์แท้  เพราะในความเป็นโลกาภิวัตน์นี้ มีความขัดแย้งลักลั่นกันมากมาย ความหลากหลายไม่เป็นไร ไม่ถือเป็นความขัดแย้ง ความหลากหลายนี่เป็นของดีได้ เพราะว่าแม้แต่คนในสังคมเดียวกัน ในที่อยู่บ้านเดียวกันก็แตกต่างกันได้ แต่ความแตกต่างกลายเป็นส่วนเสริมเติมเต็มแก่กันแล้วก็ดี แต่ถ้าความแตกต่างใช้ไม่เป็น ก็กลายเป็นความขัดแย้ง เวลานี้ปัญหาในโลกยุคโลกาภิวัตน์ก็คือ ความขัดแย้งมากมาย

พอเป็นโลกาภิวัตน์ โลกเจริญถึงกันเหมือนโลกเป็นหมู่บ้านเดียวอย่างที่ใครเคยพูด เป็นหมู่บ้านโลก เป็นglobal village แต่ว่ามันไม่มีความเป็นอันเดียวกัน มันไม่ประสานกลมกลืนกัน มันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และบางครั้งดูเหมือนว่าความขัดแย้งนี้ จะมีลุกลามมาก แล้วก็นอกจากความขัดแย้ง ในการอยู่ร่วมกันก็มีความลักลั่น เช่นความแตกต่าง ความด้อย ความเด่น ความเจริญ ความล้าหลัง ในทางเศรษฐกิจ ในทางวิชาการสังคมวัฒนธรรมอะไรต่างๆเนี่ยะ อันนี้เป็นโลกาภิวัตน์ที่ถือว่าเทียมถ้าเป็นโลกาภิวัตน์แท้มันจะต้องมีความเป็นอันเดียวกัน ที่ทั่วถึงกัน เพราะนั้น คำว่าโลกาภิวัตน์นี่ เป็นได้ทั้งความครอบคลุมและความครอบงำ ครอบคลุมอาจจะดีก็ได้ คืออะไรค่ออะไรมีก็ไปถึงทั่วกันหมด อย่างข่าวสารข้อมูลก็ครอบคลุมไปทั่ว แผ่ไปทั่วถึงกัน แต่ว่าทีมันกลายเป็นครอบงำกันไป ฉะนั้น โลกาภิวัตน์ก็แปลได้ทั้ง ๒ อย่าง เพราะศัพท์ภาษาไทยให้ซะด้วย

ในภาษาอังกฤษนั้น ความหมายยังไม่เท่าภาษาไทย ภาษาอังกฤษ globalization ก็แค่แผ่ไปทั่วโลก แต่ภาษาไทย คำว่า โลกาภิวัตน์ นี่แปลว่า ครอบงำโลก โลกะ-อภิวัตน์ อภิวัตนะ นีแปลว่า ครอบงำ ไม่ใช่ อภิวัฒนะ ถ้า อภิวัฒนะก็แปลว่าเจริญยิ่ง แต่นี้ อภิ-วัตนะ อภิวัตนะก็แปลว่าเป็นไป แล้วก็อภิตัวนั้น แสดงถึงอำนาจ ก็ครอบงำเลย นี่เดวลานี้ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าถือตามนัยยะของศัพท์นี้ ต้องดูว่า ใครครอบงำใคร

ในสภาพโลกาภิวัตน์แบบนี้ ที่โลกมีสังคมหลากหลาย มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมากมายสังคมและวัฒนธรรมต่างๆย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ส่งผลต่อกัน ในความมีอิทธิพลต่อกันนี้ ก็จะมีวัฒนธรรมที่แข็งและวัฒนธรรมที่อ่อน มีวัฒนธรรมที่เด่น มีวัฒนธรรมที่ด้อยวัฒนธรรมที่เจริญพัฒนาแล้ว วัฒนธรรมที่ล้าหลัง มีวัฒนธรรมที่รุกแล้วก็มีวัฒนธรรมฝ่ายรับ มีวัฒนธรรมที่เป็นฝ่ายนำและมีวัฒนธรรมที่เป็นฝ่ายตาม เราก็ได้เลยว่าเวลานี้เป็นอย่างไร

อันนี้สภาพที่บ่งชี้ถึงการนำการตาม ก็นอกจากอิทธิพลต่างๆ อาจจะมองได้หลายอย่าง เช่นการเมืองเศรษฐกิจเป็นต้นแล้วก็มองดูที่ท่าทีของวัฒนธรรมและของสังคมนั้น เพราะวัฒนธรรมนี้เป็นวิถีชีวิตขแองคนในสังคมนั้นๆ และก็ถือกันว่าเป็นเอกลักษณ์ของสังคม เมื่อเป็นเอกลักษณ์ สังคมที่รักตัวเอง เช่นเป็นประเทศชาติ ก็อยากจะรักษาความเป็นเอกภาพ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลักษณะของตนเองที่เรียกว่าเอกลักษณ์ไว้เมื่อจะรักษาเอกลักษณ์ไว้ก็เลยมีการเน้นในการที่จะรักษาวัฒนธรรม ในการรักษาวัฒนธรรมนี้ ก็มีลักษณะท่าทีที่ปรากฏออกมา เราจะเห็นว่า บางสังคมนั้นมีลักษณะท่าทีแบบ เป็นวัฒนธรรมแบบปกป้องตัวเองถ้าวัฒนธรรมใดมีท่าทีแบบปกป้องตัวเอง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายรับ และเป็นฝ่ายที่กลัว หวาดว่าจะสูญเสีย พูดง่ายๆเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะฉะนั้นต้องระวัง วัฒนธรรมที่มีลักษณะปกป้องตัว ทำอะไรก็พยายามปกป้องตัว ไม่สามารถเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายแผ่ขยายไปให้ดเค้ายอมรับตน

อีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะเป็นการปกป้องตัวเอง ก็จะมีอีกแบบหนึ่งคือเป็นวัฒนธรรมแบบตามเรื่อยเปื่อย วัฒนธรรมที่ตามเรื่อยเปื่อยก็หมายความว่า แทบจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความภูมิใจหรือความรู้สึก ว่า ตัวเองมีอะไรดีที่จะรักษาเป็นต้น ก็ยอมรับหรือมองตัวเองด้อย แล้วก็คอยมองคอยตามว่าเค้ามีอะไรออกมาใหม่ ในกระแสก็คอยตามกรพะแสไป  ทีนี้ตามเรื่อยเปื่อยก็ตามเพียงด้วยความรู้สึก ไม่ได้ตามด้วยความรู้ จนกระทั่งว่าไปๆมาๆความไม่รู้อยู่แต่ความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่รู้จักกระแสที่ตัวนี่ เข้าไปถูกพัดพาอยู่ตัวเข้าไปอยู่ ในกระแสอะไรก็ไปรู้จักกระแสนั้นมันเป็นยังไงมาจากไหน ต้นทางเป็นยังไงไม่รู้จักทั้งนั้นนะ ก็มีแต่อะไรมันเด่นมันปรากฏขึ้นมาในกระแส ก็รับกันไปก็ชื่นชมไปตามนะ คนในสังคมแบบนี้ไปๆมาๆจะถึงขั้นที่ว่า ไม่มีเรื่องอะไรไม่มีอะไรจะทำนะ ใครๆมองไม่เห็นอะไรที่เป็นการสร้างสรรค์ที่ตัวเองจะต้องทำ มองไม่รู้จักภาระของตัวเพราะมนุษย์จพะเป็นบุคคลหรือเป็นสังคมก็ตาม ย่อมมีภาระในการสร้างสรรค์รับผิดชอบทั้งสิ้น  แต่สังคมที่ไปตามเรื่อยเปื่อย ก็เหมือนกับว่าได้ของสำเร็จมา ตัวเองก็มองไม่เห็นว่า ตัวเองจะต้องทำงานทำการสร้างสรรค์ มีภาระอะไร ก็มองคอยรอตามไป บางทีก็เป็นเศษของ ของเค้าทิ้งบ้างไอ้ต้นทางนั้นมาก็ตื่นไป ไม่ได้รู้เรื่องของเขาแท้จริง และอย่างที่ว่าก็คือว่า ไม่มีอะไรจะทำ

ปรากฏการณ์ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แม้แต่เรื่องที่เห็นกันอยู่เป็นข่าวปัจจุบันเนี่ยะ เรื่องเด็กวัยรุ่นเป็นยังงั้นยังงี้อะไรกันเนี่ยะ ในแง่หนึ่งเราอาจจะมองได้ว่าแกไม่มีเรื่องอะไร ที่จะทำให้ตัวแกสนใจ แกไม่มีเรื่องอะไรที่น่าทำ ที่จะสนใจน่ะ แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นที่จะทำให้คนอื่นสนใจแก นอกจากมาดูหมกหมุ่นกับเรื่องตัวเอง เรื่องคับแคบภายใน เรื่องที่มันไม่กว้างไม่ไกล มันมองได้แค่นี้ คือคนเรามันก็ต้องมีอะไรทำ ทมีนี้มันไม่มีอะไรมองไม่เห็นอะไรที่น่าสนใจจะทำ มันมองไม่เห็นอะไรอื่นที่น่าสนใจ ที่ตัวเองสนใจจะทำ แล้วก็มองไม่เห็นอะไรอื่น ที่จะทำให้คนอนน่ะ มาสนใตตัวเอง เพราะว่าคนนี้ก็ เค้าก็พยายามทำให้สนใจตัวเขา ทั้ง ๒ ประการนี่มันก็ทำให้อะไรต่างๆ ไอ้ที่เท่าที่มันมองเห็นแคบ ๆ

เพราะนะเน สังคมในการแก้ปัญหา จะต้องมีอะไรให้คนทำ แล้วสังคมที่มองกว้างมองไกล มีคสวามรู้ความเห็นความเข้าใจ ทันต่อสถาสนการณ์ มันจะเห็นภารกิจของตัวเองของชีวิตของสังคม ที่เราจะต้องทำ แล่วมันจะสนใจ ฉะนั้นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ เคยพูดบ่อยๆ การแก้ปัญหาที่มัวแก้กันอยู่เนี่ยะ โดยมากมันจะจมลงไปจมลงไป คือปัญหามันก็หนักเข้า ตัวเองมันก็แก้ไป แก้เก่งไปบางครั้งแต่เดี๋ยวก็ปัญหามันก็มาอีก การแก้ปัญหาที่แท้นั้น มันเป็นการแก้ปัญหา โดยไม่ต้องแก้ ไอ้แก้ปัญหาโดยแก้มันก็ต้องทำไปด้วย แต่การแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ ก็คือมีอะไรที่เป็นการสร้างสรรค์ให้คนทำ ให้คนทำบางคนมีเรื่องต้องทำที่เป็นการสร้างสรรค์ มันน่าสนใจมันน่าภูมิใจเป็นต้น เขาเกิดความรักความพแอใจภูมิใจเป็นต้น แล้วอยากจะทำตอนนี้ ไม่ทำอันนั้นแหละ เค้าลืมเอง ไอ้ปัญหามันก็หายไปนะ

เหมือนอย่างเด็กในโรงเรียนเนี่ยะ ถ้ามันไม่มีอะไรจะทำ มองหน้ากันไปกันมา มันก็เหมือน...เคยบ่อย เปรียบเทียบบ่อยๆ ว่าเหมือนไก่ในเข่ง ทมันไม่ที่จะไปมแองกันไปมองกันมา มันก็ขัดตาขัดใจ มันก็ตีกันจิกกันอยู่ในเข่งน่ะ แต่ทีนี้ถ้ามันอยู่ในที่กว้างๆ มันมองออกไป มีเรื่องอะไรจะทำ มันก็หันไปสนใจสิ่งที่จะทำ เพราะสิ่งที่จะทำมันต้องการเรี่ยวแรงเยอะ มันก็มาร่วมมือกันมันกลายเป็นว่ามันมีเป้าหมายร่วมกัน จะเป็นงานที่ต้องการทำร่วมกันหรือปูจุดหมายกว้างไหล มองออกไปข้างนอก อย่างคนเราเนี่ยะ เราอยู่กัน ๕๐ คนนี่ เรามีจุดหมายไกลๆ เรามองไปข้างหน้าตาเรานี่ไปรวมที่จุดหมายเดียวกัน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ถ้าตา ๕๐ นั้น มามองตากันและกันเมื่อไหร่ เกิดเรื่องทันทีนะ

ทีนี้เด็กคนไทยเราเวลานี้ มันเป็นปัญหา มันไม่มีอะไรเป็นจุดหมายที่จะมองไกล ที่จะให้สายตามารวมกัน มันก็หันมามองกัน แล้วมันก็ขัดใจกันขัดตากันตีกัน อะไรต่ออะไรไป มันไม่มีอะไรจะสนใจ นี่แหละเป็นปัญหา สังคมเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ก็ขอให้ดู แล้วถ้าจะแก้ปัญหากันจริงๆ ต้องหาอะไรที่เป็นเรื่องสร้างสรรค์ ให้ทำ เมื่อเขาสร้างสรรค์กันอยู่ เขาจะใจหมกหมุ่น เขาจะเอาใจจดจ่อ อยู่กับเรื่องที่ทำเนี่ยะ จนกระทั่งเขาลืมไอ้เรื่องที่จะเป็นปัญหา มันหายไปเอง การแก้ปัญหาอย่างนี้ที่เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ส่วนการแก้ปัญหาโดยแก้ปัญหานั้น เป็นการแก้ปัญหาแบบปลีกย่อย คือเป็นเรื่องที่ต้องทำไปด้วย แต่การแก้ปัญหาที่แท้ต้องทำด้วยการสร้างสรรค์

อันนี้ก็เป็นเรื่องของสังคมที่อยู่ในโลก เอาละ แล้วก็มองกว้างออกไป ทีนี้ก็ขอย้อนกลับมาดูที่การสร้างเสริมคุณธรรมในสังคมที่ว่าเมื่อกี้ พอเราพูดถึงการสร้างสรรค์คุณธรรมในสังคม เมื่อกี้ก็บอกแล้ว บอกว่าก็ต้องมาสร้างคุรธรรมกันที่ตัวคน ไปสร้างที่สังคมมันก็มองไม่ออก มันเป็นภาพเฉยๆอ่ะนะ มันไม่มีตัวมีตนหรอกฉะนั้นก็ต้องมาสร้างคุณธรรมขึ้นที่ตัวคน ทีนี้จะสร้างคุณธรรมที่ตัวคนเนี่ยะ มันก็ต้องสร้างโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบปัจจัยที่กล่าวมาทุกระดับทั้ง ๓ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเลย ไม่ใช่ว่าจะสร้างคุณธรรมในตัวคนไปโดดเดี่ยวเพราะว่าที่กล่าวมาทั้ง ๓ ขั้นนั้นน่ะ มันเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลมาที่ตัวคนและต่อคุณธรรมของคน ทั้งสิ้น

อ้าว ทีนี้เราทำความเข้าใจกันอย่างนี้ก็หันมาดูที่ตัวคน ทีนี้พอมาดูที่ตัวคนก็อีกแหละ เราก็บอกว่า คุณธรรมนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตคน คุณธรรมไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตคน ทีนี้ด้านอื่นๆของชีวิตมันยังมีอีกหลายอย่างนี่ แล้วด้านยอื่นๆของชีวิตนั้นมันก็สัมพันธ์กับคุณธรรมนี้ เป็นปฏิสัมพันธ์ สัมพันธ์ต่อกันก็หมายความว่าส่งผลต่อกัน คือคุณธรรมก็ส่งผลต่อชีวิตด้านอื่นของบุคคล แล้วด้านอื่นฟส่วนอานๆของชีวิตของบุคคลนั้นก็ส่งผลต่อคุณธรรมของเขา จะททำให้เสื่อมหรือให้เจริญด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสร้างเสริมคุณธรรมนี้ โดยตระหนักรู้และทำร่วมกันไปกับด้านอื่นๆของชีวิต ไม่ใช่แยกทำเฉพาะคุณธรรมอย่างเดียว เราก็ต้องดูต่อไปอีก อ้าว ถ้าอย่างนั้นชีวิตคนนี่มันมีกี่ด้าน? อะไรบ้าง?

ถ้าดูออกไปก็ไม่ยาก เอาหลักง่ายๆ หลักนี่มีหลายหลัก ง่ายที่สุดนี่เป็นหลักที่เห็นกันชัดๆเลย ชีวิตคนนี่ท่านให้แบ่งเป็น ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ นี้เราก็เอาตัวคนเป็นหลัก ด้านที่ ๑ คือ ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ภาษาพระเรียกว่า ความสัมพันธ์กับโลก โลก ทีนี้สิ่งแวดล้อมและโลกนี่ก็แบ่ง เป็น ๒ ฝ่าย สิ่งแวดล้อมหรือโลกฝ่ายหนึ่งก็คือ โลกมนุษย์ ก็คือสังคมนี่แหละ โลกมนุษย์นี่ทุกคนต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ เรียกตามฝรั่งเราบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แหละอย่างนี้ก็ชัดเลย เราก็ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม อีกด้านหนึ่งก็คือ โลกของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติเราก็ต้องเกี่ยวข้อง นี่อันที่ ๑ ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือความสัมพันธ์กับโลก ซึ่งต้องแบ่งเป็น ๒ ด้าน อันนี้ต้องสำคัญมากต้องแบ่งได้ คือสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ต้องแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายสังคมกับฝ่ายธรรมชาติ หรือฝ่ายกายภาพก็ได้ กับฝ่ายสังคม ต่อไปลึกลงไปกับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในการที่จะมาสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น เขาสัมพันธ์อย่างไร? การสัมพันธ์นี่ ก่อนที่จะไปถึงแดนที่ ๒ จะพูดถึงความสัมพันธ์อีกทีหนึ่ง

ที่ว่าสัมพันธ์กับโลก ๒ ด้าน ด้านสังคมกับด้านกายภาพเนี่ยะ ไอ้ตัวที่ไปสัมพันธ์ วิธีสัมพันธ์ เครื่องติดต่อในการสัมพันธ์ของมนุษย์เนี่ยะ มันมี ๒ ประเภทด้วย จะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน เป็นแดนรับรู้ เป็นด้านรับรู้ เรารับรู้ด้วยตาเห็นหูฟังเป็นต้นเนี่ยะ ทางภาษาพระเรียกว่าผัสสะ การรับรู้น่ะ การรับรู้นี้ถ้าใช้เค้าก็เรียกว่าอินทรีย์ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ นี่เป็นทางรับรู้ของมนุษย์ เราติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกเนี่ยะ เราใช่ตาดูหูฟังเป็นต้นอันนี้ ๑ นี่ด้านรับรู้  

อีกด้านหนึ่งคือเป็นด้านแสดงออกหรือกระทำเรากระทำต่อโลกภายนอกด้วย เราใช้สอยเสพบริโภค เราไปสร้างสรรค์ไปทำลายอะไรต่างๆเนี่ยะ อย่างน้อยเราก็มีการเคลื่อนไหว เราพูดจาเป็นต้น อันนี้ทางพระเรียกว่ากรรม เราสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทางที่ เรียกผัสสะ ด้านรับรู้ ก็กรรม คือการกระทำ การกระทำนี้ออกทางกายวาจาใจ เราคิดพูดแล้วทำ คิดพูดทำนี้เป็นการสื่อสารสัมพันธ์กับโลกภายนอก อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ด้านที่มนุษย์ติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกเนี่ยะ แบ่งโลกเป็น ๒ ด้าน ๒ ฝ่ายแล้วยังวิธีการสัมพันธ์ของมนุษย์ ยังมี ๒ แบบคือแบบรับรู้กับปแบบที่แสดงออก หรือกระทำต่อสิ่งเหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องใหญ่

ทีนี้ต่อไปถ้าจะเข้าสู่ด้านที่ ๒ ของชีวิต ด้านที่ ๒ ของชีวิต ที่เรามีความสัมพันธ์กับโลกภายนอก จะโดยการรับรู้ก็ดี เราจะดูจะฟังอะไร เราจะดูจะรับอย่างไร น่ะ จะได้ผลอย่างไรแก่การสัมผัส แก่ชีวิตของเราเนี่ยะ เช่นได้ความรู้หรือไม่ หรือความลุ่มหลงเพลิดเพลิน ตื่นเต้นอะไรยังงี้เป็นต้น มันอยู่ที่อะไร ตอนนี้แหละ แดนที่ ๒ ก็มา ตัวสำคัญที่มันจะมาแสดงต่อกับไอ้การสัมพันธ์กับโลกภายนอก จะโดยทางผัสสะรับรู้ก็ดีโดยการกระทำก็ดีเนี่ยะ ก็คือเจตนาเจตจำนง มนุษย์มีเจตจำนงมิฉะนั้นการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเหมือนกับใบไม้ กิ่งไม้แห้งหักล่วงลงมาอะไรต่ออะไรไม่มีเจตนา แต่การกระทำของมนุษย์แม้แต่ดูฟัง มีเจตนามีเจตจำนง จะดูอะไรดูย่างไร ฉะนั้นนี้เป็นสิ่งสำคัญ ไอ้ตัวนี้มันมาจากไหนมาจากใจ นี่แหละเป็นตัวเชื่อมสำคัญเลย เจตนาหรือเจตจำนง เป็นตัวต่อออกมาสู่ความสัมพันธ์กับโลก ภายนอก จะทำอะไรจะพูดจายังไง ก็มาจากเจตนาดเจตจำนง เจตนานี้ ก็เป็นตัวส่อแสดงถึงแดนใหญ่ที่อยู่ข้างในคือแดนของจิตใจ

แดนของจิตใจนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แดนจิตใจก็มีที่เรากำลังพูดกันเรื่องคุณธรรม ก็อยู่ในใจนี้ด้วย ซึ่งตรงข้ามกับความชั่ว บางทีเราเรียกว่าพวกกิเลสพวกบาปพวกอกุศล ทางดีก็เรียกบุญเรื่องกุศล พวกคุณธรรมความดีอะไรต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของคุณภาพคุณสมบัติที่อยู่ในจิตใจ แต่นอกเหนือจากนั้นมันยังมีความสุขความทุกข์ ก็เป็นเรื่องใหญ่ขุ่นมัวควงามเศร้าหมองความเครียด ความกระวนกระวายความชื่นบานผ่องใสร่าเริงอะไรต่างๆเหล่านี้ อันนี้เป็นคุณสมบัติทางด้านจิตใจ ซึ่งจะมาแสดงออกทางด้านเจตจำนง มาสู่การสัมพันธ์กับโลก เช่นว่าเขาทุกข์ ถ้าคนในใจมีความทุกข์ เขาจะมีเจตนาออกมาเพื่อ ๑. หนีจากความทุกข์นั้น หาทางหนีจากความทุกข์ ๒. ระบายทุกข์ เป็นต้น หรือว่าหาความสุข ไอ้เจตนาที่จะหาความสุข หนีความทุกข์ระบายทุกข์ เป็นต้นนี่ ถ้ามีสุขมันสามารถมีเจตนาอันหนึ่งด้วยคือ เจตนาที่จะระบายสุข หรือเผื่อแผ่สุข

เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญว่าเจตนามันจะออกในรูปไหน มันจะไปนำเจ้าพฤติกรรม ไอ้คำว่ากรรมนี่บางทีเราก็เรียกว่าพฤติกรรม แต่พฤติกรรมนี่บางทีมันไม่ครบ เพราะว่ากรรมในที่นี้ท่านหมายถึง ความคิดคำพูดการพูดการกระทำ อันนี้เจตนานี้ มันจะมาออกทางตาดูหูฟัง เด็กจะไปดูอะไร อยากจะไปฟังอะไร เด็กจะไปทำอะไรเคลื่อนไหว จะเอาปืนไปยิงหรืออะไรนี่ มันมาจากไอ้ตัวสภาพจิตของเขาเช่นความสุขความทุกข์ แล้วก็คุณธรรมเป็นกิเลสหรือเป็นความโกรธความโลภความหลงคงามเครียดแค้นชิงชัง หรือเป็นเมตตากรุณา ความปรารถนาดีใจกว้างเป็นต้น อันนี้ก็อยู่ที่ว่าเป็นด้านไหน คุณสมบัตินใจเหล่านี้เป็นตัวปรุงแต่งเจตนาหรือเจตจำนงนั้น

เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเข้าไปสู่แดนของจิตใจตรงนี้แหละ แดนจิตใจก็มีเรื่องใหญ่ก็ ๑ ที่บอกไว้แล้ว คือ ๑. คุณธรรม ซึ่งตรงข้ามกับด้านของบาปธรรม ความชั่วร้าย ก็ฝ่ายดีมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา มีความกตัญญูกตเวที มีความเคารพ มีความเผื่อแผ่ เสียสละอะไรก็ว่าไป นี่ด้านหนึ่งแล้วก็เรื่องของสมรรถภาพจิตใจ ความเข้มแข็งความเพียรความอดทน ความรับผิดชอบความมีวินัยบังคับตนเองได้ ความมีสติความมีสมาธิจิตใจแน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามปรารถนา สงบมั่นคง ไม่วอกแวกหวั่นไหวง่าย ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนง่าย ไม่มีความเครียดเป็นต้น เพราะว่ามีความสามามรถเข้มแข็ง สงบพอที่จะรับมือกับสิ่งที่เข้ามารบกวนได้แล้วก็ความสุขความทุกข์ที่ว่า ทั้งหมดนี้อยู่ในแดนจิตใจ ซึ่งเป็นตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องสุขทุกข์นี้จะต้องให้ความสำคัญมาก เพราะสุขทุกข์นี้เป็นเมื่อเราเป็นแดนแบ่งเป็นแดนย่อย ไอ้เจ้าสุขที่เป็นแดนใหญ่แดนหนึ่งในจิตใจ แล้วมันจะออกมาสู่ เจตนาท่าบอกเมื่อกี้ว่า เจตนาหนีทุกข์ เจตนาระบายทุกข์ เจตนาหาความสุข แล้วมันก็จะออกมาสู่พฤติกรรม ออกมาสู่การหาผัสสะ การรับรู้ต่างๆเนี่ยะ ที่เด็กเป็นอย่างนี้เราดูว่าเพราะอันนี้หรือเปล่า  อ้าว นี่คือแดนจิตใจ

ต่อไปมีอีกแดนหนึ่งแดนที่ ๓ มนุษย์จะทำอะไรก็ตาม จะเคลื่อนไหวนิดหน่อยเนี่ยะ มันต้องรู้ ถ้ามันไม่รู้มันทำไม่ได้ ถ้าไม่รู้เขาก็เคลื่อนไหวไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่มีความมุ่งหมาย เลื่อนลอย ไร้ประโยชน์ ไม่สำเร็จผล ถ้าดเขาจะเคลื่อนไหวกระทำการต่างๆ แม้แต่จะดูจะฟังให้ได้ผลดีเนยี่ยะ เขาต้องมีความรู้เค้าจะต้องการดูอะไร เขาอาจจะคาดหมายรู้ได้ด้วยซ้ำว่า เค้าดูแล้วจะได้อะไร เค้าจะไปฟังอะไร เค้าจะไปทำอะไร เขาจะไปพูดกับใคร เขาก็ต้องมีความรู้ในระดับใดระดับหนึ่ง ยิ่งเขารู้มากมายกว้างขวาง พฤติกรรมของเขาก็ยิ่งซับซ้อนและทำได้ผลยิ่งขึ้น จิตใจของเขาก็จะแคบหรือกว้าง จะอึดอัดติดขัดคับข้อง หรือจะเปิดโล่งเป็นอิสระก็ด้วยตัวความรู้ที่เรียกว่าปัญญา เราไปไหนนี่เราไม่รู้จะทำยังไงนี่ ใจอึดอัดติดขัดคับข้องทันที พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรจะทำมันยังไง ก็โล่งใช่มั้ย? หายทันที

ฉะนั้นพอไม่รู้ก็เกิดปัญหา ติดขัดคับข้องบีบคั้น คับเครียด นี่เรียกว่าปัญหา เรียกว่าทุกข์นั่นเองภาษาพระ ที่เรียกว่าทุกข์ก็คือความติดขัดบีบคั้นคับข้อง ใจเรามันขาดปัญญาซะอย่าง มันไม่รู้จะทำยังไงนี่ มันหมดช่องทาง มันอึดอัดติดขัดคับข้อง ทุกข์ทันที แต่พอมันรู้ว่าอะไรคืออะไรเป็นยังไง อะไรเป็นคุณกับตนเป็นโทษกับตน ทำยังไงจึงจะแก้ปัญหาได้ รู้ช่องทางไป ท งออกจากที่นี่คืออะไรโล่งเลยทีนี้ เป็นอิสระ เพราะฉะนั้น ปัญญานี่เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวliberator เป็นตัวปลดปล่อย เป็นตัวทำให้เป็นอิสระ เกิดอิสรภาพฉะนั้นแดนที่ ๓ นี่ เป็นแดนที่ยิ่งใหญ่มาก คือแดนความรู้

คนเราจะพัฒนาไปเนี่ยะ ตัวรู้จะต้องพัฒนาไปเสมอ และการที่เรามีอินทรีย์มาก็เพื่อจะมาช่วยในการพัฒนาปัญญาความรู้ นี่แหละ เราจะได้รู้เข้าใจโลกภายนอก อะไรเป็นอะไรเป็นอย่างไร  แล้วถ้าเรารู้จักใช้อินทรีย์ เราก็จะสามารถหยั่งเข้าไปในสิ่งต่างๆได้ สามารถแก้ปัญหาได้ สามารถเอาสิ่งต่างๆมาทำประโยชน์สนองความต้องการของเราได้ ฉะนั้นตรงนี้ที่เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นตัวรู้คือปัญญานี้เป็นแดนยิ่งใหญ่มาก แดนที่ ๓ เป็นตัวที่ส่องสว่าง บอกทางให้ ขยายช่องทาง มันแคบอยู่ก็เปิดช่องทางใหก้กว้าง คนรู้เท่าไรทางก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น แล้วปลดปล่อยให้เป็นอิสระแล้วเป็นตัวปรับแก้ พฤติกรรมนี้ทำไม่สำเร็จ ทำไปยังงี้ไม่ได้ผล ปัญญามาก็มาปรับแก้พฤติกรรมนั้น จิตใจมันไม่ดี พอมีปัญญารู้เมื่อรู้หลายขั้นนี่ปัญญามันก็มีไปถึงทุกขั้น ไม่ใช่รู้วิชาทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่รู้เหตุรู้ผล รู้ถึงความจริงของโลกชีวิตของธรรมชาติ เข้าถึงชีวิตความจริงของโลก และชีวิตตามธรรมชาตจิอะไร เค้าเรียกว่ารู้เท่าทันสังขาร มันเปลี่ยนท่าทีของจิตใจใหม่เลย มันปลดปล่อยจิตใจเป็นอิสระได้ หมดความทุกข์ได้เลย วางท่าทีต่อสิ่งต่างได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไอ้ปัญญานี้เป็นตัวสำคัญที่สุดเลย เป็นตัวที่มาคุมยอด

ก็ ๓ แดนนี่ หรือ ๓ ด้านน่ะ ของชีวิตมนุษย์เนี่นยะ มันไปด้วยกันตลอดเวลา ด้านที่ ๑ สัมพันธ์กับโลกภายนอก เราทั้งหามาสนองความต้องการแก่ตัวเราและทางด้านที่สนองความต้องการในการที่เราจะเสพบริโภคเป็นต้น อันนี้เราจะหาความสุขเราก็สนองความต้องการของเราด้วยการทำพฤติกรรม เพราะฉะนั้นพฤติกรรมนี่ก็เป็นตัวสนองความต้องการของจิตใจ อยากจะหายทุกข์อยากจะมีความสุข ก็ใช้พฤติกรรมนั้นเป็นทางของการสนอง ปัญญาต้องการหาความรู้ ก็ใช้พฤติกรรมไปหาความรู้ เอ่อ รู้จักพูดจักจาฝึกพูดจาให้เก่งก็หาความรู้ได้ดี รู้จักเคลื่อนไหวรู้จักใช้แยกแยะใช้มือเป็น อะไรต่างๆเหล่านี้ก็สามารถที่จะค้นคว้าวิเคราะห์สิ่งต่างๆหาความรู้ฝึกปรือในการเกิดทักษะความเชี่ยวชาญชำนาญงาน ปัญญาก็เกิดจากการใช้พฤติกรรมเป็น แล้วจิตใจก็ใช้พฤติกรรมเป็นทางสนอง แล้วพฤติกรรมก็ต้องอาศัยว่าตัวเจตนาจากจิตใจเป็นตัวบังคับมัน แล้วปัญญาก็เป็นตัวที่เปิดทางให้มัน ว่ามันจะทำได้แค่ไหน เพียงไร ก็ปรับแก้ให้มันได้ผลดียิ่งขึ้น

คือตกลงแล้วไอ้ปัญญามันจะได้ความรู้ขึ้นมามันก็ต้องอาศัยจิตใจมีความต้องการ เช่นอยากรู้ อยากได้ความดีงาม อยากจะไปสู่สิ่งที่ดีงามสูงขึ้นไป อยากจะประสบความสำเร็จ มันก็ต้องหาทางทำให้เจ้าปัญญา เมื่อจิตใจมันมีความต้องการนี้ มีความเพียรพยายามมีความเพียรมีความอดทน มีความเข้มแข็ง ไอ้ปัญญานี่ก็เดินหน้า มันก็พัฒนาได้ ถ้าไอ้จิตใจมันเกียจคร้าน ไม่มีความต้องการ มันก็หมดมันก็ห่อเหี่ยวมันก็เฉยไม่เอาเรื่องเอาราว ปัญญาก็พัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไอ้เจ้าปัญญาก็ต้องอาศัยจิตใจมีสมาธิมีจิตใจสงบมั่น คงแน่วแน่ อะไรรบกวนก็ไม่ได้ มีความไม่ว่อกแว่กไม่ ฟุ้งซ่านเลย จะนั่งอ่านหนังสือว่าฉันจะอ่านหนังสือของฉัน ใครจะเดินมา ใครจะส่งเสียงร้องเพลงอะไร ฉันก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น ฉันอ่านหนังสือฉันได้หมด แล้วมีสมาธิยังงี้ปัญญามันก็เจริญดี ไอ้เจ้าปัญญาก็ต้องอาศัยจิตเนี่ยะ เป็นตัวทำงานในการที่จะพัฒนาตัวมัน

ดังนั้น ๓ ด้านของชีวิตเนี่ยะ อาศัยซึ่งกันและกัน คือ ด้านความัสมพันธ์กับโลกภายนอก ผัสสะการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วก็ทางพฤติกรรม หรือกรรม การกระทำทางการคิดการพูดการทำ แล้วก็สัมพันธ์ทั้งกับ โลก สังคมมนุษย์ แล้วก็โลกธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพทั้งหมด แล้วก็แดนจิตใจ เป็นตัวคุมเป็นตั้วที่จะออกมาปรากฏโดยเจตนา เจตนาเป็นตัวออกมาสู่อินทรีย์และพฤติกรรม แล้วก็มีปัญญาเป็นตัวคุมตัวส่องท่างชี้อะไรต่ออะไรต่างๆกันไปตลอดเวลา เจ้า ๓ อันนี้ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน นี้คือการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ทุกขณะ ถ้าเข้าใจ ๓ แดนนี้ก็จะเข้าใจชีวิตของตน และถ้าวิเคราะห์ออกไปอีกทีหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า ในการสัมพันธ์กับโลกหรือสิ่งแวดล้อมน่พะ มนุษย์เราเนี่ยะ ที่เป็นคนหนึ่งคนหนึ่ง เราก็แยกได้เป็น ๒ อย่างเหมือนกัน

ที่บอกเมื่อกี้ว่าเราสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้านสังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติ เพราะว่าตัวเราเองน่ะ มี ๒ ด้านอยู่ในตัว คนเราน่ะด้านหนึ่งมันเป็นชีวิต ชีวิตของเรานี้เป็นธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ เป็นไปตามกฎธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตายไปตามธรรมชาติมีระบการไหลเวียนของโลหิต มีระบบการหายใจมีระบบการย่อยอาหารเป็นต้นเนี่ยะ ทั้งหมดเนี่ยะ เป็นไปตามธรรมชาติและกฎธรรมชาติ นี้เป็นชีวิต นื้คือด้านหนึ่งของเราซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับธรรมชาติ และหนีธรรมชาติไม่พ้น ถ้าธรรมชาติมันเสื่อมโทรมแล้ว เราแย่ เช่นว่าดินน้ำไม่ดี น้ำไม่มีคุณภาพ อากาศมีมลภาวะสูง อย่างนี้ล่ะชีวิตเราแย่แน่ อันนี้เป็นด้านหนึ่งของเรา คือมนุษย์ในแง่ที่เป็นชีวิต

และอีกด้านหนึ่ง มนุษย์นั้นพร้อมกับที่เป็นชีวิต เค้าเป็นบุคคล ที่อยู่ในสังคม ๒ อันนี้คนไม่ค่อยจะแยกถ้าเค้าเป็นชีวิตก็คือเค้าเป็นธรรมชาติ ถ้าเค้าเป็นบุคคล ก็คือส่วนหนึ่งของสังคม พร้อมกับที่เค้าเป็นชีวิตนั้นก็เป็นบุคคลที่อยู่ในสังคม เค้าก็เคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น พูดจาปราศรัย จะมีฐานะมีความเจริญ ก้าวหน้าในสังคม ได้รับการายกย่องมีลาภมีเกียรติมียศ ได้รับการนินทาสรรเสริญอะไรต่างๆ ในการสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเราเรียกว่าโลกแหก่งการสมมติ ซึ่งในแง่ธรรมชาติแล้ว ไม่มีจริงเลย ใช่มั้ย? ไอ้ชีวิตมันก็เป็นชีวิตอยู่นั่นแหละ มันจะเป็นคนไหนเป็นอะไรมียศมีศักดิ์เท่าไร ธรรมชาติไม่รับรู้ มันก็บอกว่าแก แกจะเป็นใครก็กินอาหาร แกจะเป็นใครแกต้องย่อยอาหาร ย่อยไม่ดีแกป่วย ไม่รับรู้ทั้งนั้น ทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ จามหลักเหตุปัจจัยก็แล้วกัน นี่เป็นชีวิต

ทีนี้มนุษย์จะต้องเข้าให้ถึงทั้งหมดเนี่ยะ แล้วเขาจะต่อกับธรรมชาติด้วยชีวิตของเขา แล้วเขาต่อกับสังคมด้วยความเป็นบุคคล แม้แต่กินอาหารเนี่ยะ คนเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ละ เริ่มแตกแยกจากธรรมชาติ พอเราแยกคนเป็นชีวิตกับการเป็นบุคคลเนี่ยะ เราก็เห็นเลยว่า ชีวิตก็มีความต้องการในการกินอาหาร บุคคลก็มีความต้องการในการกินอาหาร ปรากฏว่าไอจ้าความต้องการของไอ้ชีวิตกับของบุคคล มันไม่ค่อยตรงกัน ความต้องการของชีวิตที่เป็นธรรมชาตินั้นแน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธได้ ชีวิตต้องการอาหารเพื่ออะไร เพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เพื่อจะได้บำรุงหล่อเลี้ยงแข็งแรงเจริญเติบโตงอกงาม อันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แล้วก็ถ้าเราสนองความต้องการของชีวิต เราก็กินอาหารโดยที่ต้องรู้ปริมาณให้พอดี แล้วก็ต้องกินอาหารให้ถูกประเภท ร่างกายต้องการอะไร ศึกษาให้ใช้ปัญญาให้รู้ อันนี้ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญา ไม่รู้ ไม่รู้ว่ากินเพื่ออะไร ถ้ารู้เที่แท้ อ๋อ ที่จริงการกินอาหารนี่เพื่อสนองความต้องการของชีวิต อ้าว ก็เพื่อสุขภาพของร่างกาย  อ๋อ ถ้ายังงี้เราจะมีชีวิตที่ดีต้องมีสุขภาพร่างกายดี การกินอาหารเพื่อสนองความต้องการของชีวิต เพราะอย่างนี้เราจะกินยังไงล่ะ? เราก็กินให้พอดีความต้องการของร่างกาย อย่าให้มากไปน้อยไป ถ้ามากไปเกิดโทษ น้อยไปก็เกิดปัญหาอีก แล้วต้องกินอาหารให้ถูกประเภทด้วยนะ อ่า ประเภทอะไรที่อาหาร เอ่อ ที่ร่างกายต้องการ ต้องกินให้ครบให้ถูกส่วน จะไปกินแค่ตามอร่อยไม่ได้แล้ว.

ทีนี้ถ้ากินตามความต้องการของบุคคลนี่ไปอีกเรื่องนึงเลย บุคคลนี้ต้องการฐานะความโก้เก๋ อยากจะไปกินเหลานั้นภัตตาคารนี้น่ะ จะได้โก้ กินมื้อล่ะหมื่นมื้อละแสน เสร็จแล้วกินแล้ว ไอ้เจ้าความต้องการของชีวิตกับความต้องการของบุคคลมันขัดกัน บางคนกินตั้งหมื่นนั้น มันสนองความต้องการของบุคคลได้ แต่กลายเป็นไปทำลายขัดขวางความต้องการของชีวิต กินหมื่นบาทปรากฏว่าทำลายสุขภาพซะ แล้วไอ้ตัวไหน เป็นตัวความต้องการที่แท้? เราก็ตอบได้เลย ความต้องการของชีวิตสิ อ้าว แล้วทำไมคนโง่หรือฉลาดที่ไปกินสนองความต้องการของบุคคล มันก็ชัดๆอยู่แล้ว อันเนี้ยะ แค่นี้คนก็ไม่คิด ก็เป็นเรื่องง่ายๆ การศึกษาก็ต้องให้รู้ก่อน 

(มีต่อ ๒)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น