พระอาจารย์ชยสาโร
- สงสัยน่าสงสัย
https://youtu.be/kT5THdH_FzY?si=ynOoiM2DA_9lKt0m
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
พุทธัง
ธัมมัง สังฆัง อะนุตตะรัง คุณุตตะรัง อุปัชฌาย์ยัง นะมัสสามิ.
ถ้าเดินทางกลับจากต่างประเทศ ทักจะมี
jet-lag1 ถ้าเข้ามาปฏิบัติธรรมก็จะมี wat-lag อยู่ที่บ้าน
บางคนน่ะ ตี ๑ ตี ๒ ก็ยังรับlineส่งlineกันอยู่ มนนี้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนเวลาหลับเปลี่ยนเวลาตื่น นอนแปลกที่บางทีมี
จะนอนก็มีเสียงรบกวนก็มีดึกๆ ในวันแรกต้องอดทน ทันที จะแสดงธรรมวันแรก
มองดูหน้าของนักปฏิบัติดูเหนื่อยๆอยู่ หึหึหึ โอ้ สงสัยเป็นwat-lagกันอยู่.
1 เจ็ตแล็ก
(Jet
lag) หรืออาการเมาเวลา
เป็นภาวะที่ร่างกายเหนื่อยล้าและปรับตัวไม่ทันเมื่อเดินทางข้ามเขตเวลา (Time
zone) หลายโซนอย่างรวดเร็ว
ทำให้นาฬิกาชีวภาพที่ควบคุมการนอนและตื่นสับสน อาการที่พบบ่อยคือ
นอนไม่หลับตอนกลางคืน อ่อนเพลียตอนกลางวัน และปวดศีรษะ
ทบทวนเรื่องการปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง ว่าพระพุทธองค์เรียกว่าธรรมะ
ทุกขะมีอยู่ พุทธองค์ไม่ได้ตรัสไว้ว่า ชีวิตคือทุกข์ ไม่มีคำว่าชีวิตเป็นทุกข์
ชีวิตคือทุกข์ พุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า ทุกข์มีอยู่ บางคนอาจจะขัดว่า ใครจะไม่รู้
ฉันมีทุกข์ ใครๆมีทุกข์ ไม่มากก็น้อย แต่การมองว่า เรามีทุกข์น่ะ ไม่ใช่กำหนดรู้ทุกข์
ไม่ได้รู้ทุกข์ที่เป็นอริยสัจ ถือว่าเรามีทุกข์เราเป็นทุกข์ อันนั้นไม่ใช่ การกำหนดรู้ก็คือ
ทุกข์มีอยู่เพราะทุกข์มีอยู่จึงมีศาสนา มนุษย์ต้องสงสัยว่า เอ๊ะ
ทำไมชีวิตมันยากอย่างนี้ ฉะนั้นเรื่องการเอาตัวรอด แค่เอาตัวรอดทางวัตถุ ก็ยาก
มีความเปลี่ยนแปลง อย่างพยากรณ์ไม่ได้ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางทีคนดีก็ทุกข์มาก
บางทีคนชั่วก็มีความสุขมาก เป็นเพราะอะไร? สงสัยกัน คำตอบที่นิยมกัน
ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาล อืม เป็นการสันนิษฐาน.
คือสิ่งที่มนุษย์เรารู้ได้ เป็นประสบการณ์ตรง
คือรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ อันนั้นเกิด data ข้อมูล
ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ มนุษย์ต้องคิดปรุงแต่ง หาpattern
หาทฤษฎี สมมติฐาน อธิบายว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ หรือมีศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล
บางทีก็ลงโทษ ลงโทษมนุษย์ ให้รางวัลมนุษย์ ทดสอบศรัทธาของมนุษย์
หรือมีแผนการอันลี้ลับซึ่งมนุษย์ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ที่จริงทฤษฎีเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาตมาชอบของอินเดียมากกว่า
อินเดียเค้าจะมองว่าทุกอย่างเป็นลีลา ลีลาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการละเล่น
เค้าไม่ใช่เป็นแผนการอะไร
วันก่อนไป ไปเยี่ยมสาขาวัดป่านานาชาติ ที่ประเทศอินเดีย
ขากลับฝนตกหนักน้ำท่วม ถนนเป็น เหมือนเป็นแม่น้ำเลย เข้าในตลาดแล้วเหมือนก็มีชาวบ้านเดินลุยไป
แต่สิ่งที่แปลกก็คือ มองทางไหนมีแต่คนยิ้ม หัวเราะกันบ้าง ยิ้มกันบ้าง
เค้ามองว่าเป็นการละเล่นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นกีฬา เป็นการละเล่น ไม่serious สิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังเล่นกัน เป็นลีลา อาตมาว่าถ้าจะเอาทฤษฎีสมมติฐานเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ของอินเดียนี้ดีกว่าเพื่อน ชอบ ทำให้ไม่เครียดมาก ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องคิดเป็นเพ็ญการอะไร
ไม่มีเพ็ญการเค้าก็กำลัง เค้ากำลังเล่นกันอยู่ อืม ยิ่งสมัยกรีกเค้า สมมติ
ไอ้พวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนคน โกรธกันบ้างอิจฉากันบ้างทะเลาะกันบ้าง
ตอนเด็กๆอาตมาก็ติดใจมาก ชอบอ่านพวกนิยายกรีก
ทั้งหมดนี้ก็เป็นสมมติฐาน ของมนุษย์ ทีนี้ถ้าเรา เชื่อสิ่งใด
มันก็ได้ผลทางจิตใจ เพราะทำสิ่งที่ดูไม่มีเหตุมีผล น่ากลัว เปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล
มีข้อวัตรปฏิบัติที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัย ครอบครัวปลอดภัย
ไม่ต้องกลัวไม่ต้องเครียด อย่างเช่น ประกอบพิธีกรรม บูชายัญ อ้อนวอน ร้องเพลง
ก็มีเยอะแยะ ถือว่าเป็นข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เล่นงานเรา
ทีนี้ความเชื่อ เชื่อสิ่งใด นี่มันก็มีผลดีอย่างหนึ่ง มันก็ทำให้มีกำลังใจ อืม
ไม่เครียด ไม่คิดมาก เมื่อเราเชื่อ ไม่ว่าจะเชื่ออะไรก็แล้วแต่
ถ้าเชื่อแล้วมีความสุข ความคิดผิดก็อยู่ตรงที่ว่า ผู้ที่มีความสุขความเชื่อ เข้าใจว่าความสุขนั้นเกิดจากสิ่งที่เชื่อ
แต่ทางพุทธเราก็มองว่าเกิดจากอาการ เกิดจากสังขาร เกิดจากอารมณ์ มีความสุขเพราะอารมณ์ที่มีความ
ที่เรียกว่าความเชื่อหรือศรัทธา
ดังนั้นถ้าจะเชื่อว่ามี man in the moon
มี หรือมีกระต่ายในพระจันทร์ เชื่อมากน่ะเชื่อว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเป็นไปตามความดลบันดาลของกระต่ายในพระจันทร์ มีความสุขได้นะ
สบายใจ เอ่อ ทุกครั้งที่ได้อะไรถูกใจ โอ๊ว ขอบคุณก็ได้ เอ่อ เวลา เกิดมีปัญหามีอะไร โอ้
กระต่ายไม่พอใจเรา ต้องไปบูชายัญ อันนี้ก็เป็นวิธีคิดของมนุษย์ ตลอดประวัติศาสตร์
ก่อนและหลังพุทธกาล
แต่พุทธเจ้าให้เรากลับมาดู
ของจริง ไม่ใช่สิ่งที่เราปรุงแต่ง ความจริงก็คือ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องความเชื่อ
เป็นเรื่องที่ทุกคนสัมผัสได้ แล้วพระองค์ก็ชี้ว่า ทุกข์มีอยู่
คือชีวิตมันไม่ง่าย อืม และปัญหาคนเราไม่เกิดจากที่อื่นไกล เกิดจากภายในตัวเราเอง
ที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องชีวิต ในเรื่องของโลก ที่เราอยู่อาศัย ฉะนั้นสิ่งท้าทายไม่ใช่อยู่ที่
การเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่สิ่งท้าทายก็คือ พัฒนาตนฝึกตนอย่างไร
มันจึงมีวิชาความรู้ เพื่อระงับความไม่รู้ ให้อวิชชาเปลี่ยนเป็นวิชชา
อวิชชาเปลี่ยนเป็นวิชชา ทุกข์ซึ่งเป็นผลของอวิชชาย่อมดับไป
พุทธองค์เข้าถึงความจริง แล้วพระองค์ทรงเปิดเผย แสดง ทีแรกพระองค์สงสัยเหมือนกันว่า
เอ๊ะ มนุษย์จะเข้าใจได้มั้ย? หรือจะลึกซึ้งเกินความสามารถของมนุษย์ พระพรหมสหัมปติมายืนยันว่า
มนุษย์ที่มีที่มีกิเลสน้อย ที่มีศักยภาพ มีอยู่ พระองค์จึงได้เผยแผ่
ความรู้ในทางออกจากทุกข์ ตลอด 45 พระพรรษาฏโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดความเหนื่อย
ทีนี้ในศาสนาที่เอาความเชื่อเป็นใหญ่
และความสุขจากความเชื่อเป็นที่พึ่ง มาร ซาตาน หรือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความสงสัย
ความสงสัยเป็นศัตรู ทำยังไงมันจึงไม่สงสัย ทางพุทธศาสนา ก็มองความสงสัยอีกแบบหนึ่ง
ไม่ได้มองเป็นศัตรูเสมอไป จะต้องแบ่งศรัทธา เอ่อ ความสงสัย ออกเป็น ๒...๒
อย่าง ชาวกาลามะ สงสัยกันว่า ศาสนามีไม่รู้กี่ศาสนา ศาสดาแต่ละศาสดาผ่านมา
แสดงธรรมะของท่านให้เราฟัง แต่ละคนแต่ละองค์มา เก่งมากพูดดีน่ามากน่าเชื่อถือมาก น่าเลื่อมใสศรัทธา
แต่พอผ่านไปแล้วไม่นาน ก็มีศาสดาองค์อื่นมา พูดในเรื่องที่ตรงกันข้าม ฟหรือคงเป็นคนละทางกับองค์ที่เคยมา
แต่ปรากฏว่าน่าเชื่อถือมาก น่าเลื่อมใสศรัทธา พูดเก่ง เลยสงสัย ว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครถูกใครผิด
ในเมื่อแต่ละคนมีcharisma มีการพูดดีมีบารมี เราดูไม่ออก แต่คำพูดและคำสอนของแต่ละองค์นั้น
เข้ากันไม่ได้
พุทธองค์ทรงชื่นชมว่า
ชาวกาลามะ สงสัยในสิ่งที่ควรสงสัยคือความสงสัยที่ควรสงสัย ก็คือการสำนึก
การยอมรับ ว่าเราไม่มีความรู้พอ ไม่มีข้อมูลพอ ที่จะตัดสินในเรื่องนี้ ไม่ด่วนสรุป
ไม่รับด้วยความงมงายปฏิเสธในความงมงาย ยอมรับว่าไม่รู้
ไอ้การยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ น่าจะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของบัณฑิต พาลต่างหากที่ต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ถ้าพาลนี่ถึงจะผิด ก็รับไม่ได้ว่าผิด ต้องสู้ที่สุดเพื่อจะป้องกันความคิดความเห็น
ทั้ง ๆที่ตัวเองรู้ว่าไม่ใช่ แต่รับไม่ได้ว่าตัวเองผิด บัณฑิตก็จะพูดว่า
เอ่อ ใช่ เอ่อ ฉันก็ผิดเหมือนกันเน๊าะ ขอบคุณมาก นี่คือบัณฑิต
ทีนี้
ผู้ที่แสวงหาความจริง จริงๆ ถ้ามีใครชี้ว่า เรื่องนี้คิดผิดแล้วนะ จะรู้สึกขอบคุณมาก
เพราะกำลังหลงทาง ผิดทาง ไม่ได้ถือว่าเสียศักดิ์ศรี ถือว่าขอบคุณ ไม่งั้นไม่รู้ถ้าไม่ได้บอก
ไม่รู้จะหลงอีกซึ่งนานเท่าไหร่ มีความสงสัยก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอาการของพาล
หรือคนโง่ แต่เป็นการยอมรับขอบเขตของความรู้ต่างหาก พุทธองค์จึงชื่นชม แต่ความสงสัยที่ถือว่าเป็นกิเลส
คือมลทินอยู่ในใจความเศร้าหมองอยู่ในใจ แต่ครอบคลุมมันครบแล้ว ครบเท่าที่จะครบได้ ในเวลาที่จำกัด
แต่ตัดสินไม่ได้ commitไม่ได้ อุทิศตนไม่ได้ กลัวว่าผิด
กลัวว่าขายหน้า กลัวขาดทุน กลัวเสียเวลา นี่คืออาการของพาล
ตรงที่ว่าต้องการสิ่งที่ธรรมชาติให้เราไม่ได้ คือการตัดสินในทุกๆเรื่อง ก็ย่อมมีการเสี่ยงในระดับใดระดับหนึ่ง
ถ้าเราต้องการรู้ล่วงหน้า ว่าอย่างไรกันแน่ ขอมั่นใจ 100% ทมันไม่มีหรอก
มั่นใจ 100% มันไม่มี แต่เราหาข้อมูล ข้อมูล ถ้าถึงเวลาที่จะตัดสิน
ก็ต้องตัดสิน แล้วก็ดูผลที่เกิดขึ้นมา บางคนตัดสินไม่ได้ สงสัยเพราะเป็นperfectionist อ่ะนะ
อาตมาก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำว่า
perfectionist เพราะperfectionistก็ไม่เป็นperfectionist แปลว่าอะไร? แปลว่ายังงี้ คือ เอ่อ ถามว่าอะไรคือperfection? สิ่งที่คุณต้องการ ต้องการให้perfect แล้วperfectคืออะไร? นี่แค่นี้ก็พูดยากอยู่แล้ว แต่ถ้าperfectในความหมายของเรา
perfectก็ต้องperfect ทั้งมรรคและผล
สมมติว่าในระหว่างการทำงาน จิตใจก็เครียด ฟุ้งซ่านวุ่นวาย อืม ก็ไม่perfectอยู่แล้ว ใช่มั้ย? ทำไมเรามองperfectต้องเป็นเรื่องของ
ผลของการกระทำ ไม่ได้เอาperfectรวมถึง จิตใจของผู้แสวงหาความperfect ระหว่างการทำ ระหว่างทำงานจิตใจกำลังแย่อยู่ แล้วไปอ้างว่าเป็นperfectionist เอ้า ทำไมๆไม่ดูความimperfectของจิตใจในขณะปัจจุบัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ได้ แทนที่จะหาสิ่งที่ อ่า ไม่มี ในโลกที่เป็นจริง
เรื่องการแสวงหาสิ่งที่ไม่มี
มันจะperfectได้ยังไงแค่ความคิดที่จะหาสิ่งที่perfect
นั่นก็ไม่perfectแล้ว เพราะเป็นเรื่องของความหลง
แล้วเป็นบัณฑิตที่จะแสวงหาสิ่งที่เข้าถึงได้ ที่มีจริง แสวงหาสิ่งที่ไม่มีจริงจะเป็นperfectได้ยังไง ทีนี้เรื่องของความสงสัย เอ่อ ไม่กล้า คิดวกวนอยู่เพราะกลัวผิด
เอ่อ กลัวขายหน้า กลัวเสียเวลา ก็ไม่มีวันที่จะ เข้าถึงสิ่งมีค่าได้เลย ต้องการความรับประกันที่ถูกต้อง
ได้ผลจริง สมหวังแน่นอน มันไม่มีหรอก
ฉะนั้น
ความสงสัยที่ควรสงสัยก็มี ความสงสัยที่ไม่ควรสงสัย อ่า ก็มี
แต่คำสอนพระพุทธเจ้าน่ะ พบเกี่ยวกับชีวิตจริงของมนุษย์
ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ว่ามี หรือไม่มี
หรือว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ 2,000 ปีที่แล้ว ไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่า ใช่หรือไม่ใช่
แต่มีทางที่เชื่อหรือไม่เชื่อ เชื่อแล้วก็มีความสงสัยเป็นเงาตามตัวตลอดเวลา
คอยคุกคามตลอดเวลา ที่จะต้องป้องกัน อ่า จะต้องต่อสู้ตลอดเวลา นี้พุทธองค์บอกว่าสงสัยในสิ่งที่ควรสงสัย
จะทำยังไง ก็ลงมือปฏิบัติสิ ในเรื่องของทุกข์เกิดเพราะกิเลส สุขแม้คือความดับแห่งทุกข์
เกิดเพราะการฝึกตน ฝึกกายฝึกวาจาฝึกใจ การรับอริยมรรค มีองค์ ๘ พุทธองค์ก็ตรัส ตรัสไว้อย่างนี้ไม่ต้องการให้เชื่อ
และไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องเชื่อ นอกจากจะเชื่อไว้เหมือนเป็นสมมติฐาน
โดยรู้ตัวว่าเป็นสมมติฐานแล้วก็ลอง ลองทำดู ในการที่เราสงสัย แล้วไม่รับ 100% จนกระทั่งสัมผัสเป็นประสบการณ์ตรง พุทธองค์ไม่ถือว่าเป็นการเสียความเคารพในพระองค์
ตรงกันข้าม ท่านถึงชื่นชม สรรเสริญ
อาตมาเคยดื้อมากกับหลวงปู่ชา
คือตอนปี อืม ปี 23 อาตมา เอ่อ กลับไปวัดป่าพงอ่า ไปต้อนรับหลวงพ่อสุเมโธกับคณะ
มาจากอังกฤษ หลวงพ่อสุเมโธมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไปสร้างวัดอยู่ที่ต่างประเทศ ทั้งพระฝรั่งมาชุมนุมกันที่วัดป่าพง
ปีนั้นอากาศหนาวมาก ก็มี สมัยก่อนนี้ไม่ค่อยมีปานะอะไรมาก เอ๊ จะต้มน้ำร้อนมั้ย? คือทุกคนก็นั่งตัวสั่น
เอ่อ สนทนาธรรมฟังธรรมะหลวงปู่ชา ทีนี้ห่างจาก ห่างจากหลวงปู่ชา เอ่อ
กุฏิหลวงปู่ชา มีกระตอบเล็กๆ มันมีที่เก็บของ กลางวันนั้นนะ อาตมาก็เดินผ่านไป
ก็เห็นมีน้ำตาลอยู่ใน อ่า อา สักทุ่มหนึ่งถ้าจำถูก ตอนกลางคืนเราก็ฉันน้ำ อ่า
น้ำร้อนกัน ไม่มี น้ำตาล เอ่อ จำไม่แม่นว่าหลวงพ่อเสียดายเน๊าะ
ไม่มีน้ำตาลก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปเลย อาตมาก็บอกว่าหลวงพ่อครับ
ผมเห็นน้ำตาลอยู่ในกระตอบนั่น ไม่มีหรอก อันนั้นไม่ใช่น้ำตาล ใช่ครับ อาตมายืนกราน
เห็นกับตาครับผม ไม่ใช่ ขอไปดูหน่อยครับ ผมไปดูแล้ว ไม่ใช่ กลับมา ท่านว่า อื้อ
ฌอนน่ะ ไม่เชื่อใครง่ายเน๊าะ ดี ไม่รู้ว่าด่าหรือชม หึหึ ท่านก็รู้ว่าไม่ใช่ แต่อาตมาแม้แต่ครูบาอาจารย์นั้น
สมัยนั้นยังไม่เชื่อ อยากเป็นฮีโร่ ถือน้ำตาลถวายครูบาอาจารย์ มันไม่ใช่ แต่ครูบาอาจารย์นี่ เอ่อ เริ่มตั้งแต่พุทธองค์ว่า
เอ้อ อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆนะ ลองทำ เพราะว่าลองทำแล้ว อืม เห็นแล้ว รู้แล้ว ความเชื่อนี่มันพ้นจากความงมงายละ
พ้นจกาความคุกคามของความสงสัยแล้ว เพราะรู้กับตัวว่า โอ้
เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ฉะนั้นคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่างต้องเอาไปปฏิบัติ
ไม่ใช่ พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งแห่งการนับถือ นี่คำนี้มันใช้ไม่ได้ ต้องเป็นศาสนาแห่งการถือเอาปฏิบัติ
และเรื่องของทาน เรื่องของศีล เรื่องของภาวนา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราต้องมาดู
เอามาลองดู เอามาทำดู ศีล ท่านสอนว่าเรารักษาศีล ศีลรักษาเรา โอ ถ้าเรารักษาศีลทั้ง ๆที่มีอะไรที่จะกดดันให้ผิดศีล
ยั่วยุให้ผิดศีล แต่รักษาศีลด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้น อู้ ใช่เลย อืม
เมื่อกลับจากอินเดีย
จะเล่าเรื่องที่เกิดที่อินเดีย เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว อาตมาเดินธุดงค์จากพุทธคยาไปสารนาถ
แต่ไม่อยากเดินตามถนนใหญ่ เพราะรถเยอะ สมัยก่อนไม่ค่อยมีแผนที่ แล้วก็มีแผนที่แต่ไม่ค่อยชัดเจน
ก็อาตมาก็ เอ๊ มาทางนี้ออกมาทางนี้ น่าจะได้ หวังว่า แต่นี้ก็มีถนนที่ที่อาตมาว่าน่าจะ
ถนนเล็กที่อ้อมไปทางเหนือนะ มันจะ มันถึงแม่น้ำสายหนึ่ง แล้วถนนในแผนที่ ถนนจบฝั่งนี้
แล้วก็เริ่มฝั่งนู้น อาตมาคิดว่า แหมมันน่าจะข้าม ได้นะ ถ้ามีถนน
จากฝั่งนี้ไปถึงแม่น้ำ จากแม่น้ำไปฝั่งโน้น อ่ะ ลอง ไม่ต้องคิดมาก ก็สุดท้ายไปถึงแม่น้ำ
ตรงหน้าร้อน อ่า ไม่ใช่หน้าร้อนน่ะ ธันวา แต่น้ำแม่น้ำก็หดลงไปมากแล้ว
ต้องเดินข้ามทรายเกือบกิโล อู้หู ทรมานมาก เท้าพองหมดเลยละ แล้วทรายร้อนๆเข้าไปในทรมานทรมาน
ในที่สุดก็ถึงฝั่งแม่น้ำ ปรากฏว่ามีเรือข้าม ไม่มีสะพานเหมือนที่เราคิด
หรือที่เราอยากให้มี เรือก็เก็บสตางค์ ๑ รูปี ชาวบ้านก็อันนี้อันนี้ ๑ รูปี
บอกว่าไม่มี ๑ รูปีไม่มี บอกว่าไม่ได้ ๑ รูปีก็ไม่มี จะทำยังไง ถ้าอาตมาจะขอเค้า
ก็คงจะมีคนใดคนหนึ่ง ให้เราเหมือนกัน แต่เราขอไม่ได้ เพราะผิดศีล แค่ ๑
รูปีเอง เราขอไม่ได้ เราก็ไปหนั่งใต้ต้นไม้ ก็คิดว่าคนมาก็วันหนึ่งเป็นร้อย ๆ
ก็น่าจะมีสักคนที่สงสาร ในที่สุดก็มี คนหนึ่งที่ขอถวาย แล้วก็ข้ามแม่น้ำไป
นั่นก็บ่าย ๒ บ่าย ๓ เดินออกจากแม่น้ำ ขึ้นเขามีร้าน ร้านขนม เจ้าของร้านขนม เชิญนั่ง
ไม่เคยมีมาก่อน นั่งแล้วก็เอาขนมอินเดียมาถวาย เหมือนในความฝันเลยนะ มองดู
เค้าแบบภูมิใจมาก ที่ถวายขนมพระธุดงค์ ทำไมมองล่ะ ฉันไม่ได้ มันเลยเวลา ที่สำคัญคือมันไม่มีในสมอง
ไม่มีในradarเลย ที่จะว้า เอ้อ แค่นี้ เอ่อ
ไม่ใช่ว่าจะฉันเลยเวลาบ่อยๆ แค่นานๆที อย่ายึดมั่นถือมั่นอะไรมากเลย ปล่อยวาง มันไม่คิดอย่างนั้นเพราะเราชอบขนมอินเดีย
แต่เรารักศีลของเรา ศีลต้องมาก่อน เรารักษาศีล ศีลรักษาเรา
น่ะ ไม่เคยมีว่า เรา-เรารักษาลิ้นไว้ ลิ้นจะดูแลเรา
ดังนั้นพอศีลเป็นที่พึ่งแล้ว
ทุกอย่างมันชัดมันง่าย ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดมันจะได้ไม่ได้ไม่ต้องคิด ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก
ก็กิเลสเล็กๆน้อยๆ ไม่เป็นไรมันดักได้ ไม่ต้องคิด จะไปขออะไร คือตอนนั้นมีความกดดันมาก
เพราะว่าอาตมามีเวลา ๘ วันที่จะเดินจากพุทธคยาไปสารนาถ ระยะทางเรากะคร่าวๆ ระหว่างประมาณ
๓๒๐ – ๓๓๐ ต้องเดินวันละ ๔๐ กิโล
ในเส้นทางที่ไม่รู้จัก และเป็นคนที่ชอบหลงทางด้วย แล้วก็หลงวันถัดมาก็หลงทางเหมือนกัน
แล้วก็มีความสงสัย ถ้าวันใดวันหนึ่งบิณฑบาตไม่ได้ มันจะเอาแรงมาจากไหน เดิน ๔๐ กิโล
ก็มีความกดดันมาก แล้วก็จะต้องดูเวลาว่าวันนี้ได้กี่กิโลละ ก็ไปถึงแม่น้ำ นั่งคอย –
๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง จนกระทั่งมีผู้ใจดีมานิมนต์ แต่เราไม่ได้คิดเลยว่าจะ อนุโลมเรื่องวินัย
เพราะเรารักษาศีล ศีลรักษาเรา
อื่อ
อันนี้ก็คือ ความเป็น...เป็นพระ เป็นอย่างนี้ ของโยมก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าศีล
ศีล ๕ ก็พยายามรักษาอยู่ วันนี้อาตมาก็ดุโยม โยมเค้าก็บอกว่าเค้า เค้ารักษาศีล
๕ บ้าง อาตมาก็เอ๊ศีล ๕ บ้างนี่มันยังไง ช่วยอธิบาย ถ้าศีล ๕ บ้างก็เลยว่า
ไม่ใช่ศีล ๕ ล่ะสิ คือถ้ายังงั้นเราจะไม่ได้อานิสงส์ของศีล อานิสงส์ของศีลก็เกิดเมื่อเป็นเด็ดขาด
อันนี้ไม่ได้ จบ แล้วจะทำให้เกิดผลดีในจิตใจ เกิดความเด็ดขาดในใจ มีการเสียสละ
มีความ อ่า ไม่คิดมาก ไม่ตามกิเลส ไม่คิดเข้าข้าง ตัวเองในเรื่องสำคัญๆ พอเรารักษาศีลแล้วก็ดูผลที่เกิดขึ้น
เอ่ ในเรื่องของจิตใจ ในเรื่องความอดทนเรื่องการบริหาร กายวาจา ภายในขอบเขตที่เราเลือกไว้ด้วยความสมัครใจ
ความเคารพนับถือตัวเอง ความเป็นเพื่อนกับตัวเอง เอ้อ ใช่ๆๆๆ
อ่า ผลดีที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ในครอบครัวในชุมชน เอ้อ
ใช่ๆๆๆ งั้นศรัทธาความเชื่อเกิดขึ้นเพราะเราฝึกตน เรื่องของ การเจริญสติ
เรื่องของสมาธิ เรื่องของปัญญา เป็นสิ่งที่พิสูจน์ยากกว่าทานหรือศีล
แต่ไม่เหลือวิสัย
ในการฝึกจิต
ถ้าตั้งเป้าสูงเกินไป เรื่องฌานเรื่องญาณ บางทีรู้สึก โอ๊ ไม่ได้
มันก็ยังไม่ได้อะไรจากการนั่งสมาธิ แต่ลดระดับลงมา
ก็ดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต คุณภาพชีวิต ตั้งแต่เรื่องความละอายต่อบาป
ความเกรงกลัวต่อบาป ความอดทนความรอบคอบความกตัญญู อ่า ความเมตตา เอ่อ การให้อภัย หลายสิ่งหลายอย่างเนี่ยะ
ที่ดีขึ้น ไม่ใช่ดีขึ้นโดยบังเอิญ ดีขึ้นเป็นผลของการฝึกตน
ฉะนั้นอย่าไปดูสูงเกินไป เริ่มต้นจากธรรมดาธรรมดาในชีวิต
ทีนี้มันดีขึ้นแล้วก็ทำต่อ
ฉะนั้น
ในวันแรกของการภาวนา มันก็มีสิ่งท้าทาย เรื่องความง่วง อ่า เรื่องความฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องธรรมดา
คนที่เคยเข้าก็รู้ว่า ก็ต้องมีอย่างนี้เป็นวันแรกไม่มากก็น้อย ใจเย็นๆ อดทน อ่า อย่าเพิ่ง อ่า สงสัย ในเรื่องนี้ ดูไปรู้ไป
มันก็ดีขึ้น แล้วถือว่า โอ๋ เรามีบุญเน๊าะ มาบ้านบุญก็ต้องมีบุญ อ่า
เป็นส่วนหนึ่งของบุญของบ้าน อืม การ การภาวนาอยู่ที่ความเพียร
ทำความเพียรแล้วเป็นตัวบุญ บุญในการฝึกป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส ครอบงำจิต เมื่อจิตมีกิเลสครอบงำ
จะเป็นความง่วงความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่จะปล่อยวาง นี้ก็เป็นตัวบุญ
ความป,กฝังสติสัมปชัญญะ อาตาภิคุณงามความดีก็เป็นตัวบุญ และเมื่อสิ่งดีๆเริ่มปรากฏ
เราก็พัฒนาหล่อเลี้ยง ทำให้เจริญงอกงาม เป็นตัวบุญ
ฉะนั้นการภาวนา
หรือการทำบุญ นั่งสมาธิก็คือการทำบุญ ทำจิตให้เป็นบุญ ความเป็นบุญก่อนแล้วจึงจะพ้นจากบุญให้สูงกว่าบุญอีก
แต่ก็ต้องทำให้เป็นบุญเสียก่อน เอาล่ะ วันนี้ก็ได้แสดงธรรมพอสมควร.
...หันทพมะยังธรรมาคาถา
สาธุคะลัง ถะทามาเส สาธุ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น