หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “วิกฤตการณ์ทุนนิยม” วันที่ 28 ตุลาคม, 2026

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “วิกฤตการณ์ทุนนิยม” วันที่ 28 ตุลาคม, 2026

Wolff Responds: "Crisis Capitalism" Dated October 28, 2026

          https://youtu.be/LwUuTVZYflo?si=LDBGNNqzBqPp-XoD

          ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทั้งหลายสู่รายการ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ผมเรียกรายการตอนนี้มาว่า ‘วิกฤตการณ์ทุนนิยม’. และฟผมกำลังคิดถึงฝรั่งเศสและยุโรปในวันเวลาเหล่านี้ และอย่างไรที่ลัทธิทุนนิยม, รูปร่างสมัยใหม่ของทุนนิยมที่ได้กำเนิดขึ้นที่ในยุโรป, ในอังกฤษโดยเฉพาะพิเศษ, ใน ศตวรรษที่ 17 และแบกพายุโรปให้เป็นศูนย์กลางของมัน และและจุดสูงสุดของโลกทั้งใบในตอนนี้, กำลังอยู่ในกระบวนการดึงมันกลับลงมาสู่จุดที่ค่อนข้างต่ำต้อย, เหมือนอย่างที่เป็นอยู่แต่เดิมในอดีตนานมาแล้ว, ก่อนที่ลัทธิทุนนิยมจะเข้ามา. และในระหว่างทางนั้นก็จะมีช่วงเวลาต่างๆ เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ปะทุรุนแรง ซึ่งเราเรียกมันว่า 'วิกฤตการณ์ทุนนิยม’  และเราก็กำลังอยู่ในช่วงเวลานั้นในตอนนี้.    (Welcome friends to another ‘Wolff Responds’. I call this one ‘Crisis Capitalism’. And I’m thinking about France and Europe these days and how the capitalism, the modern form of capitalism that was born in Europe, in England particularly, in the 17th century and carried Europe to be the center of and the pinnacle of the whole world is now in the process of bringing it back down to the relatively lowly position it had way back before capitalism came. And along the way there are moments, explosive moments and we call them crisis capitalism and we’re in one now.)

          และเผื่อคุณจะคิดไปเองว่าเรื่องนี้จะจำกัดอยู่แค่ในฝรั่งเศสและยุโรปละก็, ขอให้ผมรับรองกับคุณเลย, ว่าเหมือนกับอีกหลาย ๆ สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในยุโรปแล้วข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกมา, เรื่องนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน. เอาละ, แล้วอะไรคือปัญหารึ? เอาละ, การที่จะเริ่มต้นที่จะแสดงให้คุณเห็นว่า มีวิกฤตการณ์ทุนนิยม ที่ในฝรั่งเศส ขอให้ผมอธิบายถึงเรื่องเมื่อสองเสาร์สุดท้ายในเดือนตุลาคม. อะไรคือพวกมันรึ? เอาละ, ผมตระหนักได้ว่าไม่ได้เป็นเสาร์หน้าที่ถัดไปคือสองเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคม แต่เป็นเสาร์ที่ 3.  (And just in case you imagine that this is going to be limited or restricted to France and Europe let me assure you like so many other things that began in Europe and made their way across the Atlantic this one is just as likely to do so. Alright, so what’s the problem? Well, to begin to show you that there’s a crisis capitalism in France let me describe the last two Saturdays in October. What were they? Well, I realize not the very last next-to last two Saturdays in October.)

          วันเสาร์แรก, นักเรียนและครูของพวกเขาหลายล้านคนได้ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนในประเทศฝรั่งเศส เพื่อประท้วงต่อต้านการปล่อยปละละเลยกับการศึกษาอย่างน่าสะอิดสะเอียน. นักเรียนต่างพากันบ่นเรื่องหนูในห้องเรียน, และเรื่องที่ไม่มีครูมาสอนในห้อง, เนื่องจากพวกเขาไม่มีการจ้างครูมาแทนคนที่ลาออกไปทำงานอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะค่าตอบแทนที่ต่ำมาก และเหตุผลอื่น ๆ อีกสารพัด. นั่นคือวันเสาร์กลางเดือน, ส่วนวันเสาร์รองสุดท้ายของเดือนตุลาคมคือการตอบสนองของประชาชนต่อความรุนแรงในวันเสาร์แรกนั้น. ผมไม่ได้หมายถึงความรุนแรงที่ถูกซัดทอดว่าเป็นฝีมือของผู้ประท้วงหรอกนะ, เพราะเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก, มีแค่การขว้างก้อนหินพังหน้าต่างร้านค้าอยู่บ้างเล็กน้อย, แล้วก็ศาลากลางจังหวัดที่เกิดไฟไหม้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนวางเพลิงจนเผาวอดไปทั้งหลัง.  (In the first one, millions of students and their teachers went out into the streets of France protesting against the horrible neglect of education. Students complaining about the rats in their classroom and the teachers not in their classroom because they didn’t hire replacements for the teachers who took another job in part because the pay is so poor, etc., etc. That was the middle Saturday, the next-to-last Saturday of October was response of the people to the violence of that first Saturday. I don’t mean the violence attributed to the protesters. There was very little of that. A little bit of throwing rocks through store windows and a town hall that caught fire, no one knows who set it and burnt down.)

สิ่งที่เป็นที่รับรู้กันดีก็คือ ตำรวจได้ใช้กำลังรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างบ้าคลั่ง ทั้งตัดมือของคนคนหนึ่ง, ทำลายตาของคนคนหนึ่ง, ทุบตีใบหน้าของผู้คน, และกระทำการอันป่าเถื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแบบที่การปราบปรามของตำรวจมักจะทำอยู่เสมอ. กระตุ้นให้เกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างท่วมท้น, ฝ่ายขวา, กลุ่มธุรกิจ, และรัฐบาลของมร. มาครง พวกเขามุ่งเป้าไปที่ความรุนแรงที่พวกเขากล่าวว่าเป็นฝีมือของผู้ประท้วง. พวกเขาไม่ต้องการยอมรับว่ามีการใช้ความรุนแรงโดยตำรวจ.  (What is known is that the police wildly overacting cut off some one person’s hand, destroyed one person’s eye, beat people in the face and did what police repression so often does. Provoke massive sympathy. The right-wing, the business community, and the government of Mr. Macron, they focused on the violence they attributed focused on the violence they attributed to the protesters. They don’t want to admit violence done by the police.)

แต่กล้องโทรทัศน์ก็จับภาพเหตุการณ์นั้นไว้ได้มาก. และการที่มีผู้คนจำนวนมากมาร่วมชุมนุมประท้วง ทำให้สิ่งที่พวกเขาบอกเล่าสู่กันฟังหลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลงนั้น มีพลังมากพอ ๆ กับสิ่งที่สื่อพยายามจะบอกกับประชาชน. ดังนั้น, วันเสาร์ที่สอง, นั่นคือเหตุการณ์เกือบสุดท้ายในเดือนตุลาคม, ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าที่มีการจัดการอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น. รัฐบาลได้จัดกำลังตำรวจและทหารมากกว่า 70,000 นาย. เป้าหมายคือการลาดตระเวนไปตามท้องถนนทุกสายของฝรั่งเศส เพื่อข่มขู่ไม่ให้ผู้คนเข้าร่วม เพราะพวกเขาจะกลัวสิ่งทีตำรวจที่ใช้ความรุนแรงอาจจะทำ.  (But the TV cameras caught a lot of it. And so many people were in the protests that what they told one another when it was all over was just as powerful as what the media tried to tell people. So, the second Saturday, that’s the next to last one in October, was a more organized confrontation. The government assigned over 70,000 police and army. The goal was to patrol all the streets of France to intimidate people from participating because they’d be afraid because they’d be afraid of what violent police would do.)

และเกิดอะไรขึ้นมาแทนก็เป็นจำนวนใหญ่โตมากยิ่งขึ้นหลายล้านของคนรฝรั่งเศสทั้งชายและหญิง ได้ออกมาในวันเสาร์ที่สอง. คำขู่บังคับจากทางรัฐบาลไม่ได้ผล. ความหวังของรัฐบาลที่จะปราบปรามความไม่พอใจนั้นล้มเหลว. ความหวังของรัฐบาลที่จะให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านแทนที่จะเข้าร่วมการประท้วงนั้นล้มเหลว. มีแม้กระทั่งคลิปวิดีโอหนึ่งที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งเผยให้เห็นภาพตำรวจปราบจลาจลแถวยาวเหยียดในชุดเกราะครบชุด, ต่างพากันถอดหมวกนิรภัยออกแล้วเดินขบวนร่วมไปกับกลุ่มผู้ประท้วง.  (And what happened instead was that a much larger number of millions of Frenchmen and women came out on the second Saturday. The government’s threat of intimidation failed. The government’s hope to repress discontent failed. The government’s hope to keep people indoors rather than participating in the protest failed. There was even one video shot that went viral which showed a whole line of anti-riot police all geared up in their armor having taken off their helmets and marching with the pro-protesters.)

และในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงสิ้นเดือนตุลาคมพอดิบพอดีในขณะที่ผมกำลังนำเสนองานนี้อยู่ ระบบทุนนิยมในฝรั่งเศสและระบบทุนนิยมในพื้นที่อื่น ๆ ของยุโรปต่างก็กำลังสั่นคลอน และมันจะยังคงสั่นคลอนต่อไป. เพราะมันตระหนักดีว่า ประเด็นปัญหาที่ทำให้ผู้คนหลายล้านคนในฝรั่งเศสพากันออกมาท้องถนน—จนเกิดความมุ่งมั่นและความโกรธแค้นที่จะไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ—นั้น เป็นประเด็นปัญหาที่รากลึกและไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น. เอาละ, อะไรคือประเด็นทั้งหลาย?  (And so now at the very end of the month of October when I’m making this presentation, capitalism in France and capitalism elsewhere in Europe is shaken and it is continuing to shake. Because it knows that the issue that brought out those millions in France that gave them the determination and the anger to not be intimidated by violent police means that the issues run deep and not just in France. Well, what are the issues?)

เอาละ, เราไปกันเลย. อย่างแรกและนำหน้าเลย, ประเด็นปัญหาทั้งหลายคือเรื่องของการบริการภาครัฐ, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ระบบขนส่งสาธารณะ, ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สังคมฝรั่งเศสกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล. ถ้ามีเวลา, ผมคงจะย้อนดูประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสให้พวกคุณเหก็นชัดได้ ว่ามันทำงานกันยังไง. แต่เอาเป็นว่าขอสรุปให้ฟังแบบนี้แล้วกัน. ชนชั้นแรงงานในฝรั่งเศสลุกฮือขึ้นมาเป็นระยะๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก, มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789. นานมาแล้ว. เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว.  (Here we go. First and foremost, the issue is government services, schools, hospitals, transportation systems all of the things that in the French society have been assigned to the government. If I had time, I’d go through French history to show you know that worked. But let me summarize it this way. The working class in France has risen up periodically. This is not the first time. It begins with French Revolution back in 1789. Long time ago. Over 200 years.)

และชาวฝรั่งเศสก็ติดเป็นนิสัย. เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่พอ, เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีพอ, พวกเขาจะไม่รอจนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป. พวกเขาไม่ยอมเสียเวลารอฟังคำปราศรัยอีกต่อไปจากนักการเมืองอีกคนที่เพียงแค่ต้องการให้พวกเขากลับบ้านและหุบปาก. พวกเขากระจายกำลังกันออกไปตามท้องถนนเพื่อทำให้ทุกคนตระหนักว่าข้อเรียกร้องของพวกเขานั้นเร่งด่วนเพียงใด. นั่นคือ ปัญหาหนูในโรงเรียน และการมีจำนวนครูที่มากพอเพื่อทดแทนคนที่เกษียณอายุหรือลาออก. นั่นคือสิ่งที่บรรดาครูที่ประท้วงหยุดงานเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนต้องการจริง ๆ. (And the French people developed a habit. When they’re not taken care of property, when they’re not treated decently, they don’t wait for the next election. They don’t wait for yet another speech by another politician whose purpose is just to get them to go back home and shut up. They go into the streets to make everybody aware how urgent their demands are. Rats in the schools and enough teachers to replace those who retire or quit. That’s really what the teachers wanted who went on strike a few weeks ago.)

แต่พวกเขากลับไม่ได้ไปเพราะเรื่องรายได้ของตัวเองเป็นหลัก, หรืออาจจะไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นเลยด้วยซ้ำ. พวกเขาได้ไปยังระบบการศึกษาที่ดีกว่าต่างหาก. ดีขึ้นที่จพะให้การศึกษากับเยาวชนฝรั่งเศส. การเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าสำหรับอนาคตของฝรั่งเศส. พวกเขากำลังประท้วงรัฐบาลที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน. ชาวฝรั่งเศสไม่ชอบการศึกษาเอกชน การศึกษาของพวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐ. และบริการสาธารณะนั้นก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีพอ. และเช่นนั้นเอง, ครูทั้งหลายจึงเริ่มการหยุดงานประท้วง. และ บรรดานักเรียนมัธยมปลายที่ครูส่วนใหญ่เหล่านี้เคยสอน, ก็ได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนชะตากรรม. เพราะพวกเขาเป็นคนฝรั่งเศสและพวกเขาซาบซึ้งในประวัติศาสตร์ของตัวเอง. (But they weren’t going mainly or even at all for their own income. They were going for a better school system. The better to educate France’s young people. The better to prepare for France’s future. They were protesting a government that didn’t do its job. The French don’t like private education. Their education is overwhelmingly public. And the public was being poorly served. And so, the teachers went on strike. And the high school students where many of these teachers taught made a fateful decision. Because they’re French and they feel their history.)

พวกตัดสินใจที่จะแสดงให้เห็นว่า ครูของพวกเขาได้รับความสนับสนุนจากพวกเขา. พวกเขารับรู้ว่าพวกครูต้องเผชิญกับอะไรบ้าง, พวกเขาร่วมทุกข์ร่วมสุขในสิ่งเดียวกับที่พวกครูต้องเผชิญ. และพวกเขาเข้าใจดีว่าใครคือตัวร้ายในเรื่องราวนี้. ดังนั้น, เหล่านักเรียนมัธยมปลายจึงได้พากันออกไป. นั่นคือสิ่งเกิดขึ้นในวันเสาร์แรก. อย่างรวดเร็วมาก,  พวกนิสิตนักศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งจะจบจากโรงเรียนมัธยมปลายเหล่านั้นมาได้เพียงไม่กี่ปี ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้น, แล้วพวกเขาก็พากันออกมาร่วมด้วย. ดังนั้น, ครูนั่น, แล้วก็มาเป็นนักเรียนมัธยมทั้งหลาย, แล้วก็มาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย.   (They decided to show that their teachers had their support. They knew what the teachers were going through. They suffered what the teachers suffered. And they understood who the bad guys in this story were and are. So, the high school students went out. That was that first Saturday. Very quickly, college and university students who had been in those high schools a very few years earlier understood exactly what was going on, and they went out. So, the teachers, then the high school students, then the university students.)

แต่แล้ว, ก่อนจะถึงวันเสาร์ที่สอง, ก็มีอย่างอื่นเกิดขึ้น. ชนขั้นแรงงานของฝรั่งเศส, เหนืออื่นใดทั้งหมด, ชนชั้นแรงงานที่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรไว้แล้ว. และผมหมายถึงอะไรรึ? คือแรงงานทั้งหลายที่ได้รวมตัวกันตั้งเป็นสหภาพทั้งหลาย, ผู้ที่อ่านหนังสือพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยสหภาพปแรงงานทั้งหลาย, ผมที่ไปประชุมพบปะที่จัดขึ้นโดยสหภาพแรงงานทั้งหลาย, ผู้ที่ได้เข้าใจว่าอะไรกำลังบังเกิดขึ้นอยู่เพราะเป็นสหภาพทั้งหลาย. พวกเขาได้ตัดสินใจที่จพะสนับสนุนและเข้าร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย, นักเรียนมัธยมทั้งหลาย, และครูทั้งหลายผู้หยุดงานประท้วง.   (But then, before the second Saturday, something else happened. The working class of France, above all, the organized working class1. And what do I mean? Workers who join unions, who take classes organized by the unions, who read the newspapers produced by the unions, who go to the meetings set up by the unions, who understand what’s going on because of the unions. They decided to support and join the university students, the high school students, and the striking teachers.)

1 The organized working class หมายถึง ชนชั้นแรงงานที่มีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อรวมกลุ่มกันปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของตนเอง โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุน (นายจ้าง) และรัฐบาล

องค์ประกอบและการขับเคลื่อนที่สำคัญ มีดังนี้ครับ:

  • สหภาพแรงงาน (Trade Unions / Labor Unions): เป็นรูปแบบการจัดตั้งที่ชัดเจนที่สุด แรงงานมารวมตัวกันเพื่อต่อรองเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
  • การนัดหยุดงาน (Strikes): เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันนายจ้างเมื่อการเจรจาไม่เป็นผล
  • พรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวทางสังคม: ในหลายประเทศ กลุ่มแรงงานที่จัดตั้งอย่างเข้มแข็งจะสร้างหรือสนับสนุนพรรคการเมืองของตนเอง (เช่น Labour Party ในอังกฤษ) เพื่อผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรมแก่คนทำงาน

คำนี้มักถูกใช้บ่อยในบริบทของสังคมนิยม (Socialism) และทฤษฎีมารก์ซิสต์ (Marxism) ซึ่งมองว่าหากชนชั้นแรงงานรวมตัวกันได้อย่างเป็นระบบ (Organized) จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและต่อสู้กับการกดขี่ทางชนชั้น ต่างจากแรงงานทั่วไปที่กระจัดกระจายและไม่มีอำนาจต่อรอง

ในตอนนี้, คุณมีพันธมิตรแนวร่วม แรงงาน-นักศึกษา ของจริงแล้ว, และนั่นคืออะไรที่ได้ออกมาในตอนในวันเสาร์ก่อนสุดท้ายของเดือนตุลาคม ปี 2026. นั่นคือสิ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีมาครง, รัฐบาล, ตลอดจนกองกำลังตำรวจและทหารอีกกว่า 70,000 นาย, ได้เห็นว่าพวกเขากำลังรับมือกับคนทั้งประเทศ. และสหภาพแรงงานไม่เพียงแต่เข้าร่วมการประท้วงเท่านั้น, แต่พวกเขายังทำในสิ่งที่สหภาพแรงงานเท่านั้นที่สามารถทำได้. มีแอยู่ห้าสหพันธ์แห่งสหภาพแรงงานทั้งหลาย. เหมือนเช่น AFL-CIO ที่ในสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศสก็มีห้าของพวกเขา, ห้าสหพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติ. (Now, you had a genuine worker-student alliance, and that’s what came out on the next-to-last Saturday of October 2026. That’s what showed Mr. Macron, the government, and the over 70,000 police and military that they had a whole country to deal with. And the unions not only joined in the protests; the unions did something which only unions can do. There are five federations of unions. What the AFL-CIO is in the United States2, France has five of them, five national union federations.)

2 AFL-CIO ย่อมาจาก American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations หรือในภาษาไทยคือ "สหพันธ์แรงงานอเมริกันและสภาองค์กรอุตสาหกรรม"

ข้อมูลสำคัญ

  • ประเภทองค์กร: เป็นศูนย์กลางสหภาพแรงงานระดับชาติและเป็นสหพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
  • การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1955 จากการควบรวมกิจการระหว่าง AFL (ก่อตั้งปี 1886 รวมกลุ่มคนงานตามทักษะ/งานฝีมือ) และ CIO (ก่อตั้งปี 1935 รวมกลุ่มคนงานตามอุตสาหกรรม)
  • จำนวนสมาชิก: เป็นตัวแทนของคนงานและผู้เกษียณอายุหลายสิบล้านคน ผ่านการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานระดับชาติและนานาชาติหลายสิบแห่ง

บทบาทและหน้าที่หลัก

  • การเจรจาต่อรองร่วม (Collective Bargaining): ช่วยให้คนทำงานเจรจากับนายจ้างในเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน
  • การขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมาย: มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายหรือนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงาน เช่น ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม ความมั่นคงในวัยเกษียณ (Social Security) และสวัสดิการด้านสุขภาพ [1]
  • กิจกรรมทางการเมือง: มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแคมเปญหรือนโยบายสาธารณะที่ก้าวหน้าและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพและผู้ใช้แรงงานในสหรัฐอเมริกา

พวกเขาทั้งห้าคนต่างเห็นพ้องต้องกันในการรับรอง, สนับสนุน, และเข้าร่วมกับกลุ่มนักเรียนและครูที่กำลังประท้วงหยุดงาน. และแล้วพวกเขาทั้งห้าก็ได้ประกาศโครงการที่พวกเขามีส่วนร่วม, เพื่อทำให้พลังและผลกระทบของการประท้วงนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิมเสียอีก. มีการเรียกให้มีการนัดหยุดงานทั่วไปในประเทศฝรั่งเศสวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้. นั่นคืออีกสองสัปดาห์หรือน้อยกว่านั้นจากในตอนนี้. และพวกเขากล่าวว่า, “เราหวังว่าเหล่านักศึกษาจะมาร่วมกับเรา. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม, เราจะไปร่วมกับพวกเขา.” ให้มีคนอีกหลายล้านคนเพิ่มเข้ามาใหม่เพื่อร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา.   (All five of them unanimously endorsed and supported and joined the students and the striking teachers. And then all five of them announced a project they were contributing to make the power and the impact of the protests even greater than they already were. They called for a general strike in France on November 5th. That’s in a couple of weeks or less from now. And they said, “We hope the students will join us. We will in any case join them.” Giving millions of protesters new additional millions to join them.)

และนั่นคือสาเหตุที่มันกลายเป็นวิกฤตของระบบทุนนิยม. เพราะการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ หมายความว่า แรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน รวมถึงอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก หรืออย่างน้อยก็อาจจะยังไม่ได้เป็นในตอนนี้ จะมาร่วมมือกับแรงงานที่เป็นสมาชิกเพื่อปิดตัวระบบทุกอย่างลงในวันที่ 5 พฤศจิกายน. รถเมล์, รถไฟ, รถไฟใต้ดิน, ร้านอาหาร, หอประชุม, โรงเรียน. ลองคิดดูสิ. นี่คือการแสดงให้เห็นเพื่อให้ชุมชนทั้งหมดตระหนักว่า, ถ้าคนทำงานไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง, ชุมชนก็หยุดชะงักลงในทันที. บรรดาคนงานต่างหากคือผู้ที่คอยขับเคลื่อนระบบนี้ และถ้าคุณไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดี, หรือไม่ใส่ใจว่าพวกเขากันต้องการอะไร พวกเขาก็จะหยุดทำงานที่คุณต้องพึ่งพาพวกเขาด้วยเช่นกัน.  (And that’s why it’s a crisis of capitalism. Because a general strike means that the unionized workers and many aren’t unionized or at least not yet will be joining the unionized workers to shut everything down on November 5th. The buses, the trains, the subways, the restaurants, the meeting halls, the schools. Think about it. It’s a demonstration to remind the whole community that if the workers don’t do their job, the community stops on a dime. It’s the workers who keep the system going. And if you don’t treat them right, and if you don’t care for what they need, they will deprive you of the work they do that you rely on.)

ทีนี้,อะไรที่คืออุปสรรคขัดขวางรัฐบาล? ทำไมสิ่งนี้จึงไม่สามารถให้บริการที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้และต้องการได้? บริการต่างๆ ที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มาเมื่อหลายทศวรรษก่อน และได้เพลิดเพลิน (หรือใช้ประโยชน์) มาจนถึงตอนนี้. รัฐบาลไม่สามารถทำมันได้, และจะไม่ทำมัน. ทำไมจึงไม่? เอาละ, นี้คือตอนสุดท้ายของเรื่องราวนี้. หลายปีที่ผ่านมา, เมื่อพรรคสังคมนิยมขึ้นมาบริหารประเทศฝรั่งเศส, พวกเขาได้ทำให้บริการสาธารณะส่วนใหญ่เหล่านี้ประสบความสำเร็จ. การศึกษาระดับอุดมศึกษาฟรี, ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่คุ้มครองคุณตั้งแต่เกิดจนตาย, ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่หรือไม่, เปลี่ยนงานหรือไม่, สุขภาพของคุณก็ได้รับการดูแล, และอื่น ๆอีกมากมาย.  (Now, what’s holding back the government? Why cannot it deliver the services that people need and want? The services that they fought for and got many decades ago and have enjoyed until now. The government can’t do it, won’t do it. Why not? Well, here’s the final part of this story. Some years ago, when socialists were in power in France, they got most of these public services accomplished. Free higher education, a national health insurance that covers you from birth to death, whether you’re working or not, change jobs or not, your health care is taken care of, and so on.)

สวัสดิการรัฐที่ให้ประโยชน์อย่างเต็มที่. ดีกว่าสิ่งเหล่านั้นในสหรัฐอเมริกา, และพวกมันก็เป็นแบบนั้นมานานแล้ว. สิ่งนั้นเคยมีภาษีจ่ายให้, แล้วรัฐบาลจะหาเงินจากไหนได้อีก? แต่คนรวยและบริษัทต่าง ๆ ก็ไม่อยากเสียภาษี. แล้วใครล่ะที่อยาก? แต่พวกเขาใช้เงินที่พวกเขาบริจาคให้กับเหล่านักการเมือง, พำวกดเขาใช้สื่อสารมวลชนที่มีเจ้าของเป็นคนร่ำรวยมากพอที่จะติดสินบนนักการเมืองทั้งหลาย, เพื่อทำให้รัฐบาล.  ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ถูกซื้อตัวและอยู่ใต้การควบคุมของพวกเขา, ที่จะยอมลดภาษีให้แก่บริษัทเอกชนและคนรวย. (Very generous public services. Better than those in the United States, and they’ve been that way a long time. That used to be paid for by taxes. How else would the government get the money? But rich people and corporations didn’t want to pay taxes. Who does? But they used the money they donated to the politicians, they used the mass media that were owned by people rich enough to pay off politicians, to get the government, the bought politicians they owned, to drop the taxes on corporations and the rich.)

ว้าว. การลดภาษีสำหรับพวกเขานั้นหมายความว่ารัฐบาลต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจัดสรรบริการต่างๆ ได้, แต่ถึงอย่างนั้นรัฐบาลก็ยังคงหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง. ดังนั้น, มันได้ทำอะไร? เอาละ, ในฝรั่งเศส, มันได้ทำเหมือนทุกคนอื่นๆทำ. มันได้ยืมเงิน. มันได้ยืมเงิน. ใครคือที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยืมเงินจากเขา? คำตอบ, บริษัทห้างหุ้นส่วนทั้งหลาย และคนร่ำรวย. แล้วทำไมพวกบริษัทและคนรวยถึงมีเงินให้รัฐบาลกู้ยืมได้ล่ะ? คำตอบคือ, เพราะรัฐบาลไม่ได้จัดเก็บภาษีจำนวนนั้นไป, แต่รัฐบาลกลับเห็นพ้องว่า, แทนที่จะนำเงินก้อนนั้นมาภาษีแล้วใช้ไปกับการให้บริการสาธารณะ, พวกเขาจะใช้วิธีกู้ยืมเงินก้อนนั้น.   (Wow. Lower taxes on them meant the government risked being unable to deliver services, but it was very fearful. So, what did it do? Well, in France, it did what everybody else does. It borrowed the money. It borrowed the money. Who did the French government borrow money from? Answer, corporations and the rich. And how come the corporations and the rich had money to lend to the government? Answer, because the government didn’t tax it away. The government agreed, instead of taxing the money and using it to provide public services, they would borrow the money.)

นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องจ่ายเงินจำนวนนั้นคืน และต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย โดยนับตั้งแต่วันที่ยืมไปจนถึงวันที่จ่ายคืน. และมันก็ใช้ได้ผลอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งพวกเขาพอกพูนหนี้สินขึ้นมามากขนาดนั้น. ไม่ใหญ่โตเท่ากับหนี้ของอเมริกา แต่ก็มากพอที่จะทำให้บรรษัทใหญ่ๆ และคนรวยทั้งหลายถึงจุดที่ต้องพูดว่า, “พวกเราจะไม่จ่ายภาษี, พวกเราจะไม่ยอมให้คุณมาเก็บภาษีกับพวกเรา, และพวกเราก็ไม่เต็มใจที่จะให้คุณกู้ยืมเงินอีกต่อไปแล้วด้วย, เว้นแต่ว่าคุณจะยอมจ่ายดอกเบี้ยให้พวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ, เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่คุณอาจจะไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้เราได้.” (That means they’d have to pay it back and they’d have to pay interest between the day they borrowed it and the day they paid it back. And that worked for a while until they built up such a level of debt. Not as big as the American debt, but big enough that now corporations and the rich have come to the point of saying, “We’re not going to pay taxes. We’re not going to let you put taxes on us, but we’re not willing to lend you money anymore, either, unless you pay us more and more interest to offset the risk that you won’t be able to pay us back.”)

และผลลัพธ์ที่เสี่ยงนั้นคืออะไร? ความเสี่ยงที่ว่าก็คือ, จะเกิดวิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยม, ที่ซึ่งประชาชนในทุก ๆ ประเทศจะลุกฮือขึ้นมาทำแบบเดียวกับที่ผู้คนในประเทศฝรั่งเศสกำลังทำอยู่, โดยการกล่าวว่า, “ไม่. ๆไม่, ไม่, ไม่.การโกงกินบนความเดือดร้อนของเรามันจบลงแล้ว, คุณจะต้องกลับไปเก็บภาษีพวกบริษัทใหญ่ๆ และคนรวย, เพราะมันไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว.” และเชื่อผมเถอะครับเพื่อน ๆ ว่านั่นคือปัญหาเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพราะทันทีหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของมร. ทรัมป์, พวกเราก็จะได้เห็น อีลอน มัสก์ เพื่อนซี้ของมร. ทรัมป์ ยืนถือเลื่อยไฟฟ้าอยู่บนเวทีนั่น. (And what is that risk? The risk is that there’ll be a crisis of capitalism, that the people will do in every country what they are doing in France, saying, “No, no, no.” This hustle at our expense is over. You’re going to go right back and tax corporations and the rich cuz there’s no other way out.” And believe me, friends, that’s the same issue here in the United States Right after Mr. Trump’s inauguration, we were able to see Elon musk, Mr. Trump’s buddy, with a chainsaw up on that platform.)

การป่าวประกาศอย่างอาจหาญว่าเขาจะปลดพนักงานรัฐจำนวนมาก, ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมไม่สามารถให้บริการสาธารณะที่เราต้องการและจำเป็นต้องได้รับจากพวกเขาได้อีกต่อไป. แล้วจะไม่เก็บภาษีพวกเขางั้นหรือ? เปล่าหรอก, พวกเราแค่กำลังจะตัดลดบริการลง,  และนั่นก็คือสิ่งที่เราทำมาตลอดอยู่แล้ว. และเราจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป จนกว่าประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ทั้งครู, นักเรียน, สมาชิกสหภาพแรงงาน, และคนทำงาน, จะกล่าวกับระบบของอเมริกาว่า, “หยุด. นี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก.” นั่นเป็นเพียงคำถามพื้นฐานข้อเดียว, และสิ่งที่พี่น้องของเราในฝรั่งเศสกำลังทำกันอยู่ในขณะนี้, ก็ได้สะท้อนคำถามนั้นให้เราเห็นอย่างแจ่มแจ้งที่สุดแล้ว.  (Boldly saying how he was firing large numbers of public employees, who of course could not then deliver the public services we want and need from them. Not going to tax them? No, we’re just going to cut the services, and that’s what we’ve been doing. And we’ll continue to do unless and until the people of the United States teachers, students, union members, workers say to the American system, “Stop. This cannot continue.” That’s the only basic question, and it is raised in all its clarity for us by what our brothers and sisters in France are doing as we speak.)

หากคุณคิดว่าเนื้อหาแบบนี้มีประโยชน์ โปรดช่วยแชร์วิดีโอนี้ให้กับคนอื่นๆ ด้วยนะครับ. นั่นคือเหตุผลที่เราจัดทำมันขึ้นมา. และหากคุณสามารถช่วยเราสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้, โปรดเข้าไปที่เว็บไซต์ของเรา democracyatwork.info และร่วมบริจาคตามกำลังที่คุณสามารถทำได้. และคุณจะรูเว่า นั่นพวกเราซาบซึ้งและขอบคุณทุกๆ ความช่วยเหลือที่คุณมอบให้เป็นอย่างยิ่ง. ขอขอบคุณ. (If interventions like this strike you as useful, please share this video others. That’s why we make them. And if you can help us cover the costs, please go to our website, democracyatwork.info, and help by dominating whatever you can. And you will know that we are grateful for all the help you provide. Thank you.)

https://youtu.be/LwUuTVZYflo?si=Zehek8LZyT0UDy_t

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น