ริขาร์ด วูลฟ์ฟ – “บทเรียนทั้งหลายจากฝรั่งเศส”
วันที่ 21 ตุลาคม, 2026
Wolff Responds: "Lessons From France" Dated October
21, 2026
https://youtu.be/CIIb22jnnX8?si=RQxGAleZifhC84Dj

ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่อีกตอนหนึ่งของ
‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ที่ผมเรียกคอนนี้ว่า “บทเรียนจากชาวฝรั่งเศส.”
เพราะสิ่งทั้งหลายกำลังแตกระเบิดในฝรั่งเศสตอนนี้ เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนให้ทุกคนได้เห็น
จากสิ่งที่มีการดำเนินการอยู่ในที่แห่งนั้น. แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้น,
ผมต้องการขะเตือนจำคุณก่อน. กำลังจะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้แล้ว, เราจะมีชั้นเรียนสี่บ่ายวันพฤหัสบดีที่ได้รับการสนับสนุนโดย
‘ประชาธิปไตย กำลังทำงาน’
และ โครงการฝ่ายซ้ายศึกษา. (Welcome
friends to another edition of ‘Wolf Responds’. I call this one ‘Lessons from
Franch.’ Because things are exploding in France and we
need to draw the lessons for everyone of what is being undertaken there. But
before doing that, I want to remind you. Starting tomorrow, we will have our four
Thursday afternoon classes sponsored by Democracy at Work and the Left
Education Project.)
เราได้พูดคุยเกี่ยวกับพวกนี้กันกับคุณมาก่อนหน้านี้แล้ว.
คุณสามารถดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงลงทะเบียนได้ที่นี่. คุณสามารถลงทะเบียนเรียนในส่วนที่หนึ่งซึ่งจะเริ่มในวันที่
22
ตุลาคม หรือส่วนที่สองซึ่งจะเริ่มในวันที่ 5 พฤศจิกายน
ได้. ทุกวันพฤหัสบดีติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เวลา 16:00 น. ถึง 18:00 น.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา ‘democracyatwork.info. เพียงแค่คลิกที่แบนเนอร์ด้านบนสุดของหน้าเว็บ. (We’ve talked about them with you
before. You can find out all the relevant details as well as register. You can
register for part one that starts October 22 or part two that starts November 5th.
Four Thursdays in a row, 4:00 to 6:00 p.m. The details at our website
‘democracyatwork,info’. Just click on the banner at the top of the page.)
ทำไมผมกำลังพูดถึงบทเรียนทั้งหลายจากฝรั่งเศส?
เพราะว่ามีอยู่พื้นที่ด้านหนึ่งที่ฝรั่งเศสเป็นอะไรประเภทผ๔บุกเบิก. ฝรั่งเศสเป็นผู้นำ; ฝรั่งเศสได้ไปถึงที่นั้นก่อนเป็นอันดับแรก. ไม่ใช่ในทุกเรื่อง,
แน่นอนละ ทุกประเทศมีพื้นที่ทั้งหลายที่มัน จุดแข็งที่โดดเด่นของมัน
และประเทศต่างๆ ที่ผลงานหรือการพัฒนายังคงตามหลังมาตรฐานอยู่เล็กน้อย. ในกรณีของฝรั่งเศส,
ที่ซึ่งพวกเขาได้นำหน้าของทุกคน, ก็คือในการไปถึงการล้มเหลวของรัฐบาลโดยการ
ลงไปสู่ถนนทั้งหลาย, โดยการเชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา,
สิทธิที่จะพูดโดยเสรี, สิทธิของการประท้วงได้โดยเสรี, สิทธิที่จะทำให้เป็นที่รู้ต่อผู้นำของประเทศของคุณ
เมื่อคุณมีความสุขหรือไม่มีความสุขด้วยอะไรที่พวกดเขากำลังทำกันอยู่นี้. (Why am I talking about lessons from
France? Because there’s an area where France is a kind of pioneer. France is a leader;
France gets there first. Not in everything, of course. Every country has areas
where it excels and countries where it’s a little bit behind the curve. In the
case of France, where they’re ahead of everybody, is in reaching to government
failure by getting into thew streets, by inviting the people to exercise their
democratic rights, the right of free speech, the right of free protest, the
right to make it known to the leadership of your country when you are happy or
unhappy with what they are doing.)
และมาถึงจุดที่คุณไม่ได้แค่บ่นกระปอดกระแปด,
ไม่ได้แค่เปรยๆ กับสามี, ภรรยา, ลูกๆ ,หรือเพื่อนบ้านของคุณอีกต่อไปแล้ว.
ที่ซึ่งคุณต้องการที่จะพูดต่อชุมชนทั้งปวง ซึ่งคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน.
และคุณออกไปร่วมกับผู้คนอื่นๆ ผู้ซึ่งรู้สึกในหนทางนีเ
และคุณทำให้มุมมอง/ความเห็นท้ะงหลายของคุณได้เป็นที่รู้จัก. (To the point where you’re no
longer just grumbling, you’re no longer just mentioning to your husband or your
wife or your children or your neighbor. Where you want to speak to the whole
community of which you are a part. And you get together with other people who
feel this way and you make your views known.)
และด้วยการทำมันเช่นนั้น,
ด้วยการขัดจังหวะการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของคนเรา เมื่อผู้คนไม่ได้กำลังทำนั่น,
คุณทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นวาระสำหรับทุกคนต้องนำกลับไปคิดถึงมัน. บนการเดินทางของพวกเขาที่จะไปทำงานเมื่อพวกเขาหยิบกาแฟของพวกเขาขึ้นมา,
พวกเขาเห็นคุณกำลังสวนสนามอยู่ในถนนกับป้ายทั้งหกลายของพวกคุณ.
และคุณก็รู้ว่าอะไรที่พวกเขาเหล่านั้นจะจบลงในการพูดคุยถึงมันแค่ในระหว่างจิบกาแฟตอนเช้านั้นรึ? เหมือนกับว่ามันไม่ใช่อะไรที่พวกเขาเพิ่งมองเห็น.
และแม้กระทั่งถ้าพวกเขาไม่ได้เป็น, ผู้คนนั้นพวกเขารื่นรมย์กับการจิบกาแฟด้วยการนำมันขึ้นมาพูดกัน.
(And
by doing it, by disrupting the normal everyday life when people don’t do that,
you put it on the agenda for everybody to think about. On their way to work
when people pick up their coffee, they see you marching in the street with your
signs. And you know what they end up talking about over coffee that morning?
Like it is not what they just saw. And even if they don’t, the people they
enjoy having coffee with will bring it up.)
และมันจะถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์,
และมันจะถูกออกอากาศทางโทรทัศน์, และลูก ๆ
ของคุณก็จะเป็นคนเอาเรื่องนี้มาบอกให้คุณรู้, และอะไรทำนองนั้น.
ไม่มีใครทำเรื่องแบบนั้นได้บ่อย ได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วน และอย่างเปิดเผย
เท่ากับประชาชนชาวฝรั่งเศสอีกแล้ว. และการทำเช่นนั้นเป็นการย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่นำพาพวกเขาเข้าสู่โลกยุคใหม่
ในปี 1789, ซึ่งเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว. แต่พวกเขาก็ทำมันจนได้ตอนนั้น, พวกเขาก็ได้ทำมันใน
ปี 1630, พวกเขาได้ทำมันในปี 1848 กระนั้นอีกครั้ง, พวกเขาได้ทำมันในปี 1871
เมื่อพวกเขาได้สถาปนารัฐบาลหนึ่งของผู้คนทำงาน.
(And it’ll be in the newspaper, and it’ll be on television,
and your children will bring it to your attention, and so on. Nobody does that
as often as carefully and openly as the people of France. And doing so goes
back to the great revolution that brought them into modern world, 1789, several
centuries ago. But they did it then, they did it in 1830 again, they did it in
1848 yet again, they did in 1871 when they established a working people’s
government.)
พวกเขาก็ได้โค่นล้มรัฐบาลเดิมในนครแห่งปารีสนั้น.
และในปี 1871, พวกเขาได้สร้างสรรค์ the Paris Commune
- ปารีสคอมมูน. หนึ่งในความพยายามทั้งหลายอันดับแรกที่เป็นดุจระบบแห่งรัฐบาลแนวสังคมนิยม.
คาร์ล มาร์กซ์ตัวเขาเองจากลอนดอน, ที่ซึ่งไม่ได้ไกลขจากปารีส,
ได้เป็นผู้ให้คำแนะนำและให้การปรึกษาให้กับปารีส คอมมูนนี้. และแล้วพวกเขาก็ได้ทำมันในปี
1968. และแล้วพวกเขาก็ได้ทำมันในหนทางทั้งหลาย
พวกเขาได้ต่อต้านการเข้ามายึดครองของนาซีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2.
ผมสามารถพูดต่อไปได้อีกมากมาย. (They
threw out the old government in the city of Paris. And in 1871, they created
the Paris Commune. One of the first efforts as a at a socialist governmental
system. Karl Marx himself from London, which isn’t that far from Paris, was an
adviser to and a consultant for the Paris Commune. And then they did it in 1968.
And then they did it in the ways they resisted the Nazi occupation during World
War II. I could go on.)
1 The
Paris Commune (ปารีสคอมมูน)
คือ รัฐบาลปฏิวัติแนวสังคมนิยมที่เข้ายึดอำนาจและปกครองกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เป็นเวลาสั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ถึง 28
พฤษภาคม ค.ศ. 1871 ถือเป็นรัฐบาลของชนชั้นแรงงานหรือ
"รัฐบาลคอมมิวนิสต์/สังคมนิยม" ยุคแรกๆ ของโลก
ความเป็นมาและบริบท
- สาเหตุการเกิดขึ้น:
เกิดจากความไม่พอใจของประชาชนและชนชั้นแรงงานในกรุงปารีส
หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (1870–1871)
และรัฐบาลชั่วคราวของฝรั่งเศสพยายามเจรจาสงบศึกกับปรัสเซีย
รวมถึงพยายามปลดอาวุธกองกำลังพิทักษ์ชาติในปารีส
- การลุกฮือ:
ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1871 ชาวปารีสและกองกำลังพิทักษ์ชาติลุกฮือขึ้นปฏิเสธการควบคุมจากรัฐบาลกลาง
และจัดตั้งการปกครองของตนเองขึ้นมา
นโยบายสำคัญ
- ยกเลิกสิทธิพิเศษต่างๆ
และจำกัดเพดานเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐให้เท่ากับค่าแรงของคนงานทั่วไป
- แยกศาสนจักรออกจากรัฐ
(Secularism)
และยุติการสนับสนุนทางศาสนาจากรัฐบาล
- ส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับและเท่าเทียมสำหรับทุกคน
- ให้คนงานเข้าควบคุมและบริหารจัดการโรงงานที่ถูกทิ้งร้าง
- กำหนดนโยบายทางสังคม
เช่น การกำหนดวันทำงาน 10 ชั่วโมง
และยกเลิกการทำงานกะกลางคืนสำหรับคนทำขนมปัง
การล่มสลายและจุดจบ
- สัปดาห์เลือด
(Semaine
sanglante): ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1871 กองทัพฝรั่งเศสจากแวร์ซายได้บุกเข้าโจมตีและปราบปรามปารีสคอมมูนอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่
21 ถึง 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1871
- ความสูญเสีย:
มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบและการสังหารหมู่หลังการยึดเมืองคืนราว 10,000 ถึง 20,000 คน (บางประเมินสูงถึง 30,000-50,000
คน)
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
- ได้รับการยกย่องจากนักคิดคนสำคัญ
เช่น คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ว่าเป็นต้นแบบรูปธรรมครั้งแรกของ
"เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ"
(Dictatorship of the proletariat) [1, 2]
- กลายเป็นสัญลักษณ์และบทเรียนสำคัญของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายสังคมนิยม/แรงงานกับรัฐทุนนิยมและอนุรักษ์นิยมในประวัติศาสตร์การเมืองโลก
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ที่ คณะก้าวหน้า และ ThoughtCo

และในตอนนี้เราก็มีอีกหนึ่ง. 2026.
มันจะลงไปในตำราประวัติศาสตร์ทั้งหลายในแต่ละการลุกฮือของผูเคนชาวฝรั่งเศสได้ทำมันมา.
กลายเป็นทรงพลัง, สร้างแรงดาลใจ, ชั่วขณะประวัติศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้จากมัน,
ได้ฟังจากมัน, ได้ลอกแบบ, และได้คิดกันมายาวนานและอย่างหนักถึงมัน.
และในวิถีทางนั้น, ผมต้องการที่จะให้เกียรติทั้งหมดของเรื่องนั้นด้วยการทำมันไปกับคุณในเดี๋ยวนี้เลย. (And now we have this one. 2026, it’ll
go down in the history books as each of these uprisings of the French people
have done. Becoming powerful, inspiring, historical moments that people around
the world have learned from, listened to, copied, and thought long and hard
about. And in a way, I want to honor all of that by doing that with you right
now.)
นี่คือที่มันได้เริ่มต้นขึ้นอย่างไร. เหมือนเช่นรัฐบาลทั้งหลายอื่นๆในยุโรป,
รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เคยได้ฟื้นคืนจากการสูญเสียอาณานิคมทั้งหลายไป.
อาณานิคมทั้งหลายในลาติน อเมริกา เหมือนเช่นเฟรนซ์ กิยานา, มาร์ตินิค,
กัวเดอลูเป, และอื่นๆอีกมาก. อาณานิคมทั้งหลายที่ในเอเชีย,
เหมือนเช่นลาว, กัมพูชา, และเวียตนาม, และอีกมาก. อาณานิคมทั้งหลายในอาฟริกา,
กาบอง, แวอรี โคสต์, อาณานอิคมทั้งหลายในอาฟริกาเหนือ,
เหนือทั้งหมดนั้นคือ อัลจีเรีย. (Here’s
how it began. Like other governments in Europe, the French have never recovered
from the loss of their colonies. Colonies in Latin America like French Guiana,
Martinique, Guadeloupe, and so on. Colonies in Asia, like Laos, Cambodia, and
Vietnam, and more. Colonies in Africa, Gabon, the Ivory Coast, colonies in
North Africa, above all Algeria.)
จักรวรรดิฝรั่งเศสได้เป็นที่สองรองอยู่แค่จักรวรรดิบริติชเท่านั้น,
ที่มีขอบเขตครอบคลุมไปทั่วโลก. และจักรวรรดิฝรั่งเศสได้ทำเพื่อประเทศฝรั่งเศสในอะไรที่จักรวรรดิบริติชได้ทำให้กับบริเทน.
มันได้สูบเลือดสูบเนื้อ จากทุกพื้นที่ทั่วโลกที่มันได้เข้ายึดครองเป็นอาณานิคม.
มันได้นำเข้ามาทั้งวัตถุดิบทั้งหลาย, ทองคำ, แร่เงิน, และเหล็ก.
รวมถึงนำเข้าอาหารที่เพาะปลูกได้ในพื้นที่เหล่านั้นด้วย. ฝ้ายที่ปลูกในพื้นที่เหล่านั้น.
รวมถึงผลผลิตอื่น ๆ อีกมากมาย. มันยังดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เข้ามาทำงานในประเทศฝรั่งเศสและทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งยิ่งขึ้น.
(The French Empire was second
really only to the British, global in its scope. And the French Empire did for
France what the British Empire did for Britain. It ripped off all those parts
of the world that it colonized. It brought raw materials, gold, silver, iron.
It brought food grown in those areas. Cotton grown in those areas. Many other
products. It even brought large number of people to work in France and enrich
it.)
ความมั่งคั่งทั้งหมดของอาณานิคมทั้งหลายที่ถูกสูบเอามาจากพวกเขาและนำมาซึ่งความร่ำรวยยังศูนย์กลาง,
ประเทศมหาอำนาจ, ที่มุมเล็กๆของโลกรู้จักกันว่าคือ ยุโรป. อย่างหยาบๆ 5% ของผู้คนกอบโกยผลประโยชน์ไปมากยิ่งกว่านั้นอีกจากทุกแห่งอื่นในโลก.
โปรดจำไว้ว่าเมื่อคุณมองเห็นคลิปทั้งหลายของผู้คนจำนวนเล็กน้อยกำลังบุกเข้าไปดเอาสิ่งของในร้านของชำหนึ่งในปารีส
ว่านั่นพวกเขาไม่ได้ประดิษฐ์การปล้นชิงนั่นขึ้นมาเอง. พวกเขาไม่ได้เป็นผู้บุกเบิกการกอบโกยปล้นชิงนั้น.
พวกเขาแค่อย่างง่ายๆทำการกอบโกยปล้นชิงเอาเศษเล็กเศษน้อยในอะไรที่ได้ถูกปล้มสะดมถูกกอบโกยเอามาจากบรรพบุรุษของพวกเขา
และจากปู่ย่าตายายของพวกเขา และพวกเขาเอง, ด้วยเช่นกัน. (All the wealth of the colonies was
siphoned out of them and brought to enrich the center, the powerhouse, that
little corner of the world known as Europe. Roughly 5% of the people of the
world gathering way more than that by looting every other place. Please
remember when you see clips of a few people looting a store in Paris that they
didn’t invent looting. They didn’t pioneer looting. They are simply looting
back a tiny fraction of what was looted from their ancestors and their
grandparents and them, too.)
ปารีสและฝรั่งเศสเป็นเจ้าบ้านของผู้อพยพจำนวนมาก,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้. ส่วนอื่นๆอีกด้วย, แต่เป็นพิเศษก็จากที่นี่.
และพวกเขาอาศัยอยู่ในย่านเพื่อนบ้านอันยากจนที่สุด, ในสลัมเก็ตโต, ด้วยงานที่แย่ที่สุดและการบริการสาธารณะที่ยากจนย่ำแย่ที่สุด.
ผู้ชมชาวอเมริกันของฉันจะเข้าใจสิ่งที่คุณบอกพวกเขาอย่างแน่นอน,
เพราะเราก็ทำแบบนั้นกับพี่น้องคนผิวดำและคนผิวสีของเราเหมือนกัน. ดังที่เรามี.
ดังที่คนฝรั่งเสศมี. มายาวนาน. (Paris
and France are the hosts of many immigrants, particularly from North and South
Africa. Other parts also, but particularly. And they live in the poorest neighborhood,
in ghettos, with the lousy as jobs and the poorest public services. My American
audience will understand exactly what I am telling them because we’d do that to
our black and brown brothers and sisters, also. As we have, as the French have.
For long time.)
ส่วนหนึ่งของการลุกฮือที่คุณเห็นในฝรั่งเศสทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นปัญหาเฉพาะหน้า,
ที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังเท่านั้น, แต่ยังเกี่ยวกับมรดกตกทอดด้วย. ชายหนุ่มที่ขว้างก้อนอิฐใส่ตำรวจ, จำความอัปยศอดสูที่แม่ พ่อ
หรือพี่สาวน้องสาวของเขาเคยเผชิญ,
หรือท้ายที่สุดแล้วก็น่าจะเป็นพวกเขาทุกคนนั่นแหละที่ต้องทนเจอมาตลอดในช่วงที่เติบโตขึ้นมา.
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกลืมเลือน,
อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่โดยเหล่าผู้ตกเป็นเหยื่อของมัน. (Part of the uprising you see in France
today is not just about the immediate issues, which I’m about to tell you
about, but they’re also about a legacy. The young person throwing a brick at a
cop remembers an indignity suffered by his mother or his father or his sister or
likely all of them as they were growing up. Those things are not forgotten, at least
not by the victims of them.)
เอาละ, แล้วอะไรล่ะที่ได้เป็นตัวเริ่มต้นกันในคราวนี้?
ฝรั่งเศส, ประเทศของผู้มั่งคั่งร่ำรวยได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยอาณานิคมของจักรวรรดิซึ่งได้ดิ้นรนต่อสู้มาตั้งแต่
1945 เมื่อการรวมเข้าด้วยกันของสงครามโลก ทั้ง 1 และ 2 ได้นำเอาอำนาจจากอาณานิคมทั้งหลาย,
บริเทน, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี, เยอรมัน, รัสเซีย,
ญี่ปุ่น ที่จะทำลายซึ่งกันและกันในการสังหารฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยวเลวร้ายที่สุดของมนุษย์
ที่เราได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ใดๆ. ลัทธิล่าอาณานิคมได้จบสิ้นลงด้วยการฆ่าหมู่มวลมหาชน.
แต่มันไม่จบสิ้นแค่นั้น. (Well,
what started it this time? France, a country of very wealthy people built up by
the colonial empire has been struggling since 1945 when
the combinations of World War 1 and 2 led the colonial powers, Britain, France,
Spain, Italy, Germany, Russia, Japan to destroy each other in the worst
slaughter of human beings of which we have any record. Colonialism ended in
mass murder. But it didn’t end.)
มันได้จบลงสำหรับบริเทนและฝรั่งเศสและเยอรมนีและรัสเซียและญี่ปุ่น.
แต่มีประเทศหนึ่งที่ไม่ได้ถูกทำลายลงไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2. สหรัฐอเมริกา.
ได้รับการปกป้องจากมหาสมุทรแอตแลนติคและแปซิฟิค, พวกเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนเจ็บปวดในที่แห่งใดเหมือนเช่นยุโรป.
รัสเซ๊ยโดยลำพังในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สูญเสียไป 27 ล้านผู้คนที่ตายลงไป.
คนอเมริกันทั้งหลายมากมายเท่าไรที่ตายไปในสงครามโลก ครั้งที่ 2 หรือ? คำตอบคือ
400,000. นั่นเปรียบได้กับช้างกับแมลงวัน. และผลกระทบต่าง ๆ
ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน. (It ended for Britain and France and
Germany and Russia and Japan. But there was a country that didn’t get destroyed
in World War 1 or 2. The United States. Protected by the Atlantic and Pacific
Ocean they didn’t suffer anywhere like Europe. Russia alone in World War II
lost 27 million people dead. How many Americans died in World War II? Answer,
400, 000. That’s an elephant and a fly. And the impacts are corresponding.)
สหรัฐอเมริกาได้มรดกสืบทอดจักรวรรดิ
แต่ยุโรปทั้งหลายไม่ได้พวกมันกลับมา. พวกเขาได้พยายาม, มากที่สุดก็กับอัลจีเรียที่พวกเขาได้พยายามที่จะยึดกุมเอาไว้,
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำนั่นได้เช่นกัน. พวกเขาได้อ่อนแอเกินไปจากสงครามทั้งหลายที่จะจะยึดกุมอาณานิคมทั้งหลายของพวกเขาเอาไว้.
และคุณก็รู้ว่าเมื่อจักรวรรดิหนึ่งล่มสลาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
บรรดาคนรวยและผู้มีอำนาจ, จะอยู่ในจุดหรือสถานะที่สามารถเหนี่ยวรั้งความมั่งคั่งที่จักรวรรดินั้นสร้างขึ้นมาเอาไว้กับตัวได้.
ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างต่างหากที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับจักรวรรดิมากนักตั้งแต่แรกเริ่ม
และพวกเขายังต้องสูญเสียผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตามที่เคยได้รับไป
ในยามที่จักรวรรดิไม่สามารถส่งมอบความมั่งคั่งให้ได้เหมือนแต่ก่อน. (The United States inherited the
empire but the Europeans never got them back. They tried, most famously with
Algeria they tried to hold on, but they couldn’t do that either. They had been
too weakened by the wars to hold on their colonies. And you know when an empire
goes down what happens is the rich and the powerful, they’re in a position to
hold to the wealth that the empire built up. It’s the middle and lower classes who
never participated that much in the empire to begin with and who lose whatever
gains they might have gotten as the empire can’t deliver the wealth it once
did.)
และดังนั้นเอง, ผู้คนนั้นได้หงุดหงิดและโกรธแค้น.
มาตรฐานการดำรงชีพของพวกเขากำลังตกต่ำลงและอย่างรวดเร็ว. นั่นคืออะไรที่มันได้เป็นอยู่ในยุโรปมาในยุโรปตลอดช่วงสุดท้ายที่ผ่านมา
25, 30, 40 ปี. และตอนนี้มันได้มาถึงจุดที่ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยและผู้มีอำนาจที่มีบทบาทในจักรวรรดิอเมริกาและคอยตักตวงผลประโยชน์จากมัน
กับกลุ่มประชาชนคนธรรมดาทั่วไป, กลายเป็นสิ่งที่ยากเกินจะแบกรับหรือทนไหวแล้ว.
มันไม่มีความมั่งคั่งมากพอที่จะทำให้คนกลุ่มบนสุดพึงพอใจ
และเหลือร่วงหล่นลงมาจากโต๊ะมากพอให้คนในลำดับขั้นทางสังคมที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขาลงไปสามารถเก็บเกี่ยวไว้ได้. (And so, the people get upset and
angry. Their standard of living is going down and fast. That’s what it’s been
doing in Europe for the last 25, 30, 40 years. And it’s really gotten to the
point now where the gap between rich and powerful who have some role to play in
the empire of the United States and piggyback off of it, the gap between them
and the mass of people becoming unbearable. There’s just not enough wealth to
keep those at the top happy with enough falling off the table to be captured by
people below them in the social pecking order.)
และดังนั้นเอง, ผลปรากฏว่ารัฐบาลฝรั่งเศสที่อยู่ในโลกความเป็นจริงนั้น
เริ่มประหยัดงบประมาณกับโครงการทางการเมืองที่เป็นที่นิยมของประชาชน. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,
ซึ่งชาวฝรั่งเศสมีใช้มานานสำหรับผู้คนหลายทศวรรษแล้ว. ที่อเมริกาเราไม่มีแบบนี้,
แต่ที่นั่นเขามีกัน. การกดขี่ชนชั้นแรงงานผู้ซึ่งเมื่อหลายทศวรรษก่อนเคยเป็นฝ่ายชนะจนได้รับหลักประกันสิทธิ์การลาพักร้อนแบบได้รับค่าจ้าง
5
สัปดาห์ต่อปี. ถูกต้องแล้ว. คุณได้ยินถุกต้อง. การศึกษาที่สูงกว่าแบบฟรี.
คุณจ่ายแค้ค่าห้องและค่ากระพดาน, แต่ม่มีอะไรอื่นอีก. (And
so, it came that the French government living in that reality started saving
money on popular political programs for people. Universal health care, which the
French have had for decades. We don’t have it in the US, but they do there. Coming
down on the working class which decades ago won a guaranteed five weeks of paid
vacation every year. That’s right. You heard me right. Free higher education.
You pay for room and board, but nothing else.)
ผมสามารถพูดต่อไปอีกได้. ระบบการศึกษาอันโด่งดัง.
และนั่นคืออะไรที่ความเดือดร้อนในวันนี้เริ่มต้นขึ้น. พวกเขาลดการใช้จ่ายด้านการศึกษาลง.
พวกเขาไม่ได้คงธำรงรักษาโรงเรียนทั้งหลายเอาไว้. พวกเขาไม่ไดก้ทดแทนครูทั้งหลายที่ดำเนินการจากไปอยู่ตลอด,
ผู้ที่ได้เกษียณอายุ, ผู้ที่ได้เปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่นของพวกเขา.
ชั้นเรียนทั้งหลายกลายเป็นคับคั่งใหญ่โตขึ้น. ทรัพยากรทั้งหลายสำหรับครูทั้งหลายได้หกายากมากขึ้น.
ในท้ายสุด, สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา, สหภาพครูทั้งหลาย,
นั่นคือสิ่งที่มันได้เริ่มต้นขึ้น. และดังที่ผมพูด, คุณจะมองเห็นว่ามีส่วนทั้งหลายเหล่านี้ของสิ่งนี้ที่คุณไม่ได้รูถึง,
แม้กระทั่งเหล่าพวกคุณที่ได้จ่ายความสนใจต่อทั้เรื่องงหมดนี้. (I could go on. A famous
educational system. And that’s where today’s trouble begins. They cut back on
spending for education. They didn’t maintain the schools. They didn’t replace
teachers who went on leave, who retired, who changed their jobs. Classes became
larger. Resources for teachers scarcer. Finally, a few weeks ago, a union of
teachers, that’s how it began. And as I speak, you’ll see there are parts of
this that you didn’t know about, even those of you that paid attention to all
of this.)
เนื่องจากสื่อมวลชนได้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาล,
และคุณจะได้เห็นว่าสิ่งนั้นหมายความว่าอย่างไรในอีกสักครู่. มันเริ่มต้นจากการที่บรรดาครูพากันนัดหยุดงานประท้วง.
พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ได้รับค่าจ้างที่มากขึ้น. พวกเขากำลังเรียกร้องให้มีการจ้างครูทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงไป.
เรียกร้องว่า โรงเรียนทั้งหลายต้องได้รับการบำรุงรักษาให้สะอาด,
เพื่อที่จะได้ไม่มีหนูทั้งหลายเพ่นยพล่านวิ่งไปทั่ว, และสิ่งนั้นได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารหลักฐานไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว.
(Because
the media have been complicit with the government, and you’ll see what that
means in a moment. It begins with teachers going out on strike. They’re not
asking for more pay. They’re asking that teachers who leave be replaced. That
schools be maintained cleanly, so there aren’t rats running around, and that
was documented.)
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับสหภาพครู, คือ กลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย,
ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัย, แต่เป็นนักเรียนมัธยมปลายของฝรั่งเศส,
ที่เริ่มหันมาพูดคุยและติดต่อสื่อสารกันเอง โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องนี้,
และพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะเดินออกไปจากโรงเรียนทั้งหลายในการรวมพลังไปกับครูทั้งหลายของพวกเขา.
ในจุดนั้น, ครูท้องถิ่นทั้งหลายรวมกันประท้วงหยุดงาน
ได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับชาติ กลายเป็นขบวนการระดับชาติที่คนหนุ่มสาว
ซึ่งไม่ได้ถูกรั้งไว้โดยผู้ประกอบอาวุโสได้กล่าวต่อรัฐบาลว่า, “คุณกำลังทำอะไรอยู่? กำลังเสียสละไม่ใช่แค่พวกเรากับนักเรียนรุ่นพวกเรา
แต่กำลังเสียสละอนาคตทั้งหมดด้วยซ้ำ.” (To the surprise of the teachers
union, the high school students, not the university students, the high school
students of France, began to talk to one another, social media crucial here, and
they decided to walk out of the schools in solidarity with their teachers. At
that point, a local teachers strike became a national movement in which the
young people, not held back by their elders, said to the government, “What are
you doing sacrificing not just us and our generation of students, but the
future.)
อนาคตของฝรั่งเศสพึ่งพาอยู่กับการมีกำลังแรงงานที่มีการศึกษาสูง.
และหนึ่งในสถาบันหมาบเลขหนึ่งที่พัฒนาให้การศึกษาได้ดี ก็คือระบบโรงเรียนของคุณ. ดังนั้น,
ถ้าห่วงใยทั้งหมดนั้นกับฝรั่งเศส, หนทางที่คุณไปต่อและสวดภาวนาให้ตลอดเวลาที่คุณทำ,
มันก็ควรจะเป็นลำดับความสำคัญบนยอดสุดของลำดับความสำคัญสุดท้ายของคุณ. คุณช่างน่าละอายเหลือเกินแล้ว.
(France’s
future depends on having a well-educated labor force. And the one number one
institution that develops a well-educated is your school system. So, if you
care at all about France, the way you go on and preach all the time you do, it
would be your top priority instead of your last priority. Shame on you.)
อะไรที่รัฐบาลได้ทำหรือ? ยอมรับอย่างกระจ่างแจ้งว่ามันได้ทำความผิดพลาด,
ว่ามันได้ล้มเหลว, ที่มันได้กระทำปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญเช่นนั้นอย่างสิ้นเชิง?
ๆไม่มีแม้แต่นิดเดียว. พวกเขากลับได้เรียกสั่งตำรวจทั้งหลายมา. มีคำพูดทั่วไปกันเองในการเรียก
“ตำรวจ”ในภาษาฝรั่งเศสว่า flic-ตัวทะเลาะ. F-l-i-c ในภาษาฝรั่งเศ. ตัวทะเลาะทั้งหลายนี้ได้ถูกเรียกสั่งมา. ตัวโหดร้าย,
ตัวที่รู้แต่ว่าจะฉีดพ่นแก๊สน้ำตาหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาอย่างไร,
และอะไรอื่นทั้งหลาย. คุณรู้ไหกมว่า อะไรจะบังเกิดขึ้นว่าถ้ามันได้เป็นเช่นนั้น? อะไรที่มันมะกจะเป็นขึ้นอยู่เสมอ.
มันทำไห้คนหนุ่มสาวโมโหโกรธเมื่อพวกเขาได้เห็นแต่ละคนได้ถูกตีโดยตำรวจนั้น, ถูกทำร้ายโดยตำรวจ,
และถูกยั่วยุจากตำรวจ. (What
did the government do? Admit clearly that it had made mistake, that it had
failed, that it would radically alter its priorities? None of it. They called
out the cops. The slang in French for cop is flic. Flic, f-l-i-c in French. The
flics were called. The brutal ones, the ones that know how to spray you with
tear gas or throw a grenade at you, a gas grenade, and so on. You know what
that did? What it always does. It made the young people angry as they saw one
another hit by the police, hurt by the police, and provoked by the police.)
แนวคิดของตำรวจคือการใช้กำลังที่เหนือกว่าเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์.
คุณรู้ไหมว่าอะไรได้บังเกิดขึ้น? สิ่งเดียวกันที่ได้บังเกิดขึ้นเมื่อ ICE ได้เข้าไปที่ในมินนิอาโพลิส. และภายหลังสองสามวันในมินนีอาโพลิส,
มันดูเหมือนว่านายกเทศมนตรีและผู้ว่าการรัฐของมลรัฐนั้นได้กำลังจะเรียกหา, เย้, คุณได้เดามันออก,
การประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่. นั่นคืออะไรเมื่อ ICE ได้ออกมาจากที่นั้น,
เมื่อพวกเขาได้ตระหนักรู้, ทั้งนครใหญ่นั้นกำลังจะออกมาไล่ตามพวกเขากัน. (The idea of the police is to
overwhelm them with force. You know what happened? The same thing that happened
when ICE2 went into Minneapolis. And after a few
days in Minneapolis, it looked like the mayor and the governor of that state were
going to call, yeah, you guessed it, a general strike. That’s when ICE got out
of there, when they realized, the whole city was going to come after them.)
2 ICE (หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ)
·
ชื่อเต็ม: Immigration and
Customs Enforcement (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ)
·
สังกัด: กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา
(DHS)
·
หน้าที่หลัก: บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
เช่น ติดตาม จับกุม และเนรเทศผู้ที่อาศัยหรือทำงานในสหรัฐอเมริกาโดยผิดกฎหมาย
รวมถึงสืบสวนคดีอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์
เอาละ, สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันก่อน และสื่อส่วนใหญ่ทั้งในฝรั่งเศส แต่ยิ่งกว่านั้นคือที่นี่
ต่างมองข้ามที่จะกล่าวถึงมัน, แต่ที่หนักกว่านั้นคือ
คนแถวนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย. พวกฝรั่งเศส มีสหภาพแรงงานอยู่ 5
กลุ่ม. คุณรู้ไหม, ที่นี่ในสหรัฐอเมริกา, เราโดยพื้นฐานมีอยู่แค่ 1, สหภาพของสหภาพแรงงานทั้งหมด.
เอาละ, 5 สหภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละอัน.
พวกเขามักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ,
พวกเขาไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องการเมืองและเรื่องอื่น ๆ. (Well, the most important thing to
the moment is what happened 3 days ago and most of the media coverage both in
France, but even more here neglected to mention it. French has five union
confederations. You know, here in the United States, we basically have one, the
AFL-CIO3, the union of all the unions. Well,
thew five different ones. They are often in conflict with one another; they
don’t agree on politics and so on.)
3 AFL-CIO คือ
สหพันธ์แรงงานอเมริกันและสภาองค์กรอุตสาหกรรม (American Federation of
Labor and Congress of Industrial Organizations) [1,
2]
ข้อมูลสำคัญ
·
ประเภทองค์กร: เป็นศูนย์กลางสหภาพแรงงานระดับชาติ
และเป็นสหพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา [1]
·
การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1955
จากการควบรวมกันระหว่าง AFL (ก่อตั้งปี
1886 เน้นสหภาพแรงงานตามงานฝีมือ) และ CIO (ก่อตั้งปี 1935 เน้นสหภาพแรงงานตามอุตสาหกรรม)
แต่พวกเขาทั้งห้าคนต่างพร้อมใจกัน,
ร่วมกันและในเวลาเดียวกัน, ได้ประกาศว่า ก., พวกเขาสนับสนุนการชุมนุมหยุดงานประท้วงของครูทั้งหลาย.
ข., ด้วยความเคารพ, คำที่สำคัญมากในภาษาฝรั่งเศส, พวกเขาเคารพต่อเอกราชของเด็กนักเรียนทั้งหลาย.
พวกเขาได้ขอใหแด็กนักเรียนทั้งหลายได้เข้าสังเกตการณ์กับสหภาพแรงงานทั้งหลายกับการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่
ที่จะปิดฝรั่งเศสลงในวันที่ 5 พฤศจิกายน. โปรดสังเกต, นั่นคืออีก 2-3
สัปดาห์ข้างหน้าจากตอนนี้. ถึงเวลาต้องจัดระเบียบพวกรถไฟ รถบัส รถไฟใต้ดิน
ร้านอาหาร แล้วก็... สารพัดสิ่งเท่าที่คุณจะนึกออกแล้วล่ะ, พวกเขาจะหยุดในฐานะประชาชนชาวฝรั่งเศส,
สหภาพแรงงานทั้งหมด, นักเรียนนักศึกษาทุกคน,
เพื่อแสดงให้ส่วนที่เหลือของฝรั่งเศสเห็นว่า พวกเราโกรธเคือง,
พวกเราไม่ชอบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น, พวกเราต้องการความเปลี่ยนแปลง,
พวกเราต้องการรัฐบาลชุดใหม่, และ ไล่มาครงออกไป.
(But all five of them
unanimously, together and at the same time, announced A, they support the
strike teachers. B, the respect, very important word in French, they respect the
independence of the students. They asked the students to observe with the
unions a general strike to shut France down on the 5th of November.
Notice, that’s 2-3 weeks from now. That’s tome to organize that the trains and
the buses and the subways and the restaurants and the…you name it, they’re
going to stop as the people of France all the unions, all the students, show
the rest of France we are upset, we don’t like what’s going on, we want to
change we want a new government, get rid of Mr. Macron.)
จะว่าไปแล้ว,
คะแนนนิยมของเขาในฝรั่งเศสยังแย่กว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ในสหรัฐอเมริกาเสียอีก. ประสบสำเร็จอันแท้จริง.
จะมีการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่. ชาวฝรั่งเศสกำลังทำมัน. เข้าใช้ประชาธิปไตยกันอย่างจริงจัง.
ไม่ได้รอคอยการเลือกตั้งครั้งหนเ. ไม่. ไม่รอคอย. ลงไปในถนนทั้งหลายในตอนนี้. และถ้าคุณส่งตำรวจมาที่จะยั่วยุผู้เรา.
จะว่าไปแล้ว, คนฝรั่งเศสตั้งชื่อให้บุคคลผู้ที่ทำงานให้กับตำรวจทั้งหลายในการยั่วยุผู้คนให้ทำการรุนแรง,
พวกนั้นถูกเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า provocateur - ตัวยุแยง.
คำฝรั่งเศสสำหรับในภาษาอังกฤษ provocation. (By the way, his polling numbers in
France are worse than Trump’s polling numbers in the United States. A real
achievement. There will be a general strike. The French are doing it. Taking
democracy seriously. Not waiting for the next election. Not. No waiting. In the
street now. And if you send the police to provoke us. By the way, the French
name for a person who working for the cops provoking people to do a violence, they’re
called in French provocateur. The French word for in English provocation or
provocateur.)
แต่ก็มีสื่อมวลชนที่คอยถ่ายภาพถังขยะที่กำลังไฟไหม้,
ถ่ายภาพตึกที่กำลังไฟไหม้. พวกนั้นเป็นเพียงเล็กน้อย. คนส่วนใหญ่ได้ตกลงปลงใจว่าจะไม่มีความรุนแรงกันขึ้น.
ถ้าคุณเลือกเอาความรุนแรง, ส่วนนั้น—ส่วนที่ตำรวจของเราจะทำให้คุณทึ่งใจ. พราะนั่นเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ประท้วงดูแย่,
ด้วยการกล่าวหาว่าพวกเขาใช้ความรุนแรง. และตำรวจในฝรั่งเศสก็รู้เรื่องนั้นและทำแบบนั้น
แถมยังโดนจับได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า. (But
there are the media taking the pictures of the burning trash can, of the
burning building. They’re very few. Most of the people are determined not to
have violence. If you took the violence, the portion the portion of it that our
police will amaze you. Because that a way to make the protesters look bad,
accusing them of the violence. And the police have known that and done that in
France and gotten caught at it over and over again.)
แต่บทเรียนขั้นพื้นฐาน, ที่ผมกำลังจะสรุปด้วยเรื่องนี้,
ก็คือ หลังจากผ่านไปสักระยะหนึ่ง, ถ้าคุณกดขี่ขูดรีดประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า,
พวกเขาหยุดทนรับมัน, พวกเขาหยุดนิ่งเงียบ, พวกเขาหยุดค้นหาอะไรบางอย่างอื่นที่จะพลิกหันเหความสนใจ.
และเมื่อพวกเขาได้มาร่วมกัน, ระวังไว้. เพราะว่ามันกำลังที่จะเป็นจุดพลิกันครั้งใหญ่ทางประวัติศาสตร์.
อะไรที่คนฝรั่งเศสได้บุกเบิกมาได้แผ่ขยายเข้าไปในอิตาลีแล้ว, ไปที่สเปน,
ไปที่โปรตุเกศ, และไปยังเบลเยี่ยม ที่ผมรู้ถึงมัน. รายอื่นๆผมยังไม่ได้ยินมันไปถึง.
แต่ถ้าคุณคิดว่ามันไม่มีวันบังเกิกดขึ้นได้ที่นี่, ลองคิดดูอีกครั้ง. (But the basic lesson, and I’m
going to conclude with that, after a while, if you squeeze the mass of people over
and over again, they stop taking it, they stop being quiet, they stop finding
something else to divert their attention. And when they get together, watch
out. Because it’s going to be a big historic turning point. What the French
pioneered has already spread to Italy, to Spain, to Portugal, and to Belgium
that I know of. Others I haven’t heard about yet. But if you think it could
never happen here, think again.)
ถ้าการสอดแทรกเหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใส่คุณว่ามีประโยชน์, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับคนอื่นๆผู้ที่อาจสนใจในหัวข้อทั้งหลายนี้.
นั่นคือทำไมที่เราทำวิดีโอทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมา. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยเหลือเราในค่าใช้จ่ายทั้งหลายของการผลิตสร้างและกระจายแจกรายการเหล่านี้,
เราจะสำนึกในพระคุณสำหรับการนั้นด้วยเช่นกัน. ขอขอบคุณ. (If interventions like this
strike you as useful, please share this video with others who might be
interested in this topic. That’s why we make these videos. And of course, if
you can help us defray the costs of producing and distributing them, we will be
grateful for that as well. Thank you.)
https://youtu.be/CIIb22jnnX8?si=JKHCsG_AU6G8u_if