จิตหลงไปในความคิด – คำสอนพระพุทธเจ้า เรื่องความฟุ้งซ่าน
The Mind Lost in
Thinking – Buddhism’s Teaching on Restlessness
https://youtu.be/I9P2K9k9_w4?si=hh27N0p0bj2BaPZq
จิตที่ไม่เคยนั่งนิ่งๆ (A Mind That Never Sits Still)
จิอต
หลงอยู่ในความคิด – หลักพุทธศาสนา ต่อเรื่องความวุ่นวาย.
มีบางอย่างของเรื่องจิตที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้สังเกต. มันคิด -
อย่างสม่ำเสมอ. จากชั่วขณะที่คุณได้ตื่นขึ้นมาไปถึงชั่วขณะที่คุณกลับไปนอนหลับ –
และบางครั้งผ่านการฝันของคุณ - มันคอยดำเนินอยู่ไป. การกระโดดจากหนึ่งสิ่งไปยังอันถัดไป,
วนกลับมา, ข้ามไปข้างหน้า, เล่นซ้ำสิ่งทั้งหลายที่ได้บังเกิดไปแล้ว, ซักซ้อมสิ่งทั้งหลายที่ยังไม่บังเกิด.
ทั้งหมดของมันไม่ได้รับเชิญมา. ทั้งหมดของมันเป็นไปอัตโนมัติ. (The Mind
lost in Thinking – Buddhism’s on Restlessness. There is
something the mind does that most people never notice. It thinks – constantly.
From the moment you wake up to the moment you fall sleep – and sometimes
through your dreams – it keeps going. Jumping from one thing to the next,
looping back, skipping forward, replaying things that already happened,
rehearsing things that haven’t. All of it uninvited. All of it automatic.)
ไม่ใช่ประเภทของความคิดที่คุณเลือก – ไม่ได้นั่งลงกับปัญหา,
พลิกดูมันอย่างถี่ถ้วน, งานไปสู่การคลี่คลายแก้ไข. ความคิดแบบนั้นเป็นประเภทที่มีการไต่ตรองมาแล้ว.
เป็นประโยชน์. อะไรที่ผมกำลังอธิบายอยู่เป็นบางอย่างอื่น: ความคิดที่ดำเนินไปด้วยตัวมันเอง, นั่นคือคุณไม่เคยได้ถามหา/ร้องขอ,
ที่คอยแต่วนเวียนอยู่เรื่อย ๆแม้ว่าเมื่อคุณต้องการให้มันหยุด. กระแสเสียงรบกวนในจิตที่ไม่เคยปิดลงได้อย่างสมบูรณ์สิ้น.
คุณได้มีชีวิตอยู่กับเสียงนี้มาแสนนาน ซึ่งคุรกระทั่งไม่ได้ยินมันอีกต่อไปแล้ว.
มันเหมือนกับการมีวิตอยู่ช้างถนนไฮเวย์. สักพักหนึ่ง, คุณก็หยุดสังเกตถึงการจราจรพวกนั้น.
คุณคิดว่ามันเงียบ. แต่มันไม่ใช่. (Not
the kind of thinking you choose – not sitting down with a problem, turning it
over carefully, working toward a solution. That kind of thinking is deliberate.
Useful. What I’m describing is something else: thinking that runs on its own,
that you never asked for, that keeps churning even when you want it to stop. A
stream of mental noise that never fully shuts off. You’ve been living with this
noise for so long that you don’t even hear it anymore. It’s like living next to
a highway. After a while, you stop noticing the traffic. You think it’s
silence. But it’s not.)
ผู้คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตทั้งปวงของพวกเขาผ่านไปในสภาวะนี้.
ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่สนใจหรือไม่มีความฉลาด, แต่เพราะว่าไม่เคยมีใครได้ชี้มันออกมาให้เห็น.
ไม่มีใครได้พูดว่า, “คุณได้สังเกตเห็นไหมว่าจิตของคุณไม่เคยหยุดนิ่งเลยอย่างแท้จริง?”
กว่า 2,600 ปีมาแล้ว, ใครบางคนได้สังเกตเห็น. พระพุทธเจ้าเรียกสภาวะนี้ว่า –
อุทธัจจะ – ความฟุ้งซ่าน, ความไม่สงบของจิต. (Most people go through their
entire lives in this state. Not because they’re careless or unintelligence, but
because no one ever pointed it out. No one ever said: “Have you noticed that
your mind never actually stops?” Over 2,600 years ago, someone did notice. The
Buddha called this state Uddhacca1 –
restless, agitation of mind.)
1 อุทธัจจะ (Uddhacca) คือ ความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบแห่งจิต หรือความกระสับกระส่ายใจ ในทางพุทธศาสนาจัดเป็นหนึ่งใน นิวรณ์ 5 (อุปสรรคของการทำสมาธิ)
และเป็นสังโยชน์ 10 (กิเลสที่ผูกมัดจิต)
ซึ่งทำให้จิตใจวอกแวก วุ่นวาย และขาดความสงบ
เปรียบเสมือนน้ำที่ถูกลมพัดจนเป็นคลื่นทำให้มองเห็นเงาสะท้อนไม่ชัดเจน
- ลักษณะ: จิตใจปั่นป่วน วอกแวก
หวนคิดถึงสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน (กามคุณ) ทำให้ขาดสมาธิ
- ประเภท: จัดเป็นกิเลสประเภทความโลภ (ราคะ)
ชนิดหนึ่งที่ทำให้ใจไม่นิ่ง
- ผลกระทบ: เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
- การแก้ไข: ใช้วิธีทำสมาธิ ฝึกจิตให้หยุดนิ่ง
หรือการเจริญสติเพื่อรู้เท่าทันความฟุ้งซ่าน
พระองค์ได้จัดวางมันอยู่หมู่ของ นิวรณ์ 5 - เครื่องปิดกั้น/บดบังปัญญา,
อุปสรรคหลักใหญ่ทั้งหลายที่เป็นเมฆคลุมจิตและปิดกั้นการเห็น. ในพระอนิวรณ
สูตร, พระองค์ได้ตรัสสอนว่าเมื่อเครื่องปิดกั้นเหล่านี้ – ความอยากในกามคุณ,
ความมุ่งร้าย, ความโง่ทึบ, ความฟุ้งซ่าน, และความสงสัย/ลังเลใจ
- ได้มีอยู่. จิตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ประโยชน์อย่างดีที่สุดของมันได้.
เมื่อพวกมันหายไป, ปัจจัยทั้งหลายของสัมปชัญญะ/การตื่นรู้ก็จะอุบัติขึ้นตามธรรมชาติ.: สติปัญญา, การสืบสวน, พลังงาน, ความปีติ, ความสงบ,
ความดื่มด่ำ, และความเยือกเย็น. อุทธัจจะ – ความฟุ้งซ่านในบางทีอาจจะเด่นชัดมากที่สุดในบรรดาเครื่องปิดกั้นทั้ง
5 นั้น, เพราะว่ามันไม่ได้รนู้สึกว่าคือปัญหา. (He
placed it among the Five Hindrances2, the
major obstacles that cloud the mind and block clear seeing. In the Anīvaraṇa Sutta, he
taught that when these hindrances – sensual desire, ill will, dullness,
restlessness, and doubt – are present. The mind cannot function at its best.
When they are absent, the factors of awakening arise naturally: Mindfulness,
investigation, energy, rapture, tranquility, immersion, and equanimity. Uddhacca
is perhaps the most overlooked of the five, because it doesn’t feel like a
problem.)
2 Five Hindrances ในทางพุทธศาสนา แปลว่า "นิวรณ์ 5" หมายถึง กิเลสเครื่องกั้นความดี, สิ่งกีดขวางการทำสมาธิ หรืออุปสรรคทางจิตใจที่ทำให้ใจไม่สงบและบดบังปัญญา ประกอบด้วยกามฉันทะ (ความพอใจ), พยาบาท (ความโกรธ),
ถีนมิทธะ (ความง่วง), อุทธัจจกุกกุจจะ
(ความฟุ้งซ่าน/กังวล) และวิจิกิจฉา (ความลังเล)
รายละเอียดนิวรณ์ 5 (Five Hindrances)
1. กามฉันทะ (Sensual Desire): ความพอใจในกาม
ความรักใคร่ ความอยากได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
2. พยาบาท (Ill-will): ความอาฆาตมาดร้าย
ความโกรธ ความไม่พอใจ
3. ถีนมิทธะ (Sloth and Torpor): ความเกียจคร้าน
ความเฉื่อยชา ความง่วงเหงาหาวนอน
4. อุทธัจจกุกกุจจะ (Restlessness and Worry): ความฟุ้งซ่านและความร้อนใจ
ความกังวล หรือความกระวนกระวายใจ
5.
วิจิกิจฉา (Doubt): ความลังเลสงสัย
ความเคลือบแคลง ไม่แน่ใจในหนทางปฏิบัติ
มันเพียงรู้สึกเหมือนมีชีวิตชีวา.
อารมณ์รู้สึกความปรารถนา, ความมุ่งร้าย,. ความสงสัย - เหล่านั้นเสียงดัง.
คุณรู้สึกถึงพวกมัน. แต่ความฟุ้งซ่านฟุ้งซ่านไม่สงบใจ? มันเหมือนเสียงหึ่ง ๆของตู้เย็น
ที่คุณหยุดการได้ยินมันมานานหลายปีก่อนไปแล้ว. แต่ก็ยังอยู่ที่นั่นเสมอมา,
ไม่ได้ถูกสังเกต. และกระนั้นมันก็เป็นเมฆหมอกปกคลุมทุกดสิ่งอยู่ –
ความสามารถของคุณที่จะมองเห็นตตัวคุณเอง, ที่จะมองเห็นผู้อื่นทั้งหลาย,
ที่จะมองเห็นรสิ่งทั้งหลายว่าพวกมันอยู่ที่นั้นตามเป็นจริง. (It just feels like being alive.
Sensual desire, ill will. Doubt – those are loud. You feel them. But
restlessness? It’s the hum of a refrigerator you stopped hearing years ago.
Always there, never noticed. And yet it clouds everything – your ability to see
yourself, to see others, to see things as they actually are.)
นี่คืออะไรที่เป็นสาระสำคัญทั้งหลาย: ในความเข้าใจของพระพุทธเจ้า, นี่คือค่าเริ่มต้นของจิตที่ยังไม่ได้การฝึกฝน
– จิตของอะไรที่พระองค์เรียกว่า ปุถุชน, บุคคลธรรมดา. เกือบทุกคน. ไม่ใช่เป็นการตัดสิน/ตำหนิ.
เป็นเช่นคำอธิบาย. น้ำที่ไม่ได้ถูกกรองคือธรรมชาติความพร่ามัว. น้ำคร่ำที่ยังเดิน/แตก.
มันเพียงยังไม่ได้ถูกกรอง. ความฟุ้งซ่านที่คุณรู้สึกคือสภาวะ. นิสัย/ความเคยชินที่ดำเนินมายาวนานมาก
– นานเหลือเกินที่คุณได้เป็นที่ผิดพลาดซึ่งมันคือธรรมชาติของคุณเอง. การจดจำรับรู้มันได้นั้นคือก้าวขั้นแรก,
เพราะคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรที่คุณไม่สามารถมองเห็นได้. (Here’s what matters: in the
Buddha’s understanding, this is the default of an untrained mind – the mind of
what he called a puthujjana3, an
ordinary person. Almost everyone. Not as a judgment. As a description.
Unfiltered water is naturally cloudy. The water isn’t broken. It just hasn’t
been filtered yet. The restlessness you feel is a condition. A habit running
for a very long time – so long you’ve mistaken it for your own nature. And
recognizing that is the first step, because you cannot change what you cannot
see.)
3 ปุถุชน (Puthujjana) แปลว่า "คนทั่วไป" หรือ "สามัญชน" ในทางพุทธศาสนา หมายถึงผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล (อริยปุคคละ)
ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน มีกิเลสหนาแน่น ยังเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ไม่เข้าใจอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง
หรือยังไม่เห็นธรรมอันวิเศษ
ลักษณะสำคัญของปุถุชน:
- ยังยึดมั่นในตัวตน (อัตตา): เชื่อว่ามี
"เรา" เป็นเจ้าของร่างกายและความคิด
- หลงผิด (โมหะ): ยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ
4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
- หวั่นไหวตามอารมณ์: สุขก็หลง ทุกข์ก็เศร้าใจ
(ยังเป็นทาสของอารมณ์)
- ยังไม่ปิดอบายภูมิ: มีโอกาสเกิดในทุคติ (นรก, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดรัจฉาน) หากไม่สร้างกุศล
ปุถุชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
1. อันธปุถุชน (ปุถุชนคนเขลา): ผู้ไม่ได้รับการอบรมทางธรรม
เต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง
2.
กัลยาณปุถุชน (ปุถุชนคนดี): ผู้ได้รับการอบรมทางธรรม
มีศีลธรรม หวังความเจริญทางจิตวิญญาณ แม้ยังไม่เป็นอริยบุคคล
ตรงข้ามกับ อริยบุคคล (ผู้ประเสริฐ)
ได้แก่ โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี
และพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ดับกิเลสได้บางส่วนหรือทั้งหมดแล้ว
ข้างในจิตที่ฟุ้งซ่าน
(Inside The Restless Mind)
ดังนั้น,
จิตไม่ได้หยุดนิ่ง. แต่ทำไม? อะไรที่แน่ชัดกำลังดำเนินไปอยู่ในที่นั้น? พระพุทธเจ้าไม่ได้แค่สังเกตถึงความฟุ้งซ่าน. พระองค์ได้ทำแผนผัง/แผนที่การทำงานข้างในของมันไว้อย่างแม่นยำที่ยังคงยึดถือกันมาจนถึงทุกวันนี้.
และมันเริ่มต้นด้วยคำบาลีที่, ครั้งหนึ่งเมื่อคุณได้เข้าใจมัน,
คุณจะมองเห็นในทุกที่, ปาปัญจะ. (So, the Mind doesn’t stop. But why? What
exactly is going on in there? The Buddha didn’t just observe the restlessness.
He mapped its inner working with a precision that still holds up today. And it
starts with a Pali word that, once you understand it, you’ll see everywhere: Papañca4.
4 ปาปัญจะ (Papañca) ในทางพุทธศาสนา
แปลว่า ความฟุ้งซ่าน, การปรุงแต่ง,
หรือการขยายความ หมายถึง
การที่จิตสร้างความคิดที่ไร้ขอบเขต การปรุงแต่งฟุ้งซ่าน
หรือการแพร่กระจายเชิงแนวคิด ซึ่งมักบดบังความจริงของสถานการณ์นั้นๆ
ทำให้จิตใจไม่สงบและยึดติด
ความหมายเพิ่มเติมของปาปัญจะ (Papañca):
- ความขยายความทางความคิด: การคิดปรุงแต่งไปต่างๆ
นานา
- แนวโน้มฟุ้งซ่าน: ความปรุงแต่งที่ทำให้จิตใจขยายออกไปไม่รู้จบ
- สิ่งบดบังความจริง: การสร้างแนวคิดหรือภาพพจน์จนมองไม่เห็นความจริงตรงหน้า
Wikipedia
โดยสรุป ปาปัญจะ
คือกิเลสประเภทหนึ่งที่ทำให้จิตใจปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปตามตัณหา มานะ และทิฏฐิ
จนทำให้เกิดความยึดติดและไม่เห็นแจ้งในความจริง
ปาปัญจามักจะถูกแปลว่าเป็นเช่น
“การแพร่กระจายเชิงแนวคิด.” แต่อะไรที่อธิบายตามความเป็นจริงคือมันเป็นที่ยุ่งเหยิงเละเทะวุ่นวายยิ่งไปกว่านั้น.
มันคือความอดไม่ได้ของจิตที่มักรับเอาประสบการณ์เล็กๆชั่วขณะหนึ่งมา
และหมุนปั่นมันเข้าไปในโลกทั้งปวงของเรื่องราวทั้งหลาย, พินิจพิจารณามัน, และมีปฏิกิริยาทั้งหลายเชิงอารมณ์รู้สึกกับมัน
– ทั้งหมดมีศูนย์กลางอยู่รายรอบ “ตัวฉัน.” (Papañca
is usually translated as “mental proliferation.” But what it
actually describes is messier than that. It’s the mind’s compulsion to take one
tiny moment of experience and spin it into an entire world of stories,
judgments, and emotional reactions – all centered around “me.”)
ใน มธูปิณฑิกสูตร สูตร, พระมหากัจจายนะได้วางผังห่วงโซ่ไว้อย่างกระจ่างชัดอย่างน่าสนใจยิ่ง.
อวัยวะรู้สึกของกายเพื่อพบ/ประชุมกับวัตถุ. จิตสำนึกก็ผุดอุบัติขึ้น.
ทั้งสามเหล่านี้มาด้วยกันเมื่อเกิดการสัมผัส/ผัสสะ. จากสัมผัส/ผัสสะ,
ดเวทนา/อารมณ์รู้สึกก็อุบัติขึ้น – ชอบ, ไม่ชอบ, หรือกลางๆ/เฉยๆ.
อะไรที่คุณรู้สึก/เวทนา, คุณรับรู้/สัญญา - จำได้หกมายรู้.
อะไรที่คุณรัยบรู้, คุณก็คิดเกี่ยวกับมัน. อะไรที่คุณคิดเกี่ยวกับมัน,
คุณก็ปรุงแต่ง/ขายงอกออกไป. และอะไรที่คุณปรุงแต่งก็กลายเป็นแหล่งกำเนิดจากที่ซึ่ง
- ดังที่พระสูตรได้กล่าวเอาไว้ –“ความพิจารณาวินิจฉัยทั้งหลายที่ถูกขับเคลื่อนไปโดย
การรับรู้ทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่ง รุมล้อมบุคคลหนึ่ง(เป็นตัวตน - ผู้แปล).” (In the Madhupiṇḍika Sutta5, the Venerable Mahā Kaccāna6 laid out the chain with
remarkable clarity. A sense organ meets an object. Consciousness arises.
These three come together as contact. From contact, a feeling arises – pleasant,
unpleasant, or neutral. What you feel, you perceive. What you perceive, you
think about. What you think about, you proliferate. And what you proliferate
becomes the source from which – as the sutta puts it – “judgments driven by
proliferating perceptions beset a person.”
5 Madhupiṇḍika
Sutta (มธูปิณฑิกสูตร) หรือ "พระสูตรว่าด้วยก้อนน้ำผึ้ง" เป็นพระสูตรลำดับที่ 18 ในคัมภีร์ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ที่อธิบายถึงกลไกการทำงานของจิตที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการปรุงแต่ง
ใจความสำคัญ
พระสูตรนี้เน้นเรื่อง "ปปัญจสัญญา" (Mental
Proliferation) หรือการที่จิตปรุงแต่งสัญญา (ความจำได้หมายรู้)
จนกลายเป็นความคิดฟุ้งซ่านที่กลับมาครอบงำตัวเราเอง โดยมีประเด็นหลักดังนี้:
- ที่มาของชื่อ: ท่านพระอานนท์เปรียบพระธรรมบทนี้ว่าเหมือน "ก้อนน้ำผึ้ง" (Madhupiṇḍika) ที่ไม่ว่าจะชิมจากมุมไหนก็มีรสหวานอร่อย
ให้ความอิ่มเอิบใจแก่ผู้พิจารณา
- จุดเริ่มต้น: พระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามของท้าวดัณฑปาณีเกี่ยวกับหลักธรรมของพระองค์ว่า
พระองค์สอนธรรมที่ทำให้บุคคลไม่ทะเลาะวิวาทกับใครในโลก และไม่มีสัญญาใดๆ
มารบกวนจิตใจได้
- กระบวนการปรุงแต่ง: พระมหากัจจายนะได้ขยายความคำสอนสั้นๆ
ของพระพุทธเจ้า โดยอธิบายวงจรการรับรู้ว่า:
- จักษุ + รูป = จักษุวิญญาณ (การเห็น)
- การประจวบกันของ 3 อย่างนี้คือ ผัสสะ (การกระทบ)
- เมื่อมีผัสสะ จึงมี เวทนา (ความรู้สึก)
- เสวยเวทนาอย่างไร ก็ สัญญา (จำได้หมายรู้) อย่างนั้น
- จำอย่างไร ก็ วิตก (ตริตรอง) อย่างนั้น
- ตริตรองอย่างไร
ก็ ปปัญจสัญญา (ปรุงแต่งฟุ้งซ่าน)
อย่างนั้น
ทำไมถึงสำคัญ?
พระสูตรนี้ถือเป็นคัมภีร์สำคัญในการทำความเข้าใจ จิตวิทยาเชิงพุทธ เพราะชี้ให้เห็นว่า "รากเหง้าของปัญหาและการทะเลาะวิวาท"
ไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "กลไกการปรุงแต่งของจิต"
ที่ทำให้เราติดกับดักความคิดของตัวเอง
6 Venerable Mahā Kaccāna แปลว่า พระมหากัจจายนะเถระ หรือ พระมหากัจจายนะ เป็นหนึ่งใน พระอสีติมหาสาวก (สาวกองค์สำคัญ 80
องค์) ของพระพุทธเจ้า
ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร โดยชื่อคำว่า "Mahā" แปลว่า
ยิ่งใหญ่/มหา และ "Kaccāna" (กัจจายนะ)
เป็นชื่อเฉพาะ
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระมหากัจจายนะ:
- ฉายา/ชื่ออื่น: มหากัจจายนเถระ, กัจจานะ
- ความสามารถ: ท่านมีความสามารถเป็นเลิศในการขยายความพระสูตรคำสอนที่สั้นหรือย่อ
ให้เข้าใจง่ายและละเอียดขึ้น
- สถานที่เกิด: เมืองอุชเชนี
- ความสำคัญ: เป็นผู้ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นยอดของภิกษุผู้จำแนกธรรม
คำนั้นที่ว่า ห้อมล้อมสาระสำคัญทั้งหลาย.
มันชักนำสัมผัสรู้สึกไปได้ว่า บุคคลนั้นได้ถูกท่าวมท้นและล้นมือจนรับไม่ไหว, ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตของตนเองอีกต่อไป.
บุคคลนั้นเริ่มต้นที่เป็นเช่นผู้กระทำ - ผู้หนึ่งที่รู้สึก, รับรู้,
คิด. แต่ในเวลาเดียวกันการปรุงแต่ง/ขยายความได้เข้ามายึดกุม, พวกเขาก็ได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ.
ถูกรุมเร้า. ถูกแซงทัน. ถูกติดกับดักอยู่ข้างในอะไรบางอย่างที่พวกมันไม่ได้ถูกเลือกมาให้เริ่มต้น.
นี่คืออะไรที่มองดูเหมือนเป็นชีวิตประจำวัน.
คุณกำลังเลื่อนมันอยู่ผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณ. คุณมองเห็นภาพถ่ายวันหยุดของเพื่อนคนหนึ่งจากยุโรปฬ
แสงกระทบดวงตาของคุณ – ผัสสะ. ความไม่สบายใจเล็กน้อย - เวทนา. (That word beset
matters. It conveys the sense that the person is overwhelmed and swamped, no
longer the agent of their own existence. The person started as the subject –
the one feeling, perceiving, thinking. But by the time proliferation takes
over, they’ve become the object. Beset. Overtaken. Trapped inside something
they didn’t even choose to start. Here’s what that looks like in daily life.
You’re scrolling through your phone. You see a friend’s vacation photos from
Europe. Light hits your eyes – contact. A slight discomfort – feeling.)
จิตประทับตรามันไว้ว่า: “พวกมันกำลังทำดีกว่าฉัน” - สัญญา/การจำได้หมายรู้.
การปรุงแต่ง/สังขารของพวกมันได้ยึดครอง: “ฉันได้เสียเวลาไปเป็นปีๆเปล่าๆ.
ทำไมชีวิตของฉันเป็นเช่นนี้? ฉันไม่ดีพอ.” หนึ่งรูปภาพ. หนึ่งวินาทีของผัสสะ/กระทบ.
แล้วจิตก็ได้สร้างภาพยนตร์ทั้งปวง. ห่วงโซ่ทั้งปวงบังเกิดขึ้นต่อเนื่องรวดเร็วยิ่งกว่าคุณสามารถกระพริบตา.
เมื่อถึงเวลาที่คุณสังเกตได้ถึงเรื่องราวนั้น, มันก็ได้มีอารมณ์รู้สึกเหกมือนเป็นความจริงไปแล้ว.
นั่นอย่างแน่นอนว่าทำให้ ปาปัญจะ อันตรายมากเกินไป: มันได้.อนอะไรที่บังเกิดขึ้นตามความเป็นจริงให้อยู่หลังกำแพงของ
ความคิดเห็นทางใจ, และคุณก็เข้าใจผิดไปว่าความคิดเห็นนั้นเป็นความสัจจริง. (The Mind label it: “They’re
doing better than me” – perception. Them proliferation takes over: “I’ve wasted
years. Why is my life like this? I’m not enough.” One photo. One second of
contact. And the Mind has built an entire movie. The whole chain happens faster
than you can blink. By the time you notice the story, it already feels like
reality. That’s exactly makes papañca so dangerous: it hides
what’s actually happening behind a wall of mental commentary, and you mistake
the commentary for the truth.)
สิ่งนี้บังเกิดขึ้นเป็นหลายร้อยครั้งต่อวัน. ความคิดหนึ่งกลายเป็นสอง.
สองกลายเป็นสิบ. สิบกลายเป็นโลกทั้งปวงกับ “ตัวฉัน” ที่ตรงศูนย์กลาง – ความทุกข์,
ความต้องการ, คความเปรียบเทียบ. แต่ปาปัญจะจำเป็นต้องการเชื้อเพลิง.
และพระพุทธเจ้าได้ระบุแยกแยะว่าเชื้อเพลิงอย่างเที่ยงแท้ก็คือ: เวทนา - อารมณ์รู้สึก. ทุกชั่วขณะของการกระทบของประสาทรู้สึกนำมาซึ่งอารมณ์/บรรยากาศ
– และจิตนั้นก็ทำปฏิกิริยากับมันในทันทีทันใด. มันไล่จับอะไรที่รู้สึกดี,
ต่อต้านอะไรที่รู้สึกไทม่ดี, และเสาะหาการกระตุ้นเร้าเมื่อสิ่งทั้งหลายรู้สึกเฉยเรียบ.
นั่นคือปฏิกิริยาที่คือ ตัณหา – ความอยาก. แต่ละปฏิกิริยาได้ผลิตสร้างความคิด. (This happens hundreds of times a
day. One thought becomes two. Two becomes ten. Ten become a whole world with
“me” at the center – suffering., wanting, comparing. But papañca needs fuel. And the
Buddha identified that fuel precisely: Vedanā — feeling tone. Every moment of sensory contact carries a tone –
and the Mind reacts to it instantly. It chases what feel good, resists what
feels bad, and seeks stimulation when things feel flat. That reaction is taṇhā -- craving. Each reaction produces a thought.)
แต่ละความคิดได้ผลิตสร้างความรู้สึกใหม่ขึ้น.
แต่ละความรู้สึกก็เหนี่ยวไกปฏิกิริยาอื่นอีกอัน. วนรอบเช่นนี้ยั่งยืนอยู่ด้วยตัวมทันเอง,
รอบแล้วรอบเล่า. และเพราะว่าประสาทรู้สึกไม่เคยหยุดทำงาน, เชื้อเพลิงเสบียงนั้นก็ไม่เคยหมดขาด.
นี้คือทำไมที่พระพุทธเจ้าวางเวทนาไว้ว่าเป็นหนึ่งในสี่มูลฐานของสติปัญญา
ใน มหาสติปัฏฐาน สูตร. เวทนาคคือขุดชัดเจนที่ห่วงโซ่สามารถถูกทำให้แตก/ขาดได้.
ถ้าคุณสามารถสังเกตได้ถึงอารมณ์รู้สึก – แต่สังเกตได้ถึงมัน,
ปราศจากปฏิกิริยาอย่างอัตโนมัติ – ลำดับเหตุการณ์ถูกขัดจังหวะ. การกระทบ/ผัสสะยังคงบังเกิด.
อารมณ์รู้สึกยังคงอุบัติขึ้น. แต่ปราศจากิแรวกระตุ้นของความอยากที่เกิดขึค้นเป็นนิสัย,
การปรุงแต่งสูญเสียงพลังงานของมัน. (Each thought produces a new
feeling. Each feeling triggers another reaction. The loop sustains itself,
around and around. And because the senses never stop working, the fuel supply
never runs out. This is why the Buddha place Vedanā
as one of the four foundations of Mindfulness in the Satipaṭṭhāna
Sutta. Vedanā is the exact point where the chain can be broken. If you can
notice the feeling tone – just notice it, without automatically reacting – the
sequence is interrupted. Contact still happens. Feeling still arises. But
without the habitual pull of craving, proliferation loses its fuel.)
มีอีกชั้นหุ้มหนึ่งภายใต้ทั้งหมดของเรื่องนี้. ในหมู่ขันธ์ 5 ที่ประกอบขึ้นเป็นประสบการณ์มนุษย์,
พระพุทธเจ้าระบุจำแนกถึงสังขาร - (There’s one more
layer beneath all of this. Among the Five Aggregates7 that make up human
experience, the Buddha identified Saṅkhāra8 – choices, mental
formations – as the force that constructs our conditioned reality. In the Khajjanīya
Sutta, he explained it through a kind of wordplay:
choices are called “choices” because they produce conditioned phenomena. They
shape form into form, feeling into feeling. Consciousness into consciousness.)
7 ขันธ์ 5 (Five
Aggregates) คือ องค์ประกอบ
5 อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต
(กายและใจ) หรือตัวตนของมนุษย์ ได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่าขันธ์ 5
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)
แต่เป็นเพียงกลุ่มของส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เป็นสาเหตุแห่งการยึดมั่นถือมั่นและทุกข์
องค์ประกอบของขันธ์ 5 ได้แก่:
1. รูป (Form): ร่างกายและส่วนประกอบที่เป็นวัตถุธาตุ
ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมถึงพฤติกรรมทางกาย (ร่างกายหยาบ)
2. เวทนา (Feeling): ความรู้สึก สุข,
ทุกข์, หรือเฉยๆ (ทางกายและใจ)
3. สัญญา (Perception): ความจำได้หมายรู้
การจำสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
4. สังขาร (Mental Formations): การปรุงแต่งจิต
ความคิด ความเห็น ความตั้งใจ เจตนาต่างๆ
5.
วิญญาณ (Consciousness): การรับรู้ผ่านทางทวารทั้ง
6 (ตา, หู, จมูก,
ลิ้น, กาย, ใจ)
การเข้าใจขันธ์ 5 ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ช่วยให้ลดการยึดติดในตัวตนและนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์
8 Saṅkhāra (สังขาร) ในทางพุทธศาสนา
แปลว่า "สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง", "การปรุงแต่ง" หรือ "สังขตธรรม" หมายถึง สิ่งทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ มาประชุมรวมกันแล้วก่อตัวขึ้น
ทั้งรูปธรรมและนามธรรม สังขารมีความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง)
และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
ความหมายในบริบทต่างๆ:
- สังขารในขันธ์ 5: หมายถึง เจตสิก (ปัจจัยทางจิต) ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้ดี ชั่ว
หรือเป็นกลาง เช่น ความคิด, ความจำ, ความโกรธ, ความโลภ
- สังขารในปฏิจจสมุปบาท: หมายถึง
"กรรมเจตนา" หรือกระบวนการทางจิตที่ปรุงแต่งการกระทำ (กุศล/อกุศล)
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิด
- สังขารธรรม: สิ่งที่มีเงื่อนไข, รูปธรรมและนามธรรมที่เกิดดับ
คำนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงเพียงร่างกาย
แต่ในพุทธศาสนาหมายรวมถึงทุกสิ่งเว้นแต่เพียงนิพพาน
สังขาร
นั้นเป็นแรงกำลังของการก่อสร้างที่ไม่เคยได้มีวันหยุดงาน. นี้คืออะไรที่นั่งอยู่ภายใต้จิตอันฟุ้งซ่าน: แรงกระตุ้นอย่างต่อเนื่องที่คอยก่อตัวปฏิกิริยาขึ้นและคอยผลักดันไปข้างหน้า – เพราะการหยุดรู้สึกก้เหมือนการหายไป. ตวามรู้สึกว่าคือ “ฉัน/อัตตา”
พึ่งอยู่กับกิจกรรมการทำงานของจิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ. ทุกความคิด วางอิฐอีกก้อนไปในกำแพงของ
“ตัวฉัน.” ถ้ากิจกรรม/การทำงานหยุด, “ฉัน/อัตตา”
ก็จะเริ่มต้นเจือจางลงไป. และสำหรับจิตที่ไม่ได้ถูกฝึกฝนมา, นั่นรู้สึกเหมือนว่าถูกการทำลายล้างไปสิ้น.
ดังนั้น, ภาพเต็มๆคือ: เครื่องยนต์ของการปรุงแต่งได้ถูกเติมเชื้อเพลิงโดยควสามรู้สึก/เวทนาอันไม่เคยจบสิ้น,
ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกำลังก่อสร้าง, ความหวดกลัวการหยุดนิ่งของตนเอง.
ทั้งหมดกำลังหมุนไปรอบๆศูนย์กลางหนึ่งที่จำเป็นต้องการการหมุนวนนี้เพื่อที่จะรู้สึกว่ามันมีอยู่. (Saṅkhāra is a constructing force that never takes a day off. This is
what sits beneath a restless mind: a deep Impulse that jeeps building reacting,
keeps pushing forward – because stopping feels like disappearing. The sense of
“I” depends on constant mental activity. Every thought lays another brick in
the wall of “me.” If that activity stops, the “I’ begins to thin out. And for
an untrained mind, that feels like annihilation. So, the
full picture: a proliferation engine fueled by never-ending feeling, driven by
a constructing force afraid of its own stillness. All
spinning around a center that needs the spinning in order to feel that it
exists.)
นี้ไม่ใช่ทฤษฎี. มันเป็นแผนที่หนึ่ง.
และที่ยิ่งซื่อตรงไปกว่าคือคุณสังเกตได้โดยประสบการณ์ตนเอง,
ยิ่งกระจ่างแจ้งมากขึ้น, คุณจะเห็นว่านั่นมันเข้ากันได้กับกับอาณาเขตนั้น.
คำถามที่ตามมาก็คือว่า เป็นอันหนึ่งที่สำคัญไหมว่า: ทั้งหมดนี้อย่างแท้จริงแล้ว
ทำให้คุณต้องจ่ายอะไร? (This is
not a theory. It’s a map. And the more honestly you observe your own
experience, the more clearly, you’ll see that it matches the territory. The
question that follows is the one that matters: what is all of this actually
costing you?
อะไรที่มันกำลังทำให้คุณต้องจ่าย? (What It's Costing You)
มีบางอย่างที่เกือบจะมองเห็นไม่ได้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของจิตฟุ้งซ่าน.
ไม่มีฟกช้ำ, ไม่มีไข้, ไม่มีแผลปรากฏชัดเจน. แต่ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดแล้วคุณก็จะเริ่มสังเกตเห็น: ชีวิตคือการบังเกิดอยู่, แต่คุณไม่ได้เข้าไปอยู่ในมันเลยทีเดียวนัก.
ผู้คนที่กำลังพูดคุยกับคุณ, แต่คุณก็ไม่ได้ค่อนข้างได้ยินพวกเขาเลยทีเดียวนัก. จิตนั้นอยู่ในที่ใดอื่น.
มันมักจะไปอยู่ในที่ใดอื่น. พระพุทธเจ้าระบุชี้ที่อยู่ของมันนั้นไว้ใน ภัทเทกรัตต
สูตร: “อย่าหวนอาลัยยังอดีต. อย่ากังวล/คาดเดาอนาคต.
อดีตได้จากไปแล้ว. อนาคตยังไม่ได้มาถึง.” (There’s something almost invisible about the cost of a restless
mind. No bruise, no fever, no obvious wound. But pay close attention and you
start to notice: life is happening, but you’re not quite in it. People are
talking to you, but you’re not quite hearing them. The Mind is somewhere else.
It’s always somewhere else. The Buddha addressed this in the Bhaddekaratta
Sutta9: “Don’t run back
to the past. Don’t anticipate the future. The past is already gone. The future
has not arrived.”)
9 ภัทเทกรัตตสูตร (Bhaddekaratta
Sutta) หรือ "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ" คือพระสูตรสำคัญในมัชฌิมนิกาย ที่สอนเรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างมีสติในปัจจุบัน
โดยไม่ติดค้างในอดีตหรือมุ่งหวังอนาคต
เน้นหลักการทำความเพียรในขณะนี้เพื่อความสุขและความบริสุทธิ์ใจ
ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกส่วนที่สอนการละความยึดติด
สาระสำคัญของภัทเทกรัตตสูตรมีดังนี้:
- หลักการหลัก: บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (อดีต)
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) และควรง่อนแง่น (มีสติมั่นคง)
ในธรรมปัจจุบัน
- นิยามผู้มีราตรีเดียวเจริญ: หมายถึงผู้ที่ทำความเพียรเผากิเลสในปัจจุบันอย่างเต็มที่
ไม่เสียเวลากับความเพลินในอดีตหรืออนาคต
- การปฏิบัติ: คือการมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกตัวในขณะนี้
ปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และไม่อาลัยอาวรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
พระสูตรนี้เป็นบทสอนเรื่องการปล่อยวาง (Non-attachment) และการอยู่กับปัจจุบัน
(Living in the Present) เพื่อให้จิตเป็นอิสระจากการยึดติด
พระองค์ไม่ได้เสนอแนวคิดสวยหรูเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน.
พระองค์กำลังำการวินิจฉัยโรค. และในหัวข้อเรื่องเดียวกันนี้,
พระองค์ได้ลงลึกไปยิ่งขึ้น. “การอาลัย/วิ่งกลับไปหาอดีต”
หมายถึง การกำหนัดยินดีในขันธ์ทั้ง 5 - รูป, เวทนา, สัญญา,
สังขาร, วิญญาณ/จิตสำนึก - ที่ครั้งหนึ่งได้เป็น. การที่ “กังวล/คาดเดาอนาคต”
หมายถึง การที่รวบรวมเอาความยินดีกับอะไรที่พวกขาอาจจะกลายเป็น. และที่จะ “ลังเลต่อปรากฏการณ์ที่ตรงหน้า”
หมายถึง ที่จะ ทึกทัก/มองเอาว่าขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็น”ตัวตน” –
ที่จะมองประสบการณ์ของคุณและพับพังพาบเข้าไปในมัน, คิดว่า “นี้คือฉัน.
นี้คือของฉัน. นี้คือใครที่เป็นฉัน.”การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนนั้นคืออะไรที่
ปาปัญจะป้อนอาหารหล่อลั้ยงให้กันมันต่อไป. (He wasn’t offering
a nice idea about living in the present. He was making a diagnosis. And in the
same discourse, he went deeper. To “run back to the past” means to muster
delight in the aggregates – form, feeling, perception, choices, consciousness –
that once were. To “anticipate the future” means to muster delight in what they
might become. And to “falter amid present phenomena” means to regard these
aggregates as self – to look at your experience and collapse into it, thinking:
“This is me. This is mine. This is who I am.” That identification is exactly
what papañca feeds on.)
คราบนานเท่าที่มันวิ่งไปอยู่,ทุกขณะของจิตก็กำลังหมุนปั่นผ่านเรื่องราวทั้งหลายของมัน
คือชั่วขณะที่ผ่านไปโดยไม่ได้ใช้ชีวิตแท้จริง. อย่างเงียบๆ, ถูกข้ามไปอย่างมองไม่เห็น.
ชั่วขณะที่ถูกมองข้ามไปเหล่านั้น, ร้อยรัดอยู่ด้วยกันไปตลอดหลายปี,
เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความรู้สึกว่าชีวิตกำลังไถลเลื่อนหมดไป
– ว่าคุณกำลังเฝ้าดูการมีอยู่ของตัวคุณเองจากด้านหลังของหน้าต่างหนึ่ง. พุทธพจน์
ใน ภัทเทกรัตต สูตรวางมันไว้อย่างฉุกเฉิน: “จงเพียรทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เพราะใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้หรือไม่!” (And as long as it runs,
every moment the Mind is spinning through its stories is a moment that passes
unlived. Quietly, invisibly missed. Those missed moment, strung together across
years, add up to a persistent feeling that life is slipping by – that you’re watching
your own existence from behind a window. The Buddha’s verse in the Bhaddekaratta puts it with urgency: “Today’s the day to keenly work – who
knows, tomorrow may bring death!”)
ถ้าคุณกำลังที่จะตื่นขึ้น, มันก็ต้องเป็นในตอนนี้.
เพราะ “ตอนนี้”คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่คุณมี. มีค่าใช้จ่ายที่สองซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยพินิจพิจารณาถึง.
ใน นิพเพธิก สูตร, พระพุทธเจ้าได้จัดวางการวิเคราะห์อันสมบูรณ์สิ้นของกรรม
ที่ตัดลึกลงไปยิ่งกว่าผู้คนส่วนใหญ่ได้ตระหนักรู้. พระองค์ตรัสว่า: “จงฟัง, ตถาคตบอกกาเจ้า, คือกรรมนั้น. โดยหมายมั่นตั้งใจ, ผู้นั้นทำกรรมโดยหนทางของกาย,
วาจา, และใจ/จิต.” นี้หมายความว่า กรรมนั้นไม่ใช่แค่การกระทำทั้งหลายของคุณที่สามารถมองเห็นได้
– อะไรที่คุณพูด, อะไรที่คุณทำด้วยมือทั้งสองของคุณ. กรรมเริ่มต้นด้วยเจตนา.
และความตั้งใจอาศัยอยู่ที่ในจิต. (If
you’re going to wake up, it has to be now. Because “now” is the only thing you
actually have. There’s a second cost most people never consider. In the Nibbedhika
Sutta10, the Buddha laid
out a complete analysis of karma that cuts much deeper than most people
realize. He said: “Intention, I tell you, is karma. Intending, one does karma
by way of body, speech, and Mind.” This means karma is not just your visible
actions – what you say, what you do with your hands. Karma begins with
intention. And intention lives in the mind.)
10 นิพเพธิกสูตร (Nibbedhika Sutta, AN 6.63) คือ พระสูตรในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ที่ว่าด้วย "ธรรมปริยายอันชำแรกกิเลส"
หรือธรรมเครื่องแทงทะลุความหลง สอนให้เข้าใจความจริงของกาม, ความอยาก, กิเลส, และแนวทางปฏิบัติ (ปฏิปทา)
เพื่อความดับกามและความสิ้นไปแห่งความทุกข์อย่างละเอียด
สาระสำคัญของนิพเพธิกสูตร:
- ชื่อสูตร: นิพเพธิกสูตร แปลว่า สูตรที่ชำแรกกิเลส
หรือธรรมเครื่องแทงทะลุ
- ที่มา: ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต
(เล่มที่ 22)
- เนื้อหาหลัก: พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทำความเข้าใจ 6 เรื่องหลัก (ในลักษณะรู้เหตุ-ผล-ความดับ-ปฏิปทา)
เพื่อให้เกิดปัญญาแทงทะลุ:
- กาม (Kāma): เหตุเกิดกาม,
ความต่างแห่งกาม, วิบากแห่งกาม, ความดับกาม
- ความอยาก (Taṇhā): สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
- ปฏิปทา (Paṭipadā): แนวทางปฏิบัติเพื่อความดับกามและความทุกข์
ทุกแรงกระตุ้นขับทางจิตที่ส่งออกไป – สู่ความอยาก, สู่ความชัง,
ความหลงผิด – เป็นผลกรรมที่กำลังเคลื่อนที่อยู่,
ได้ปรับแต่งรูปอนาคตของคุณไปแล้ว, ก่อนที่คำพูดหนึ่งใดจะถูกพูดออกมา หรือนิ้วหนึ่งใดจะถูกยกขึ้น. และพระพุทธเจ้าได้ระบุจำแนกว่า
อะไรที่เริ่มออกตัวกระบวนการทั้งปวงนี้: คือผัสสะ. ทุกขณะที่ประสาทสัมผัสรู้สึกของคุณพบประชุมกับโลก,
ความตั้งใจได้มีโอกาสที่จะจุดไฟ – และในเวลาส่วนใหญ่, มันจุดไฟโดยปราศจากการรู้ของคุณ.
จิตหนึ่งที่ไม่เคยพักผ่อนคือ จิตที่ไม่เคยหยุดที่จะสร้างกรรม. (Every mental impulse that carries
a direction – toward craving, toward aversion, toward delusion – is already
karma in motion, already shaping your future, before a single word is spoken or
a single finger is lifted. And the Buddha identified what sets this whole
process in motion: contact. Every moment your senses meet the world, intention
has a chance to fire – and most of the time, it fires without you knowing. A
mind that never rests is a mind that never stops producing karma.)
จิตที่ไม่เคยมีวันหยุดพัก คือจิตที่ไม่เคยหยุดที่จะผลิตสร้างกรรม.
ทุกความเพ้อฝันที่คุณติดตามไปก็คือกรรม. ทุกการเปรียบเทียบที่ผลิตสร้างความถือตัว/ทะนงตน
– ก็คือกรรม. ผลลัพธ์ทั้งหลายนั้น, พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า, คือกรรมสามระดับ: บ้างสุกงอมในตรงนี้และตอนนี้, บ้างสุกงอมในชีวิตนี้, และบ้างสุกงอมโพ้นเลยไปจากชีวิตนี้ด้วยกัน.
พระองค์ยังได้ตรัสว่า จากการดับไปของผัสสะ การดับไปของกรรมจึงตามมา – และมรรคมีองค์
8 ก็คือหนทางที่จะดับการนั้น. (A
mind that never rests is a mind that never stops producing karma. Every silent
resentment is karma. Every fantasy you follow is karma. Every comparison that
produces conceit – karma. The results, the Buddha said, are threefold: some
ripen right here and now, some ripen in this life, and some ripen beyond this
life altogether. He also said that from the cessation of contact comes the
cessation of karma – and that the noble eightfold Path is the way to that cessation.)
ที่หมายถึงการฝึกปฏิบัติของสติปัญญาไม่ได้เพียงแค่หยุดเสียงนั้น.
มันหยุดการผลิตสร้างกรรมอย่างมืดบอดที่แหล่งกำเนิดของมันเอง.
เดิมพันนั้นสูงกว่าที่ผู้คนส่วยใหญ่ตระหนักถึง.
และอะไรก็ตามที่บุคคลหนึ่งคอยแสวงหาอยู่เรื่อยไปด้วยการคิดของพวกเขา,
นั่นกลายเป็นความเอนเอียงของจิตของพวกเขาเอง. ตอยแต่แสวงหาความจุ่นเคืองใจ,
และจิตนั้นก็โน้มลงไปยังความขุนเคืองคับข้องใจนั้น. คอยแต่แสวงหาความอยาก,
และจิตนั้นก็โน้มลงไปยังความอยากนั้น. จิตอันฟุ้งซ่านไม่ได้เป็นกลาง/วางเฉย
– มันกำลังขยันยิ่งอยู่กับการปรับรูปร่างตัวตนของคุณที่กำลังกลายไปเป็น.
แล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่สร้างความเจ็บปวดอย่างเงียบๆเป็นส่วนใหญ่. เมื่อจิตนั้นเต็มไปด้วย
“ตัวฉัน” – ความกังวลของฉัน, แผนการของฉัน, บาดแผลของฉัน –
บางอย่างที่เป็นแก่นสำคัญก็ถูกกลุ้มรุมเบียดบังออกไป. (Which
means the practice of mindfulness doesn’t just quiet the noise. It stops the
blind manufacture of karma at its source. The stakes are far higher than most
people realize. And whatever a person keeps pursuing with their thinking, that
becomes the inclination of their mind. Keep pursuing resentment, and the mind
bends toward resentment. Keep pursuing craving, and the Mind bends toward
craving. A restless mind is not neutral – it is actively shaping who you are
becoming. Then there’s the cost that hurts most quietly. When the mind is full
of “me” – my worries, my plan, my wounds – something essential gets crowded
out.)
เมตตา, ความรัก-ปรารถนาดี, ต้องการพื้นที่. กรุณา,
ความเห็นใจ, จำเป็นต้องปรากฏจริง – ประเภทที่ซึ่งคุณกำลังอยู่กับผู้อื่นอย่างแท้จริง.
ไม่ใช่แสร้งทำเป็นฟังในขณะที่ฝึกซ้อมทวนประโยคที่คุณจะพูดถัดไป.
ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับเรื่องนี้เมื่อที่นั่งทั้งหมดในจิตได้ถูกยึดไปหมดแล้ว.
และดังนั้น, บางอย่างเจ็บปวดบังเกิดขึ้นโดยปราศจากใครอื่นสังเกตเห็น: คุณกลายเป็นโดดเดี่ยวอยู่ในกลุ่มร่วมของผู้คนผู้ซึ่งรักคุณ. พวกเขาสามารถรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างกายของคุณซึ่งอยู่ที่นี่และความสนใจของคุณที่ไปอยู่ยังบางแห่งอื่น.
(Mettā,
loving-kindness, needs room. Karuṇā, compassion, needs real presence – the kind where you’re
actually with another person, not half-listening while rehearsing your next
sentence. There is no room for this when every seat in the mind is already
taken. And so, something painful happens without anyone
noticing: you become lonely in the company of people who love you. They can
feel the gap between your body being here and your attention being somewhere
else.)
เมื่อเวลาผ่านไป, ช่องว่างนั่นกลายเป็นอะไรประเภทของความโดดเดี่ยวไม่มีกลุ่มเพื่อนจำนวนมากแค่ไหนสามารถแก้ไขเยียวยาได้.
นี่คืออะไรที่ความฟุ้งซ่านเอาไปจากคุณ.
ไม่ใช่ในหนึ่งชั่วขณะตรึงตาตรึงใจใด. แต่ทีละเล็กทีละน้อย. ทีละวัน. ทีละความคิด.
ชั่วขณะปัจจุบัน. เมล็ดพันธุ์ของคุณในอนาคต.
และผู้คนที่ใกล้ชิดที่สุดของคุณ. ถ้าคุณรู้สึกถึงน้ำหนักของนั่น –ถ้าบางอย่างในตัวคุณหวนจดจำรูปแบบนี้ได้
– แล้วคำถามนั้นตามถัดมา เป็นหนึ่งในสำคัญที่ว่า: มีทางออกไหม? พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่ามี.
แต่มันไม่ใช่ในที่ซึ่งคนส่วนใหญ่มองหา. (Over time, that gap becomes a
kind of loneliness no amount of company can fix. This is what restlessness
takes from you. Not in one dramatic moment. But gradually. Day by day. Thought
by thought. The present moment. The seeds of you future. And the people closet
to you. If you feel the weight of that – if something in you recognizes this
pattern – then the question that comes next is the only one that matters: is
there a way out? The Buddha said there is. But it’s not where most people look.)
ทางออกไม่ใช่อะไรที่คุณคิด
(The Way Out is Not What You
Think)
การตอบสนองอย่างธรรมชาติมากที่สุดต่อทั้งหมดของเรื่องนี้คือ: “ฉันจำเป็นต้องหยุดคิด,” ถ้าปัญหานั้นคือการคิดมากเกินไป,
คำตอบก็คือก็ต้องคิดน้อยลง. “ฉันจะปฏิบัติสมาธิให้หนักมากขึ้น.
ฉันจะบังคับให้จิตนั้นอยู่เงียบๆ. “ พระพุทธเจ้า เรียกว่านี้คือกับดักอย่างหนึ่ง.
ใน ฑเวธาวิตักก สูตร, พระองค์ได้อธิบายประสบการณ์ของพระองค์เองก่อนที่จะตรัสรู้.
เมื่อความคิดฝ่ายอกุศลทั้งหลายได้ผุกดอุบัติขึ้น –
เหล่าที่ฝังรากอยู่ในกาม, ความมุ่งราย, และความให้โทษ –
พระองค์ไม่ได้ใช้กำลังบังคับมันออกไป. พระองค์หวนจดจำพวกมัน.
พระองค์ได้มองดูอย่างกระจ่างชัดในที่ซึ่งพวกมันนำไป:
สู่ความทุกข์ของพรพะองค์เอง, สู่ความทุกข์ของผู้อื่น, สู่อุปสรรคกีดขวางซึ่งความหยั่งรู้.
(The most natural response to
all of this is: “I need to stop thinking,” If the problem is too much thinking, the answer must be less
thinking. I’ll meditate harder. I’ll force the mind to be quiet. The Buddha
would call this is a trap. In the Dvedhāvitakka Sutta11, he described his own
experience before awakening. When unwholesome thoughts arose – those rooted in
sensuality, ill will, and harmfulness – he didn’t force them out. He recognized
them. He looked clearly at where they lead: to his own affliction, to the
affliction of others, to the obstruction of discernment.)
11 ทเวธาวิตักกสูตร (Dvedhāvitakka Sutta) คือพระสูตรในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแนวทางการจำแนกความคิดออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล (ความคิดที่เป็นกุศล)
และฝ่ายอกุศล (ความคิดที่เป็นอกุศล) โดยทรงสอนให้มีสติรู้เท่าทันความคิดที่เกิดขึ้น
หากเป็นความคิดที่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นให้ละเสีย
หากเป็นความคิดที่เป็นไปเพื่อความสงบให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ข้อมูลนี้มาจากเว็บไซต์ของวัดป่าอภัยคีรี (www.abhayagiri.org)
สาระสำคัญของทเวธาวิตักกสูตร:
- การแบ่งความคิด: ทรงแบ่งความคิดออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน
เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการจิตใจ
- ความคิดอกุศล (กามวิตก, พยาบาทวิตก,
วิหิงสาวิตก): ความคิดที่ประกอบด้วยความอยาก ความโกรธ
ความเบียดเบียน ให้รู้เท่าทันและละทิ้งเสีย
- ความคิดกุศล (เนกขัมมวิตก, อพยาบาทวิตก,
อวิหิงสาวิตก): ความคิดที่ประกอบด้วยการออกจากกาม ความไม่โกรธ
ความไม่เบียดเบียน ให้หมั่นเจริญและทำให้อยู่ในจิตใจเสมอ
- ผลของการฝึก: ความคิดแบบใดที่จิตตรึกตรองบ่อยๆ
ความคิดนั้นจะกลายเป็นนิสัยและแนวทางของจิตใจในท้ายที่สุด
- จุดประสงค์: เพื่อการฝึกฝนจิต (จิตภาวนา)
ให้เป็นไปเพื่อความสงบเย็นและบรรลุธรรม
ทเวธาวิตักกสูตรจัดเป็นคำสอนเรื่องการจัดการความคิด (Thought Management) ในชีวิตประจำวัน
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการฝึกสติและปัญญาเพื่อให้เกิดความสงบใจ
และสังเกตได้ว่า, ความทั้งหลายนั้นสงบลงได้ด้วยตัวของพวกมันเอง.
แล้วพระองค์ก็ทรงกำกับความสนใจอย่างอ่อนโยนไปยังบางอย่างที่เป็นกุศลกรรม – ความคิดที่ละวาง,
ไม่มุ่งร้าย, ไม่มีพิษภัย. แต่นี่คือที่ผู้คนส่วนมากได้มองข้าม: พระองค์ได้สังเกตว่า แม้ความคิดกุศลกรรม,
ถ้าแสวงหานานเกินไป, ทำความเหนื่อยร้าแก่กาย – และกายที่เหนื่อยร้าได้รบกวนจิต
– และจิตที่ถูกรบกวนก็อยู่ไกลไปจากสมาธิ. (And noticing that, the thoughts
subsided on their own. Then he gently directed attention toward something
wholesome – thoughts of renunciation, non-ill will, harmlessness. But here’s
the part most people miss: he noticed that even wholesome thoughts, if pursued
too long, tired the body – and a tired body disturbed the mind – and a
disturbed mind was far from concentration.)
ดังนั้น, เป้าหมายก็ไม่มีวันได้เข้ามาแทนที่ประเภทหนึ่งของความคิดด้วยอีกอันหนึ่งแล้วเรียกมันว่าจบสิ้นแล้ว.
เป้าหมายคือการที่จะปล่อยให้จิตมาสู่การที่จะหยุดพัก – โดยธรรมชาติ,
อย่างสมัครใจโดยตัวมันเอง. เมื่อใดที่คุณกดข่มความคิดหนึ่ง, คุณไม่ได้ย้ายมันออกไปอย่ามแท้จริง.
คุณผลักดันมันลงไปอยู่ใต้ผิว. พระพุทธเจ้าได้พูดถึง อนุสัย – แนวโน้มทั้งหลายที่ซ่อนอยู่
– รอยร่องลึกในจิตที่ทอดนอนอยู่ภายใต้ภวังค์ความคิด. (So, the goal was never to replace one kind of thinking with
another and call it done. The goal was to let the mind come to rest –
naturally, of its own accord. When you suppress a thought, you don’t actually
remove it. You push it below the surface. The Buddha spoke of anusaya12(อนุสัย) – latent tendencies – the deep grooves in the mind that lie
beneath conscious thought.)
12 อนุสัย (Anusaya) ในทางพระพุทธศาสนา
หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน หรือกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ เป็นเชื้อโรคทางใจที่รอวันกำเริบเมื่อได้รับอารมณ์มาเร้า โดยทั่วไปมี 7
อย่าง ได้แก่ กามราคะ, ปฏิฆะ, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, มานะ,
ภวราคะ, และอวิชชา
ซึ่งเป็นกิเลสที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนตลอดเวลา
อนุสัย 7 ประการ
(กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน):
1.
กามราคะ: ความติดใจในกามคุณ
(รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
2.
ปฏิฆะ: ความหงุดหงิด ความขัดเคืองใจ
หรือความโกรธ
3.
ทิฏฐิ: ความเห็นผิด ความยึดติดในทิฏฐิ
4.
วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย
ความเคลือบแคลง
5.
มานะ: ความถือตัว ความสำคัญตน
6.
ภวราคะ: ความติดใจในภพ ความอยากมีอยากเป็น
7.
อวิชชา: ความเขลา ความไม่รู้จริง
การตัดความคิดที่ผิวหน้า, และรากนั้นยังอยู่.
มันรอคอย, และกลับมาเมื่อคุณเปราะบางได้มากที่สุด, และก็มักจะแข็งแรงขึ้นกว่าครั้งก่อน.
ดังนั้น, ถ้าใช้แรงกำลังบังคับจิตให้หยุดไม่ให้ทำงาน, แล้วอะไรทำ? ใน (Cut a thought at the surface, and the root stays. It
waits, and returns when you’re most vulnerable, often stronger than before. So,
if forcing the mind to stop doesn’t work, what does? In Pabhassara Sutta13, the Buddha made four short, extraordinary
statements.)
13 ปภัสสรสูตร (Pabhassara
Sutta) หรือ จิตประภัสสร เป็นพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาท (อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)
กล่าวถึง "จิตเดิมแท้ที่สว่างไสว" (Luminous Mind) ซึ่งมีความบริสุทธิ์อยู่โดยธรรมชาติ
แต่เกิดความเศร้าหมองลงเนื่องจากมีอุปกิเลสหรือกิเลสจากภายนอกเข้ามาเกาะเกี่ยว
สาระสำคัญของจิตประภัสสร:
- บริสุทธิ์โดยธรรมชาติ: พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จิตนี้ประภัสสร (สว่างไสว) แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสจรมา
- ความเศร้าหมอง: เกิดจากราคะ โทสะ และโมหะ (อุปกิเลส)
ที่จรเข้ามาทำให้จิตที่บริสุทธิ์นั้นมืดมัวลง
- แนวคิดเรื่องความสว่าง: ในมุมเถรวาทหมายถึง ภวังคจิต แต่ในมุมมหายานมักเปรียบเทียบกับ โพธิจิต หรือ ตถาคตครรภ์ (พุทธภาวะ)
การเข้าใจจิตประภัสสรคือการตระหนักว่า
ธรรมชาติเดิมของใจไม่มีกิเลส
และสามารถพัฒนาด้วยการเจริญภาวนาเพื่อขจัดอุปกิเลสให้จิตกลับมาสว่างไสวบริสุทธิ์
“จิตนั้นประภัสสร/สว่างไสว. และมันได้เศร้าหมองด้วยกิเลสจรเข้ามา.”
“สว่างไสวคือจิต. และมันเป็นได้อิสระจากกิเลสที่จรเข้ามา.” ความเศร้าหมอง/กิเลส
ที่เข้ามา – พวกมันเป็นแขกผู้มาเยือน, ไม่ใช่ธรรมชาติของบ้านในตัวมันเอง.
แล้วพระองค์ก็ทรงเติมเพิ่มถึงส่วนวิกฤติสำคัญ: ปุถุชนผู้ที่ยังไม่ได้สดับรับฟังคำสอน
ย่อมมิได้ตระหนักถึงความสว่างไสว/ประภัสสรของจิตนั้นอย่างที่มันเป็นจริง. และเพราะพวกเขาไม่ได้มองเห็นมัน,
ก็ไม่มีการพัฒนาของจิตสำหรับพวกเขา. แต่สาวกผู้ที่ได้สดับรับฟังคำสอนเป็นอย่างดีย่อมมองเห็นได้
- และสำหรับพวกเขาแล้ว, การพัฒนาย่อมกลายเป็นไปได้.” (“Luminous
is the mind. And it is defiled by incoming defilements.” “Luminous is the mind.
And it is freed from incoming defilements.” The defilement comes in – they are
visitors, not the nature of the house itself. Then He added the crucial part: the
uninstructed ordinary person doesn’t discern this luminosity as it actually is.
And because they don’t see it, there is no development of the mind for them. But
the well-instructed disciple does discern it – and for them, development
becomes possible.)
การที่จะหยั่งรู้ความสว่างไสวของจิตหมายถึงการเข้าใจว่าความเศร้าหมอง/มลทินทั้งหลายอย่างเช่น
โลภ, ความเกลียดชัง, และความหลง ต่างไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของความตื่นรู้,
ไม่ใช่ส่วนจำเป็นของมัน. ปราศจากความเข้าใจนี้, ทำไมคุณกระทั่งต้องมาพยายามฝึกปฏิบัติ?
ด้วยมัน, คุณสามารถเริ่มต้นที่จะตัดจากอะไรที่ไม่ได้เป็นของมัน. เครื่องมือที่พระพุทธเจ้าได้เสนอสำหรับสิ่งนี้คือ
สัมมาสติ - สติปัญญาอันถูกต้อง.
(To perceive the mind’s luminosity means understanding that defilements
like greed, aversion, and delusion are not intrinsic to awareness, not a
necessary part of it. Without this understanding, why would you even try to
practice? With it, you can begin to cut away what doesn’t belong. The tool the
Buddha offered for this is Sammā Sati –
Right Mindfulness.)
ในสติปัฏฐาน สูตร, คำสอนแนะของพระองค์เคลื่อนผ่านไปในสี่ชั้นห่อหุ้มถ้าเป็นการสังเกต: กาย, เวทนา/ความรู้สึกฺ, จิต, และธรรม – หลักใหญ่ทั้งหลายของเหตุและผล.
กับเวทนา: รู้ถึงอารมณ์รู้สคกพอใจเป็นเช่นความพอใจ,
อารมณ์รู้สึกเจ็บปวดเป็นเช่นความเจ็บปวด, อารมณ์รู้สึกกลางๆ/เฉยๆว่าเป็นเช่นความเป็นกลาง.
กับจิต: เข้าใจจิตที่โลภเป็นเช่นจิตที่มีความโลภ,
จิตที่กระจัดกระจายก็เป็นเช่นจิตที่แตกกระจัดกระจาย.
และสำหรับหลักใหญ่ทั้งหลายนั้น: เมื่อความฟุ้งซ่านได้ปัจจุบันปรากฏ,
ก็เข้าใจว่านั่นมันเป็นปัจจุบัน. ก็เข้าใจว่ามันอุบัติขึ้นมาอย่างไร.
เข้าใจว่ามันสามารถถูกล้มเลิกได้อย่างไร. และเข้าใจว่าทำอย่างไร,
เมื่อครั้งหนึ่งมันถูกล้มเลิกไปแล้ว, มันจะไม่ได้อุบัติขึ้นมาอีกครั้ง. (In the Satipaṭṭhāna Sutta, his instructions
move through four layers if observation: the Body, Feelings, the Mind, and
Principles of Cause and Effect. to Feelings: know a pleasant feeling as
pleasant, a painful feeling as painful, a neutral feeling as neutral. For the
Mind: understand mind with greed as mind with greed, scattered mind as
scattered mind. And for principles: when restlessness is present, understand
that it’s present. Understand how it rose. Understand how it can be given up.
And understand how, once given up, it doesn’t arise again.)
ไม่มีการซ่อมแก้. แค่กระจ่างแจ้ง,
การรู้อย่างยั่งยืน. ในชั่วขณะของการรู้อย่างกระจ่างแจ้ง, บาวงอย่างเคลื่อนย้ายไป.
คุณไม่ได้อยู่ข้างในความคิดอีกต่อไป. คุณกำลังเฝ้าดูมัน. และอะไรที่คุณสามารถเห็น,
คุณก็ไม่ได้ติดอยู่ในกับดักนั้นอีกต่อไป. (No fixing. No fighting. Just clear, sustained knowing. In
that moment of clear knowing, something shifts. You are no longer inside the
thought. You are watching it. And what you can see, you are no longer trapped
by.)
ความคิดทั้งหลายอาจจะยังคงมา. อารมณ์รู้สึกทั้งหลายจะยังคงอุบัติขึ้น. ประสาทสัมผัสรู้สึกทั้งหลายคอยทำงานของพวกมันต่อไป.
แต่คุณไม่ได้ถูกกวาดออกไปอีกต่อไปแล้ว – เหมือนกำลังนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำและเฝ้ามองน้ำไหลไปโดยปราศจากการกระโดดลงไปในทุกกระแสน้ำนั้น.
คุณสามารถนั่งอยู่บนตลิ่งได้. คุณสามารถหายใจได้. คุณสามารถปล่อยให้มันผ่านไปได้. (Thoughts
may still come. Feelings will still arise. The senses keep doing their work. But
you are no longer swept away – like sitting by the river and watching the water
flow without jumping into every current. You can sit on the bank. You can
breathe. You can let it pass.)
สติปัฏฐาน สูตรเรียกการปฏิบัติสมาธินี้ว่า “อิสรภาพ,
ไม่กุมจับสิ่งใดในโลก.” จิตได้ค้นพบพื้นที่จะยืนบนมัน
– พื้นของความตื่นรู้ตัวมันเอง. และมีหลักการหนึ่งทอแทรกสอดผ่านไปในคำสอนทั้งปวงนั้น: อะไรที่ได้รับอาหาร จะเติบโต, อะไรที่ไม่ได้รับอาหารจะเลือนหายไป.
เมื่อคุณมีปฏิกิริยาอย่างมืดบอดต่อทุกๆอารมณ์รู้สึก, คุณก็ป้อนอาหารให้กับความฟุ้งซ่าน.
เมื่อคุณมองเห็นกระจ่างแจ้ง – คุณหยุดป้อนอาหารแก่ไฟนั้น. และอะไรที่ไม่ได้รับการป้อนอาหารก็จะ,
โดยธรรมชาติอย่างยิ่งของสภาวะสิ่งนั้นๆ, ก็จะอ่อนแอและร่วงหล่นจากไป. (The Satipaṭṭhāna Sutta calls this
meditating “independent, not grasping at anything in the world.” The Mind has
found ground to stand on – the ground of awareness itself. And there’s a
principle woven through the entire teaching: what is fed grows; what is not fed
fades. When you react blindly to every feeling, you feed proliferation. When
you see clearly – patiently, without grabbing, without pushing – you stop
feeding the fire. And what is not fed will, by the very nature of conditioned
thing, weaken and fall away.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น