หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (1)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (1)

          https://youtu.be/3wshWwC1ih0?si=Kah510D4EcSWFaxd

          ...ว่าถึงเรื่องสมาธิ สมาธินี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่ว่า บางทีเราไปหลงแล้วก็คิดในความหมายแง่ใดแง่หนึ่ง คือสมาธิโดยรูปแบบ กับสมาธิโดยสาระ สมาธิโดยรูปแบบน่ะเราจะไปติดในแง่ เอาไปนั่งอย่างงี้ แล้วก็ไปอยู่ในนี้อย่างงั้น อะไรเนี๊ยะ แล้วก็เป็นสมาธิ แล้วก็เลยเอาสมาธิไปผูกอยู่กับไอ้รูปแบบนั้น ความจริงสมาธิมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นสภาวะ มันเป็นคุณสมบัติของจิตใจ เมื่อจิตใจมันอยู่แน่วแน่ มันอยู่กับสิ่งนั้น มันไม่ไปฟุ้งซ่าน มันไม่วอกแว่กอยู่ มันก็เป็นสมาธิ ใช่มั้ย? อะไรทั้งหลายเนี่ยะ สาระตัวสมาธิตัวแท้ คนไปนั่งสมาธิแกอาจจะใจไม่เป็นสมาธิเลย ไม่มีสมาธิเลยก็ได้ ใช่มั้ย? ใจก็ไปนั่งงุ่นง่านงุ่นง่าน คิดอยู่โน่นคิดอยู่นี่คนเดียว แล้วงั้นไม่มีสมาธิเลยไปนั่งสมาธิเฉยๆ

          ฉะนั้น สมาธิเวลาเอากันจริงๆเนี่ยะ มันก็เนื้อหาสาระความจริงก็เป็นธรรมชาติ คือเป็นคุณสมบัติของจิตใจ ที่จิตใจมันสงบแล้วมันอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ อาตมาเลยพูดง่ายๆยังเงี๊ยะ สมาธิก็คือ จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามที่ต้องการ ตอนแรกจิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการ อ้าว นี่ก็เข้าสมาธิและได้ตามต้องการนี่สมาธิแน่นเลย ใครอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการได้ ก็เก่งแล้ว น่ะ อันนี้สมาธิที่ที่แสดงว่าไปไกลเลยน่ะ คนไปนั่งสมาธินี่มีกี่คนที่จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ แปน่ะ เอารูปแบบ เพราะฉะนั้นนี่แหละที่สำคัญ

          ทีนี้ พอจิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามที่ต้องการแล้วเนี่ยะ แล้วแต่เราจะไปใข้มันทำอะไร ท่านเรียกว่า เป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน เพราะจิตที่สงบ ไม่พุ่งพล่านไม่กระวนกระวาย ไม่พล่อกแพล่ก ไม่วอกแว่กไม่พรุ่งพล่านไม่ เอ่อ เหงา ไม่อะไรเงี๊ย มันก็เป็นจิตที่พร้อม เป็นตื่นตัวมีความหนักแน่นมั่นคง มันจะใช้ทำงานอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นไอ้อย่างนี้ก็คือ ธรรมะที่เป็นของจริงเราจะเรียกว่าธรรมะในชีวิตประจำวันหรืออะไรก็ได้ ซึ่งทุกคนก็มีโอกาส สามารถมีคุณสมบัตินี้ แต่ทำไมต้องมีรูปแบบอย่างนั้น ก็เพราะว่าคนเราเนี่ยะ คุณสมบัติในจิตใจน่ะ ไม่เหมือนกัน การพัฒนาของจิตใจ ของอะไรก็ตาม ปัญญาปัญเญอไม่เท่ากัน ใช่มั้ย? แล้วก็เมื่อจิตไม่พร้อมเนี่ยะ สภาพแวดล้อมต่างๆมันก็มีอิทธิพล ใช่มั้ยล่ะ?

          ฉะนั้น เวลาเราจะฝึก คนเรานี่ก็บอกว่า คุณสมบัติที่ดีมันจะสำเร็จได้ด้วยการฝึก แต่การฝึกบางทีมันต้องอาศัยเทคนิค โดยทั่วไปมันต้องมีเทคนิค แล้วมันมันจะช่วย และสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง วีการอย่างหนึ่ง จะมาช่วย ก็เลยมีการพัฒนาไอ้รูปแบบวิธีปฏิบัติขึ้นมา เป็นการนั่งสมาธิอะไรต่างๆเหล่านี้ เพื่อจะมาฝึกเท่านั้นเอง พอคนฝึกได้ดีมีสมาธิจริงแล้ว มันไม่ต้องมานั่งอย่างนั้น แล้ว(หัวเราะ) ใช่มั้ยล่ะ? อ่า ก็ อันนั้นนั่ง ก็หมายความว่าอาจจะมีเหตุผลขึ้น มาว่า เอ้อ มัน ไปอยู่ในอิริยาบถอื่น มันก็มีเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องวุ่นวาย มาก แล้วอยากจะพักกลับไปนั่ง อะไรก็แล้วแต่ ตกลงว่านี่คือเป็นตัวอย่างว่า เรื่องสมาธิก็ สาระที่แท้จริงมันอยู่ที่ คุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติอยู่ในจิตใจของมนุษย์เอง

          แต่เมื่อเราเข้าใจแยกได้ตัวสาระกับรูปแบบแล้ว เราก็จะเข้าถึงพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น ว่า เรื่องของมนุษย์ก็คือ เราก็ดำเนินชีวิตอยู่ในโลก ที่นี้การดำเนินชีวิตอยู่ในโลก ท่านก็บอกว่า ชีวิตของเราเนี่ยะ ในด้านดำเนินชีวิตมันมี 3 ด้าน 1. ด้านการแสดงออกภายนอก ด้วยกายวาจา โดยสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมอย่างหนึ่ง กับทางวัตถุอย่างหนึ่ง เนี่ยะ ด้านนี้พัฒนาไปเท่าไหร่ก็ตาม ทำให้มันดีขึ้น ให้มีการพูดได้ผลดีพูดถูกต้องพูดเป็นคำสุจริต เป็นคำสัจจะ เป็นคำสุภาพอ่อนโยน พูดได้ผลอะไรต่างๆ การฝึกนี่ก็เรื่องวาจาสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ แล้วก็การฝึกพัฒนาในเรื่องของการใช้กายทำอะไรต่างๆ เช่นบริโภคอาหาร ใช้ปัจจัย 4 ใช้เทคโนโลยี หรือว่าการใช้ตาหูจมูกลิ้นไปสัมพันธ์กับโลกภายนอก การ ดูการฟัง แล้วก็การอยู่ร่วมสังคม การอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์กติกา การอยู่ในวินัย กฎจราจร อะไรก็ตามหรือวินัยของทหารอะไรยังงี้นะ หรือว่าการที่จะทำอาชีพของตนเองให้ถูกต้องสุจริตเกิดผลดี อ่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวิชาชีพนั้นๆ ทั้งหมดเนี่ยะ เป็นเรื่องพฤติกรรม กายวาจาสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งสังคมและทางวัตถุ หมดเนี่ยะแดนเนี๊ยะ เรียกว่าศีล เจริญพร  จะไปอยู่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นมนุษย์เราก็ต้องยุ่งกับเรื่องศีลตลอดเวลา ถ้าใครไม่ฝึกพฤติกรรมตัวเอง ก็เรียกว่า เราไม่เอากะศีล นะ ทีนี้ถ้าคนต้องการที่จะมีความเจริญงอกงามในด้านพฤติกรรม ในการอยู่ร่วมสังคม ในการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลาย ให้มันมีผลดีขึ้นกับชีวิต ให้มันเกิดผลดีแก่ผู้ร่วมสังคมอะไรต่ออะไรเนี่ยะ นี้ก็เรียกว่า มีศีล แล้วก็ฝึกกันเรื่อยไป นี่ด้านหนึ่งละ.

          ทีนี้ 2. ก็ด้านลึกเข้าไปก็คือว่า ก่อนที่มาออกเป็นพฤติกรรม การแสดงออกทางกายวาจา ทุกครั้งเลย มนุษย์นี้มีเจตจำนง มีเจตนามีความตั้งใจ มีความจงใจจะคิดจะเอาจะได้ หรือจะทำจะแสดงออกอย่างไร ไอ้นี่แสดงว่า พฤติกรรมที่ออกมาข้างนอกเนี่ยะ มีตัวอยู่เบื้องหลัง ก็คือความตั้งใจ ความจงใจ เจตนา หรือเจตจำนง นะ แสดงว่าด้านจิตใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม พฤติกรรมนี้ตั้งอยู่บนฐานของจิตใจอีกที แล้วจิตใจจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม มีเจตนายังไง ขึ้นต่อคุณภาพของจิตใจ และแน่ะ จิตใจมีโลภะมากก็ พฤติกรรมกายวาจาจะไปแบบหนึ่งเลย โลภมากๆ โลภน้อยลงก็พฤติกรรมก็ไปอีกอย่าง มิโทสะมาก ก็พฤติกรรมกายวาจาก็ไปอีกอย่างหนึ่ง โมหะมันก็แสดงออกมาที่พฤติกรรม ก็อยู่ที่ว่าจะมีคุณสมบัติหรือสิ่งที่เป้นโทษไม่ดีมาประกอบกับจิตอย่างไร ดังนั้นถ้าจะให้พฤติกรรมดีมั่นคงเนี่ยะ ต้องพัฒนาจิตใจด้วย แต่ข้อสำคัญในที่สุด สุขทุกข์เนี่ยะ เราก็ไปอยู่ที่ใจอีกเหมือนกัน มันไม่ใช่ไอ้เฉพาะคุณสมบัติ ของพฤติกรรมที่ดีร้ายเท่านั้น ทดเท่านั้นนะ ประณีตความหยาบละเอียด แต่หมายถึงว่าความสุขความทุกข์ด้วย ในที่สุดไปอยู่ที่จิตใจ

          ฉะนั้น เอ่อ เพราะฉะนั้น ด้านจิตใจก็ต้องมีการฝึกเพราะฉะนั้นเราก็ฝึกจิตใจ ในเรื่องคุณธรรมความดีงาม ให้มันมีความโลภความโกรธความหลงน้อยลง ให้ความโกรธโลภะโทสะมีอิทธิพลต่อจิตใจน้อยลง ให้มีคุณสมบัติที่ดี ซึ่งเป็นตรงข้ามกับโลภะโทสะ ให้มีความคิดเผื่อแผ่เสียสละให้มีเมตตากรุณา ให้มีจิตใจมีอุดมคติ น่ะ ให้มีความใฝ่รู้อยากทำสิ่งที่ดีงามอะไรขึ้นมาอีก เอ๊ะ แล้วนอกจากนั้นจิตใจบางทีอ่อนแอว้าเหว่เหงา อะไรต่างๆเหล่านี้อีก เอ้อ ไม่ไม่ได้ก็ต้องพัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพ มีความเข้มแข็ง มีความเพียรพยายาม ใจสู้ไม่ย่อท้อนะ มีกำลังใจแกล้วกล้า มีสติยับยั้งใจได้ มีสมาธิใจแน่วแน่ สามารถทำใจให้สงบได้ ทำใจให้ผ่องใสไม่ว้าเหว่ ไม่ขุ่นมัวไม่เศร้าหมองไม่เครียด ให้สดชื่นร่าเริงเบิกบาน เอ๊ะ จิตใจเยอะนี่ นี้ก็เป็นแดนใหญ่เลยนะ ลึกลงไปกว่าพฤติกรรม ก็มีด้านจิตใจเรื่องคุณธรรมความดี เรื่องสมรรถภาพ ความเข้มแข็งของจิตใจ เรื่องของความสุขความร่าเริงเบิกบานผ่องใส โอ๊ ตกลงต้องฝึกด้านจิตใจด้วย ด้านจิตใจเนี่ยะ ทั้งหมด ท่านก็สรุปใช้คำตัวแทนตัวเดียวว่า สมาธิ  ใช่มั้ย? เนี่ยะ ที่จริงสมาธิคลุมหมด ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งยังงั้นอย่างเดียว.

          ทีนี้ อ้าว ทีนี้มนุษย์เราไม่ได้อยู่ที่จิตใจกับพฤติกรรม ไอ้จิตใจที่จะแสดงพฤติกรรมออกไป แล้วก็พฤติกรรมจะแสดงออกได้แค่ไหน มันต้องขึ้นต่อความรู้นะ คนเราจะแสดงพฤติกรรมนี่จะเดินไปไหนต้องรู้ แล้วจะทำพฤติกรรมได้แค่ไหน อยนู่ในขอบเขตความรู้ คนที่ความรู้กว้างขวางลึกซึ้ง พฤติกรรมก็ยิ่งซับซ้อนยิ่งทำได้มากขึ้น แล้วก็สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จด้วย ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีความรู้ ไอ้พฤติกรรมทำไปเปล่าๆเหลว ไม่ได้เรื่อง แล้วไอ้จิตใจก็เหมือนกัน จิตใจไม่มีปัญญานี่มันอึดอัด พอเจออะไรนี่ไม่รู้จะทำยังไง อึดอัด ทุกข์เลย ใช่มั้ย? แต่พอรู้ปั๊บ โล่งเลย เพราะฉะนั้น ปัญญาเนี่ย มันเป็นตัวสำคัญ พฤติกรรมจะไปได้ จิตใจจะโล่งจะโปร่งเป็นอิสระด้วยปัญญา ปัญญาเป็นตัวชี้นำบอกทางให้แสงสว่าง เปิดขยายมิติ น่ะ แล้วก็ทำให้เป็นอิสระ เป็นตัวปลดปล่อย พอปัญญามา นี่รู้ ติดอะไรปั๊บเป็นปัญหา ปัญญามามา หมด โล่ง แล้วปัญญาเป็นตัวสำคัญในที่สุดจะพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ ไปได้ ต้องอาศัยปัญญาในที่สุดก็เลยต้องมีอีกแดนหนึ่ง คือแดนปัญญา ความรู้.

แดนปัญญาความรู้ก็ว่ากันไป มีตั้งแต่รู้ข้อมูลธรรมดา ที่สดับตรับฟังจากผู้อื่น รู้เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นรับรู้เข้ามา การรับรู้ของคนก็มีปัญหา และรับรู้อย่างไรไว้ รับรู้ไม่เป็นก็อยู่กับ ชอบใจ ไม่ชอบใจ ใช่มั้ยล่ะ? เราจะเห็นสวยงามก็ชอบใจ เห็นไม่สวยไม่งามไม่ถูกตาไม่ถูกใจ ก็ไม่ชอบใจ น่ะ พอไม่ชอบใจ ต้องอยู่กับมัน เกิดความทุกข์ แล้วคิดทำลาย จิตใจงุ่นง่านพลุ่งพล่านโทสะเกิด พอไปเจอสิ่งที่ถูกตาถูกใจ ชอบ จะเอา แน่ แล้วก็เกิดความสุข พออยู่ด้วยกันไปกับไอ้สิ่งนี้ไม่ได้ เอ้า ทุกข์อีกละ จะไม่ได้หรือว่าหรือมันได้แล้วแต่มันไม่ไม่อยู่ด้วย หรือมันจะสลายไป ทีนี้ไอ้การรับรู้ของมนุษย์เนี่ยะ เป็นช่องทางที่มาของความสุขความทุกข์ของมนุษย์ แหล่งใหญ่เลย ทีนี้ถ้ามนุษย์พัฒนา ขึ้น ก็จะไม่อยู่แค่รับรู้ชอบใจไม่ชอบใจ ก็คือว่า 1. รับรู้ รับความรู้สึก 2. ใช้ตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้ แต่รับความรู้ แค่นี้ก็ต่างละ เป็นจุดแยกละ รับความรู้สึกก็ รู้สึกสบาย ชอบใจ รู้สึกไม่สบาย ไม่ชอบใจ สุขทุกข์อยู่กับชอบใจไม่ชอบใจ พอรับความรู้ คราวนี้ไม่เกี่ยว ความรู้สึกไม่เกี่ยว ได้ความรู้ก็แล้วกัน มันจะสบายไม่สบาย ถูกตาไม่ถูกตา ไม่เกี่ยวละ.

เพราะฉะนั้น คนที่เริ่มขยับ จากการใช้ตาหูจมูกลิ้นเพียงรับความรู้สึก มาเป็นรับความรู้เนี่ยะ จะเปลี่ยนมิติของความสุข คือไม่สุขไม่ทุกข์เพราะสิ่งชอบใจไม่ชอบใจ  แต่มองในแง่การรู้ ทั้งสิ่งที่ถูกใจไม่ถูกใจ สุขหมด เพราะว่ามันได้ความรู้ ถ้าใจเราไปอยากได้ความรู้ปั๊บ การได้ความรู้เป็นการสนองความต้องการ และเป็นตัวให้เกิดสุข เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ ไม่เกี่ยว สิ่งที่ชอบใจก็ให้ความรู้ได้ ก็สุขได้ สิ่งไม่ชอบใจให้ความรู้ฉันได้ ฉันก็สุขได้ ดังนั้นก็สุขได้ทั้งสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ อันนี้คือการพัฒนาของมนุษย์ อันนี้ถ้ามนุษย์รับรู้ในแง่เอาความรู้สึกเป็นใหญ่ ความรู้สึกมันก็จะมาเคลือบมาคลุม ให้การรับรู้เนี่ยะ ไม่บริสุทธิ์ เกิดความลำเอียง น่ะ มองตามชอบใจไม่ขอบใจ ก็เกิดอคติ ยังไม่เกิดอคติก็ไม่เห็นตามเป็นจริง เหมือนใส่แว่นสี ใช่มั้ย? เพราะนั้นการรับรู้นี้ ก็จะมีอิทธิพลมาก 1. รับรู้แค่ความรู้สึก ท่านเรียกว่ายินดียินร้าย ก็จะไม่พัฒนา แล้วก็อยู่กับสุขทุกข์จะชอบใจไม่ชอบใจ พอเปลี่ยนเป็นการรับรู้ เป็นการรับความรู้ปั๊บ ก็พ้นจากสุขทุกข์เพราะชอบใจไม่ชอบใจ มาสุขเพราะการได้เรียนรู้ คือสนองความต้องการรู้

และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การรับรู้ จะบริสุทธิ์จะตรงความจริงขึ้น ก็มนุษย์จะพัฒนาไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักปรับปรุงไอ้เรื่องการรับรู้ของตัวเอง คือการใช้ตาหูจมูกลิ้น พอปรับปรุงแค่นี้มันก็ดีขึ้นแหละ น่ะ แดนความสุขความทุกข์ก็เปลี่ยนไป แล้วก็แดนปัญญาก็พัฒนา เพราะว่าเราสามารถรับรู้ที่ได้ความรู้ที่ตรง บริสุทธิ์ขึ้น ทีนี้ต่อจากนั้นก็คือ เอาข้อมูลความรู้นี้มาเก็บไว้เป็นความจำ สำหรับสติระลึกขึ้นมา แล้วเอามาใช้งาน เอามาสามารถเอาความรู้ต่างเนี่ยะ มาวิเคราะห์มาสืบค้นสืบสาวหาเหตุปัจจัย เนี่ยะ แล้วก็เอามาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆในการแก้ปัญหา ในการคิดสร้าง ในการทำการต่างๆได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของแดนปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ จนกระทั่งว่า รู้เข้าใจชีวิตของตนเอง รู้เข้าใจโลกตามเป็นจริง พอรู้ดเข้าใจอย่างนี้แล้ว เนี่ยะ วางใจได้ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ เพราะว่ามนุษย์นี่เราอยู่ใต้กฎธรรมชาติ ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งทั้งหลาย ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง น่ะ มีความสัมพันธ์กัน.

ทีนี้ มนุษย์ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนพัฒนา ไม่อยู่ด้วยปัญญา ก็อยู่ด้วยความอยากที่ท่านเรียกว่าตัณหา มันอยู่ด้วยความอยาก ตัวเองก็อยากให้เป็นอย่างนั้นอยากให้เป็นอย่างนี้ มันเป็นไปตามอยากก็มีความสุข มันไม่เป็นไปตามอยากก็ทุกข์ แต่ว่ามนุษย์จะให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามอยากของตนเอง ก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปตามอะไร? มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ฉะนั้นในตอนนี้ ที่มันเป็นเรื่องของการที่มนุษย์เนี่ยะ จะเข้าไปขัดแย้งกับความจริงหรือไม่ ถ้าเอาตัณหามาเป็นหลักของจิตใจ มันก็ขัดแย้ง กับความเป็นจริง เพราะตัวอยากให้เป็นยังงี้ แต่ไอ้ความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย มันไม่ได้เป็นไปตามความอยากของมนุษย์ สิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ใช่มั้ย? ไประบบความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลาย ฉะนั้นถ้าอยู่ด้วยตัณหาต้องเกิดขัดแย้งแน่ แล้วก็พอเกิดขัดแย้ง ใครชนะ? ตอบได้เลยว่า ความจริงชนะ ใช่มั้ย? ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยชนะ มนุษย์ก็ต้องทุกข์เรื่อย เรื่องนี้พอมนุษย์พัฒนาปัญญา มนุษย์พัฒนาปัญญาก็รู้ตามเป็นจริง ไอ้ปัญญามันรู้ตรงกับเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลายมันรู้ตรงกับความเป็นไปของธรรมชาติ ฉะนั้นจิตมันก็ปรับตามปัญญา มันก็ไปตามกัน ก็รู้ว่า อ้อ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยชองมัน มันคงอยู่ไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยยังงั้นเกิดขึ้น อ้าว ถ้าเราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเรียนรู้มัน ศึกษาเหตุปัจจัย แก้ที่เหตุปัจจัย น่ะ เราทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนา แสดงว่ามีเหตุปัจจัยที่เราทำไว้ทั่ว หรือเหตุปัจจัยที่อยู่นอกเหนือวิสัยของเรา เราก็รู้ตามเป็นจริง จิตใจของเราก็รู้ความจริงยังงี้ ทุกข์มันก็เบา แล้วก็แก้ไขเหตุการณ์ ทำอะไรก็จะสำเร็จ 1. ทุกข์ก็น้อย 2. ทำการก็สำเร็จ ก็อยู่ด้วยปัญญา.

ทีนี้ คนที่อยู่ด้วยตัณหา อยู่ด้วยความอยาก 1. ก็ไม่สำเร็จ 2. ก็ทุกข์มาก ใช่มั้ย? ฉะนั้น ท่านก็ให้พัฒนาก็คือ ชีวิตเรานี่เองเนี่ยะ ถ้าหากว่าปฏิบัติ ถูกต้อง มันก็คือเป็นธรรมะ เพราะธรรมะก็คือ ความจริงของสิ่งทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล้ว เราก็รู้ เข้าใจความจริงนั้น แล้วเอามาใช้ประโยชน์ปฏิบัติได้  ถูกต้องตามนั้น มันก็เกิดผลดีกับชีวิตของเรา.

...(มีต่อ ตอน (2))...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น