หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จิตสำนึกของคุณจริงๆแล้วไปที่ไหน ภายหลังการตาย? คำตอบของพุทธศาสนา

จิตสำนึกของคุณจริงๆแล้วไปที่ไหน ภายหลังการตาย? คำตอบของพุทธศาสนา

Where Does Your Consciousness Really Go After Death? Buddhism's Answer

          https://youtu.be/8ZOVFoJ9ITE?si=meS0IuG_bo66Vx23

อะไรคือ จิตสำนึก/วิญญาณขันธ์, จริงๆ? (What Is Consciousness, really?)

          บทที่ 1: อะไรคือ จิตสำนึก/วิญญาณขันธ์, จริงๆ? ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า จิตสำนึก เป็นเหมือนบุคคลตัวเล็กๆกำลังนั่งอยู่ข้างในหัวของพวกเขา, เฝ้าดูทุกอย่างบังเกิดขึ้น. พวกเขาจินตนาการมันเป็นเช่น “ตัวตนจริง” ของพวกเขา หรือ “จิตวิญญาณ” ของพวกเขา – บางอย่างที่แข็งแรงและถาวร ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นใครอยู่ในตอนนี้. แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภาพของพวกเขานั้นผิดอย่างสมบูรณ์สิ้น.   (Chapter 1: What I Consciousness, really? Most people think Consciousness is loke a small person sitting inside their head, watching everything happen. They imagine it as their “true self” or their “soul” -- something solid and permanent that makes them who they are. But Buddhism says this picture is completely wrong.)

          เมื่อคุณมองเข้าไปในกระจก, คุณมองเห็นใบหน้าของคุณ. แต่ใบหน้านั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน. เซลล์ผิวหนังของคุณตายและอันใหม่ทั้งหลายเติบโตขึ้นมา. ผมของคุณยาวขึ้น. แม้กระทั่งว่าความคิดทั้งหลายของคุณก็เปลี่ยนแปลงจากชั่วขณะหนึ่งไปอีกชั่วขณะหนึ่ง. ดังนั้น, ที่ไหนซี่ง “คุณ”เป็นที่ถาวร ที่ผู้คนพูดถึงกันล่ะ? พุทธศาสนาสอนว่า จิตสำนึก ไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย. มันไม่ได้เป็นเหมือนก้อนกรวดที่กลิ้งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง. ใน มหาตัณหาสังขยะ สูตร, หนึ่งในคำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้า, ได้อธิบายมันไว้อย่างกระจ่างแจ้ง:นี้หมายถึงว่า จิตสำนึก/วิญญาณขันธ์ นั้น อุบัติขึ้นอย่างมีเหตุปัจจัย/พึ่งพาซึ่งกัน.” นี้หมายความว่า จิตสำนึกมีอยู่ได้เพียงเพราะว่าสภาวะทั้งหลายอื่นเท่านั้น – เหมือนเช่นความคิด, ความรู้สึก, และประสบการณ์รับรู้ ได้ผลสมเข้าด้วยกัน.  (When you look in the mirror, you see your face. But that face changes every day. Your skin cells die and new ones grow. Your hair gets longer. Even your thoughts change from moment to moment. So, where is this permanent “you” that people talk about? Buddhism teaches that Consciousness is not a thing at all. It’s not like a marble that rolls from one place to another. The Mahātaņhāsankhaya Sutta1, one of the Buddha’s teachings, explains it clearly: “Consciousness is dependently arisen.” This means Consciousness only exists because of other conditions – like thoughts, feelings, and experiences mixing together.)

          1 Mahātahāsakhaya Sutta (พระสูตรว่าด้วยความสิ้นไปแห่งตัณหาสูตรใหญ่) คือพระสูตรลำดับที่ 38 ใน มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งเน้นเรื่อง สัมมาทิฏฐิเกี่ยวกับวิญญาณและการเกิดใหม่ 

ประเด็นสำคัญในพระสูตร

  • การแก้ความเห็นผิดของพระสาติ: พระสาติ (บุตรชาวประมง) มีความเห็นผิดว่า "วิญญาณนี้เองที่ท่องเที่ยวแล่นไปจากชาติหนึ่งสู่ชาติหนึ่ง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง"
  • วิญญาณเป็นของอาศัยเหตุปัจจัย: พระพุทธเจ้าทรงตำหนิความเห็นนั้นและสอนว่า วิญญาณไม่ใช่ตัวตนที่คงที่ แต่เป็นสภาพธรรมที่ "อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น" (ปฏิจจสมุปบาท) หากปราศจากปัจจัย วิญญาณย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
  • อุปมาเรื่องไฟ: ทรงเปรียบวิญญาณเหมือน "ไฟ" ที่เรียกชื่อตามเชื้อไฟ (เช่น ไฟที่อาศัยไม้ก็เรียกว่าไฟไม้) วิญญาณที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกชื่อตามทวารนั้นๆ
  • องค์ประกอบการเกิด: พระสูตรนี้ระบุถึงเงื่อนไข 3 ประการที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิในครรภ์คือ 1) บิดามารดาอยู่ร่วมกัน 2) มารดาอยู่ในระดู 3) มี คันธัพพะ (สัตว์ผู้มาเกิด) มาปรากฏ
  • อาหาร 4 และนันทิ: ทรงอธิบายเรื่องอาหาร 4 ประการที่หล่อเลี้ยงสัตว์ และการที่ความเพลิน (นันทิ) ในเวทนาเป็นเหตุแห่งตัณหาและอุปาทาน นำไปสู่กองทุกข์ทั้งมวล

ความคิดของมันเหมือนเช่นสิ่งนี้: เมื่อคุณโกรธ, ที่ไหนที่ความโกรธอาศัยอยู่? คุณไม่สามารถชี้ไปที่มันนั่นได้. ตุณไม่สามารถถือมันไว้ในมือของคุณได้. มันมาและไปตั้งอยู่บนฐสานของอะไรที่บังเกิดขึ้นรายรอบคุณ. จิตสำนึกก็ทำงานในหนทางเดียวกัน. นี่คือที่เป็นการช่วยเหลืออย่างง่ายๆ.  เมื่อคุณจุดเทียนไขใหม่อันหนึ่งให้สว่างขึ้นด้วยเปลวไฟจากอันเดิม, บางอย่างสืบเนื่องกันไป – มันไม่ใช่เปลวไฟอันเดิม แสงสว่างได้ผ่านต่อ. นี้คืออย่างชัดเจนว่าจิตสำนึกทำงานอย่างไร. (Thinking of it like this: when you feel angry, where does that anger live? You can’t point to it. You can’t hold it in your hand. It comes and goes based on what happens around you. Consciousness works the same way.  Here’s where a simple helps. When you light a new candle with an old flame, something continues – it’s not the same flame. The light passes on, but it changes form. This is exactly how Consciousness works.)

นักปราชญ์ชาวกรีกชื่อ เฮราคลิตัส พูดว่า, “คุณไม่สามารถก้าวลงไปในแม่น้ำเดียวกันสองครั้ง.” น้ำนั้นคอยแต่กำลังไหลไปเรื่อย ๆ, ดังนั้นมันก็มักเป็นน้ำที่แตกต่างไปจากเดิมเสมอ. จิตสำนึกของคุณไหลไปเหมือนแม่น้ำ. แต่ละชั่วขณะนำเอามาซึ่งความคิดใหม่ทั้งหลาย, อารมณ์รู้สึกใหม่ทั้งหลาย, ประสบการณ์ใหม่ทั้งหลาย. คุณไม่ได้เป็นบุคคลเดิมที่คุณเป็นเมื่อวานนี้, แต่บางอย่างเขื่อมต่อกับคุณเมื่อวานนี้มาสู่คุณในวันนี้. วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้านสมองเห็นด้วยกับปัญญาโบราณนี้.  (A Greek philosopher named Heraclitus2 said, “You can’t step in the same river twice.” The water keeps flowing, so it’s always different water. Your Consciousness flows like that river. Each moment brings new thoughts, new feelings, new experiences. You’re not the same person you were yesterday, but something connects yesterday’s you to today’s you. Modern brain science agrees with this ancient wisdom.)

2 เฮราคลิตัส (Heraclitus) คือนักปรัชญากรีกโบราณก่อนยุคโสกราตีส (ประมาณ 535–475 ปีก่อนคริสตกาล) จากเมืองเอเฟซัส ผู้มีชื่อเสียงจากแนวคิด "ทุกสิ่งไหลลื่น" (All things are in flux) และเชื่อว่าไฟคือธาตุพื้นฐานของจักรวาล สอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอและความเป็นหนึ่งเดียวของสิ่งที่ตรงข้ามกัน 

สาระสำคัญเกี่ยวกับเฮราคลิตัส:

  • แนวคิดหลัก: "ท่านไม่สามารถก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดิมได้เป็นครั้งที่สอง" (You cannot step into the same river twice) ซึ่งสะท้อนปรัชญาว่าทุกสิ่งในโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • โลโกส (Logos): เขาเป็นผู้ริเริ่มการใช้คำว่า โลโกส ซึ่งหมายถึงกฎเกณฑ์ แหล่งกำเนิด หรือระเบียบพื้นฐานของจักรวาล
  • ธาตุไฟ: เชื่อว่าไฟเป็นธาตุพื้นฐานที่ก่อให้เกิดสรรพสิ่งและเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง
  • อิทธิพล: แนวคิดของเขามีผลต่อปรัชญาตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งในสมัยโบราณและสมัยใหม่

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายไม่สามารถค้นพบศูนย์กลางของ “ตัวตน/อัตตา”ในสมองได้. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, พวกเขามองเห็นกระบวนการที่แตกต่างทำงานด้วยกัน – ความทรงจำ, ความตั้งใจ/เจตนา, อารมณ์รู้สึก, และความคิด. กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้สร้างสรรค์อะไรที่เราเรียกว่า จิตสำนึก, แต่ไม่มี “ตัวควบคม”เดี่ยว ๆอันใดมาดำเนินการกำกับการแสดงนี้. ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าความตายเป็นเหมือนการปิดสวิตช์ไฟ. หนึ่งขณะคุณอยู่ที่นี่, ขณะถัดไปคุณได้จากไป. แต่พุทธศาสนามองความตายมากไปกว่าน้ำที่เปลี่ยนไปเป็นไอน้ำ. รูปร่างเปลี่ยนแปลง, แต่บางอย่างสืบเนื่อง. เมื่อร่างกายทั้งหลายของพวกคุณตาย, การไหลของจิตสำนึกไม่ได้แค่ถูกลอกออก. มันเปลี่ยนรูป, แค่เหมือนน้ำที่กลายเป็นไอน้ำเมื่อถูกความร้อน.   (Scientists can’t find a central “self” in the brain. Instead, they see many different processes working together -- memory, attention, emotion, and thinking. These processes create what we call Consciousness, but there’s no single “controller” running the show. Most people think death is like turning off a light switch. One moment you’re here, the next moment you’re gone. But Buddhism sees death more like water changing into steam. The form changes, but something continues. When your body dies, the flow of Consciousness doesn’t just strip. It transforms, just like water becomes steam when heated.)

สถานะทั้งหลายที่ได้ถูกสร้างสรรค์กระแสแห่งจิตสำนึกของคุณขึ้นได้เปลี่ยนแปลง, ดังนั้นจิตสำนึกจึงรับเอารูปร่างที่แตกต่างไป. นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณลอยไปตามนั้นเหมือนผีตนหนึ่ง. มันหมายความว่ารูปแบบทั้งหลายของพลังงานและข้อมูลที่ได้ถูกทำขึ้นโดยจิตสำนึกของคุณยังคงเคลื่อนที่ต่อไป, แต่ในหนทางใหม่.   (The conditions that created your current Consciousness change, so Consciousness takes a different form. This doesn’t mean you float away as a ghost. It means the patterns of energy and information that made up your Consciousness keep moving, but in a new way.)

มุมมองเรื่องความตายของชาวพุทธ – ไม่ใช่จุดจบ, แต่คือการเปลี่ยนผ่าน (The Buddhist View of Death—Not the End, But a Transition)

          บทที่ 2: มุมมองเรื่องความตายของชาวพุทธ – ไม่ใช่จุดจบ, แต่คือการเปลี่ยนผ่าน. ในภาพยนตร์ทั้งหลายส่วนมาก, ความตายดูเหมือนกำแพงหนึ่ง. วีรบุรุษวิ่งเข้าไปหามัน, แล้วทุกอย่างก็หยุด. แต่พุทธศาสนามองความตายเป็นเช่นประตูหนึ่ง. คุณไม่ได้ชนกำแพง – คุณเดินผ่านที่เปิดอยู่เข้าไปในบางอย่างใหม่. คุณบางทีอาจได้ยินคำว่า “กรรม” มาก่อน. ผู้คนมากมายคิดว่ามันหมายถึง “ปลูกข้าวก็ย่อมได้ข้าว/ทำอะไรไปก็ได้รับผลอันนั้น.” - เหมือนจักรวาลจ่ายคืนมา. แต่ความหมายที่แท้จริงนั้นเป็นที่ง่ายมากและใช้การได้จริงมากยิ่งกว่านั้น. กรรมหมายถึงการตั้งใจ/เจตนากระทำ – ไม่ใช่แค่กระทำการใด,  แต่กระทำการที่จากจากการตั้งใจและมีเป้าประสงค์ของคุณ.  (Chapter 2: The Buddhist View of Death – Not the End, But a Transition. In most movies, death looks like a wall. The hero runs toward it, hits it, and everything stop. But Buddhism sees death as a doorway. You don’t hit a wall – you walk through an open into something new. You’ve probably heard the word “karma” before. Many people thinking it means “what goes around comes around” – like cosmic payback. But the real meaning is much simpler and more practical. Karma means intention action – not just any action, but action that comes from your will and purpose.)

เมื่อคุณชนกระแทกเข้าใส่ใครบางคนโดยอุบัติเหตุ, นั่นเป็นแค่การเคลื่อนไหว. เมื่อคุณเลือกที่จะช่วยเหลือใครบางคน หรือ ที่จะทำร้ายใครบางคน, นั่นคือ กรรม. คำกุญแจในเรื่องนี้คือ “เลือก.” ความตั้งใจทั้งหลายของคุณแต่งปรับรูปจิตของคุณในหนทางทั้งหลาย นั่นคือสิ่งทีอุบัติเหตุสุ่มๆทั้งหลายไม่สามารถทำได้. เมื่อคุณฝึกฝนการเล่นเปียโนด้วยความตั้งใจที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น, คุณก็ดีมากนกับการเล่นเปียโน. เมื่อคุณฝึกฝนการใจดีมีเมตตาด้วยความเอาใจใส่อย่างแท้จริง, คุณก็ฝึกฝนจิตของคุณให้มีเมตตากรุณา. เมื่อคุณฝึกฝนการโกรธด้วยความตั้งใจที่จะทำร้าย, คุณก็ได้ฝึกฝนจิตของคุณให้อยู่ในความรุนแรงก้าวร้าว. การกระทำด้วยความตั้งใจของคุณนั้นได้สร้างรูปแบบเชิงลึกขึ้นในจิตสำนึกของคุณ.     (When you accidentally bump into someone, that’s just movement. When you choose to help someone or choose to hurt someone, that’s karma. The key word here is “choose.” Your intentions shape your mind in ways that random accidents cannot. When you practice piano with the intention to improve, you get better at piano. When you practice kindness with genuine care, you train your mind in practice kindness with genuine care, you train your mind in compassion. When you practice anger with the intention to harm, you train your mind in aggression. Your intentional actions build deep pattern in your Consciousness.)

พีชะ สูตร, คัมภีร์โบราณกอันหนึ่งของชาวพุทธ, อธิบายนี้เทียบนัยการปลูกพืช.   (The Bīja Sutta3, another ancient Buddhist text, explains this with a farming metaphor: “Consciousness is the seed, karma is the field, and craving is the moisture. Thus, for beings hindered by ignorance and fettered by craving, Consciousness is established in a lower realm. “This means your intentional actions (karma – the fields) create the conditions for the stream of Consciousness (the seed) to be established in a certain way or place (the realm). The patterns you cultivate through intention act like a compass, guiding the direction of the conscious stream.)

3 Bīja Sutta (บีชสูตร) คือชื่อของพระสูตรในพระไตรปิฎกที่เปรียบเทียบหลักธรรมกับ "เมล็ดพืช" (Bīja) เพื่อให้เห็นภาพการเจริญเติบโตหรือการเสื่อมถอยของจิตวิญญาณ โดยมีปรากฏอยู่ในหลายส่วนของพระไตรปิฎกที่มีเนื้อหาแตกต่างกันไป ดังนี้: 

1. บีชสูตร ในสังยุตตนิกาย (SN 22.54)

สูตรนี้ว่าด้วย "การตั้งอยู่ของวิญญาณ"

Access to InsightAccess to Insight +1

  • อุปมา: เปรียบ วิญญาณ เหมือนเมล็ดพืช 5 ชนิด และเปรียบ ขันธ์ 4 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) เหมือนดิน ส่วน นันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) เปรียบเหมือนน้ำ
  • ใจความสำคัญ: หากวิญญาณมีดิน (ขันธ์ 4) ให้เกาะ และมีน้ำ (ความเพลิน) คอยรด วิญญาณนั้นก็จะเจริญงอกงาม เกิดการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป แต่ถ้าละความกำหนัดได้ วิญญาณก็ไม่มีที่ตั้งและหลุดพ้นไป

*     พีชะ (อ่านว่า พี-ชะ) เป็นคำภาษาบาลีและสันสกฤต (Bija) แปลว่า เมล็ดพันธุ์, พืช, เชื้อพันธุ์, แหล่งกำเนิด หรือสิ่งที่เกิดโดยวิเศษ ซึ่งสื่อความหมายถึงจุดเริ่มต้น การเติบโต และต้นเหตุของการกำเนิดสิ่งต่างๆ โดยมักใช้ในบริบท: 

  • ทางธรรม: หมายถึง เมล็ดแห่งกรรม หรือ กุศลพีชะ/อกุศลพีชะ (เมล็ดพันธุ์ความดี/ความชั่ว) ที่เก็บไว้ในจิต
  • ทั่วไป: หมายถึง เมล็ดพันธุ์ไม้ที่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ 

เมื่อความตายมาถึง, จิตสำนึกของคุณดำเนินต่อไปในกระแสธารแห่ง “การกลายเป็น,” ไหลไปข้างหน้า. พุทธศาสนาอธิบายว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเช่นบุคคลหนึ่งนั้นกระโดดไปสู่อีกร่างหนึ่ง. ท่วงทำนองดำเนินต่อไป, แต่เสียงนั้นแตกต่างจากเดิม. กระแสแห่งจิตสำนึกนั้นที่เป็น “คุณ”ได้ยังคงไหลต่อไปภายหลังการตาย, แต่มันได้เปลี่ยนรูปร่าง, ได้เปลี่ยนสถานะโดยรูปแบบที่คุรได้สร้างขึ้นไว้. นี่ไม่ใช่การกลับมาเกิดใหม่เหมือนเดิมเดียวกันในภาพยนตร์โด่งดังทั้งหลาย, ที่ยึดตัวตนให้ปรากฏใหม่คงที่ไว้. พุทธศาสนาสอนว่า: รูปแบบดำเนินต่อไป, ไม่ใช่ตัวบุคคล.  (When death comes, your Consciousness continues this stream of “becoming,” flowing forward. Buddhism describes this not as a person jumping to another body, but as a stream of conditions continuing – like music flowing from one instrument to another. The melody continues, but the sound is different. The stream of Consciousness that was “you” keeps flowing after death, but it changes form, conditioned by the patterns you’ve built. This is not the same as reincarnation in popular movies, where a fixed self reappears. Buddhism teaches: the pattern continues, not the person.)

เหมือนดังเช่นที่คุณไม่ได้เป็นเช่นเดิมเหมือนตัวตนของคุณตอนอายุห้าขวบ, จิตสำนึกใหม่ไม่ได้เป็นเช่นเดิมเดียวกันกับจิตสำนักในปัจจุบันนี้ – แต่มันได้เชื่อมต่อกันโดยการไหลของสภาวะ. เรื่องนี้เข้ากันได้กับนักฟิสิกส์ทั้งหลายที่บอกเราในเรื่องพลังงาน. พลังงานไม่สามารถถูกทำลายได้ – มันเพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปไปเท่านั้น. เมื่อคุณเผาไม้, ลังงานไม่ได้หายไป. มันกลายเป็นความร้อนและแสงสว่าง. จิตสำนึก, ในฐานะเป็นการไหลของรูปแบบทั้งหลาย, การทำงานทั้งหลาย, ก็เช่นเดียวกัน. ขอใหเพิจารณาว่า อย่างไรที่ตอนวัยเด็กของคุณที่ได้หวาดกลัว ได้ปรับแก้แต่งรูปพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ของคุณ. อิทธิพลนั้นเดินทางผ่านเวลาโดยปราศจากประสบการณ์ดั้งเดิมอยู่ในสภาพเดิมไม่บุบสลาย. ในหนทางเดียวกัน, รูปแบบเดิมอันโดดเด่นที่ถูกกระทำทั้งหลายโดยเจตนาของคุณ ในตอนนี้จะสร้างสภาวะและส่งอิทธิพลกับการไหลในอนาคตของจิตสำนึกนั้น.  (Just like you’re not the same as your five-year-old self, the new Consciousness is not the same as your current Consciousness – but it’s connected by the flow of conditioning. This matches what physicists tell us energy. Energy cannot be destroyed – it only changes form. When you burn wood, the energy doesn’t disappear. It becomes heat and light. Consciousness, as a flow of patterns, works, similarly. Consider how your childhood fears shaped your adult behavior. The influence travels through time without the original experience staying intact. In the same way, the predominant patterns shaped by your intentional actions now will condition and influence the future flow of Consciousness.)

หกอาณาจักร – ที่จิตสำนึก สามารถปรากฏขึ้นได้อีก (The Six Realms—Where Consciousness Can Reappear)

          บทที่ 3: หกอาณาจักร – ที่จิตสำนึกสามารถปรากฏขึ้นได้อีก. พุทธศาสนาอธิบายถึงหกอาณาจักรที่แตกต่างกัน ที่ซึ่งกระแสธารแห่งจิตสำนึกสามารถกลับมาปรากฏอีกครั้งได้. แต่นี้คือประเด็นกุญแจหลัก: อาณาจักรทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถานที่เชิงกายภาพ. พวกเขาคือสภาวะเชิงมูลฐานทั้งหลาย หรือรูปแบบทั้งหลายของจิต ที่กระแสสำนึกสามารถสำแดงปรากฏออกมา, ปัจจุบันนี้, และภายหลังการตาย. ติดตามไปในทิศทางที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยกรรม (การกระทำอย่างตั้งใจและความตั้งใจทั้งหลาย), นเช่น,     (Chapter 3: The Six Realms – Where Consciousness Can Reappear. Buddhism describes six different realms where the stream of consciousness can reappear. But here’s the key point: these realms are not just physical places. They are fundamental states or patterns of mind that the conscious stream can manifest as, here and now, and after death. Following the direction established by karma (intentional actions and intentions), the stream of Consciousness can flow into one of these patterns of experience.)

          หกอาณาจักรเหล่านี้คือ: เทพ, กึ่งเทพ/อสูร, มนุษย์, สัตว์เดรัจฉาน, ผีหิวโหย/เปรต, สัตว์นรก. ในที่แรก, นี้อาจะฟังดูเหมือนนิยายเพ้อฝัน. แต่ชาวพุทธได้สอนอธิบายเหล่านี้ว่าเป็นเช่นรูปที่แตกต่างกันทั้งหลายของจิตสำนึกที่เข้าไปอยู่เมื่อมันถูกครอบงำด้วยสภาวะจิตบางอย่าง หรือ “ถูกพิษ”: คสวามหยิ่งยโส, ความอิจฉาริษยา, ความไม่รู้/อวิชชา, ความอยาก/ตัณหา, และความเกลียดชัง-พยาบาท. อาณาจักรเทพคือจิตสำนึกที่ถูกครอบงำโดยความหยิ่งยโสและการแสวงหาความพึงพอใจ.   (These six realms are: gods, demigods, humans, animals, hungry ghosts, and hell beings. At first, this might sound like fantasy. But Buddhist teaches explain these as the different forms Consciousness takes when it is dominated by particular mental states or “poisons”: pride, jealousy, ignorance, craving, and hatred. The god realm is Consciousness dominated by pride and pleasure-seeking.)

อาณาจักรกึ่งเทพ/อสูรคือที่จิตสำนึกถูกครอบงำโดยความอิจฉาริษยาและความแข่งขันประชัน. อาณาจักรมนุษย์แสดงถึงความสมดุล – ความสามารถที่จะเป็นได้ซึ่งปีติสุขและทุกข์, และอย่างสำคัญยิ่งคือ, ความสามารถที่จะตื่นรู้. อาณาจักรสัตว์เดรัจฉานคือจิตสำนึกที่ถูกครอบงำโดยความไม่รู้/อวิชชาและสัญชาตญาณ. อาณาจักรผีหิวโหย/เปรตคือที่วึ่งจิตสำนึกถูกครอบงำโดยควสามอยากอย่างเข้มข้น, ความเสพติด, และความไม่เต็มอิ่มใจ. อาณาจักรนรกคือจิตสำนึกถูกครอบงำโดยความเกลียดชัง, ความโกรธ, และความก้าวร้าวรุนแรง.   (The demi-god realm is Consciousness dominated by jealousy and competition. The human realm represents a balance – capable of joy and suffering, and crucially, capable of awakening.  The animal realm is consciousness dominated by ignorance and instinct. The hungry ghost realm is Consciousness dominated by intense craving, addiction, and dissatisfaction. The hell realm is Consciousness dominated by hatred, anger, and aggression.)

คุณสามารถมองเห็นรูปลักษณ์ทั้งหลายของสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ได้ในชีวิตประจำวัน. บางจิตมีชีววิตอยู่ในความโกรธอย่างสม่ำเสมอคงที่ (สภาวะนรก). อื่นทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในความอยากอย่างสม่ำเสมอคงที่ (สภาวะเปรต). และบางจิตถูกคลุมบังโดยความไม่รู้ (สภาวะสัตว์เดรัจฉาน). อาณาจักรทั้งหลายเหล่านี้เป็นที่เต็มไปด้วยการสำแดงปรากฏของรูปแบบทางจิตที่ฝังแน่นลึกเหล่านี้. ดังนั้น, อะไรที่พิจารณาตัดสินว่ารูปเหล่านี้ของกระแสธารแห่งจิตสำนึกจะเข้าไปรับเอาหรือ? มันเป็นน้ำหนักฺ, ความโดดเด่น, และธรรมชาติชองรูปแบบทางจิตทั้งหลาย และความตั้งใจทั้งหลายซี่งได้เพาะปลูกมาผ่านการกระทำอย่างตั้งใจในชีวิตนี้. จิตสำนึกนั้น, ได้ถูกกำหนดสถานะโดยรูปแบบโดดเด่นทั้งหลายเหล่านี้, โดยธรรมชาติก็ไหลเข้าไปสู่อาณาจักรนั้นๆ (สภาวะของจิต/ประสบการณ์) ที่สอดคล้องกับธรรมชาติอันเป็นมูลฐาน/เนื้อแท้ของมัน.   (You can see aspects of these states in daily life. Some minds live in constant anger (hell state). Others live in constant craving (hungry ghost state). Some minds are clouded by ignorance (animal state). These realms are the full manifestation of these ingrained mental patterns. So, what determines which of these forms the streams of Consciousness will take next? It is the weight, prominence, and nature of the mental patterns and intentions cultivated through intentional action in this life. The Consciousness, conditioned by these dominant patterns, naturally flows into the realm (state of mind/experience) that corresponds to its fundamental nature.)

ใน จูฬกัมมะวิภังคะ สูตร, เน้นย้ำสิ่วนี้ไว้ว่า:การมีอยู่คือเจ้าของทั้งหลายของกรรมของพวกเขา,ของพวกเขาเองคือกรรมของพวกเขา, เกี่ยวเนื่องด้วยกรรมของพวกเขา, และมีกรรมเป็นผู้ตัดสินของพวกเขา.” เพราะว่าคุณเป็นเจ้าของและทายาทจองการกระทำอย่างตั้งใจของตัวคุณเอง, รูปแบบเชิงลึกทั้งหลายของการกะทิเหล่านี้ ได้สร้างสรรค์กลายเป็นผู้ตัดสินของคุณในสภาวะภายภาคหน้าของประสบการณ์ – อาณาจักรที่ซึ่งกระแสธารแห่งจิตสำนึกจะถูกสถาปนาขึ้น.      (The Cūļakammavibhanga Sutta4, underscores this: “Beings are owners of their kamma, theirs of their kamma, born of their kamma, related by their kamma, and have kamma as their arbiter.” Because you are the owner and heir of your intentional actions, the deep patterns these actions create become the arbiter of your next state of experience – the realm where the stream of Consciousness will be established.)

4 Cūļakammavibhanga Sutta (จูฬกัมมวิภังคสูตร) คือ พระสูตรในพระไตรปิฎก (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์) ที่ว่า

ด้วย "การจำแนกกรรมฝ่ายละเอียด" หรือ "การจำแนกกรรมฉบับเล็ก" สาระสำคัญคือการตอบคำถามของ สุภมาณพ ที่สงสัย

ว่าเหตุใดมนุษย์จึงเกิดมาแตกต่างกัน เช่น บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน บางคนมีโรคมาก บางคนมีโรคน้อย หรือบางคน

ยากจนแต่บางคนร่ำรวย

จิตวิทยาสมัยใหม่สังเกตว่า อย่างไรที่ความคิดทั้งหลายทวนซ้ำและการกระทำสร้างเส้นทางผ่านของประสาทที่แข็งแรงขึ้น, สร้างสรรค์นิสัยที่ฝังรากลึกทั้งหลาย. พุทธศาสนาสอนว่า นิสัยทางจิตที่ฝังแน่นเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคุณในตอนนี้ พวกเขาคือเนื้อสารที่ให้อุบัติขึ้นมาได้แก่อาณาจักรอันแตกต่างกันทั้งหลายเหล่านี้ของตัวประสบการณ์สำหรับกระแสอันสืบเนื่องแห่งจิตสำนึก. จิตที่คุณเพาะปลูกในชีวิตนี้, ด้วยรูปของความอยาก, รูปแบบทั้งหลายอันโดดเด่นของมันแห่งความอยาก, ความโกรธ, ความไม่รู้, หรือบางทีความกรุณาและปัญญาได้เป็นตัวพิจารณาตัดสินธรรมชาติมูลฐานของการสำดงปรากฏครั้งถัดไปของกระแสธารนี้. อะไรที่คุรฝึกฝนปฏิบัติส่วนใหญ่ได้กลายเป็นูปแบบแก่นแกนของการไหลแห่งสำนึกของคุณ, และรูปแบบแก่นแกนนี้วินิจฉัยตัดสินอาณาจักรนั้นของประสบการณ์ที่ไหลเนื่องศตวรรษทั้งหลาย.  (Modern psychology observes how repeated thoughts and actions build strong neural pathways, creating deep-seated habits. Buddhism teaches that these ingrained mental habits don’t just influence your behavior now; they are the substance that gives rise to these different realms of experience for the continuing stream of Consciousness. The mind you cultivate in this life, with its dominant patterns of craving, anger, ignorance, or perhaps compassion and wisdom determine the fundamental nature of the stream’s next manifestation. What you practice most becomes the core pattern of your conscious flow, and this core pattern determines the realm of experience where that flow centuries.)

การหลบหนีจากการเกิดใหม่อีก - เป้าหมายของชาวพุทธ (The Escape from Rebirth—The Buddhist Goal)

บทที่ 4: การหลบีจากการเกิดใหม่อีก - เป้าหมายของชาวพุทธ. พุทธศาสนาไม่ได้เกี่ยวกับการท่องผ่านไปในอาณาจักรแตกต่างกันทั้งหลายเหล่านี้ตลอดกาล. เป้าหมายคือการที่จะตื่นขึ้นจากวงเวียนวน/วัฏจักรทั้งปวงนี้. การตื่นรู้ถูกเรียกว่านิพพาน – โดยคำศัพท์แล้วหมายความว่า “การดับ” หรือ “การยุติ/สิ้นสุด.” พุทธศาสนาสอนถึง การติดอยู่ในวงเวียนที่ถูกเรียกว่าสังสารวัฏ – การเกิดใหม่อันไม่จบสิ้น ถูกขับเคลื่อนโดยความไม่รู้/อวิชชา, ความอยาก, และความยึดติด/อุปาทาน.  (Chapter 4: The Escape from Rebirth – The Buddhist Goal. Buddhism is not about wandering through different realms forever. The goal is to wake up from this entire cycle. The awakening is called nirvana – a word that means “blowing out” or “extinguishing.” Buddhism teaches that caught in a cycle called Samsara5 – endless rebirth driven by ignorance, craving, and attachment6.)

5 Samsara (สันสกฤต: संसार) แปลว่า "สังสารวัฏหรือ "วัฏสงสาร" 

ในทางศาสนาพุทธและฮินดู คำนี้มีความหมายโดยละเอียดดังนี้ครับ:

  • ความหมายตามตัวอักษร: แปลว่า "การท่องเที่ยวไป" หรือ "การเวียนว่าย"
  • ความหมายเชิงหลักธรรม: คือวงจรแห่งการ เวียนว่ายตายเกิด ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ซึ่งประกอบด้วย การเกิด แก่ เจ็บ และตาย วนเวียนไปตามแรงแห่ง กรรม
  • เป้าหมาย: ในทางศาสนา การหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้เรียกว่า นิพพาน (Nirvana) ในพุทธศาสนา หรือ โมกษะ (Moksha) ในฮินดู

6 อุปาทาน (Upādāna) แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส หรือความยึดติดอันเนื่องมาจากตัณหา คือการที่จิตไปยึดติดในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวตน เป็นของตน หรือการนึกเอาเองว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดทุกข์ 

อุปาทาน 4 อย่าง (ความยึดติดในรูปแบบต่างๆ): 

1.       กามุปาทาน: ความยึดมั่นในกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ที่น่าใคร่พอใจ

2.       ทิฏฐุปาทาน: ความยึดมั่นในทิฏฐิ ความเห็น หรือทฤษฎี/ลัทธิของตน

3.       สีลัพพัตตุปาทาน: ความยึดมั่นในศีลและวัตรปฏิบัติ (การยึดถือข้อปฏิบัติแบบผิดๆ)

4.       อัตตวาทุปาทาน: ความยึดถือในตัวตน ว่านั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา

ลองคิดถึงมันเหมือนเช่นกงล้อหนูแฮมสเตอร์/ หนูถีบจักร. หนูแฮมสเตอร์นั้นวิ่งไปและวิ่งไป, แต่ก็ไม่มีวันไปถึงที่ไหน. กงล้อก็คอยหมุนไปเรื่อย ๆเพราะหนูแฮมสเตอร์คอยแต่วิ่งถีบไปเรื่อย ๆ. ในมหานิทาน สูตร, อธิบายไว้ว่า อย่างไรที่กงล้อนี้ทำงาน:ด้วยความไม่รู้/อวิชชาเป็นเช่นสภาวะ, สังขารทั้งหลายจึงก่อรูปขึ้น; ด้วยสังขารที่ก่อรูปขึ้นเป็นเช่นสภาวะ, จิตสำนึกก็มีขึ้น.(Think of it like a hamster wheel7. The hamster runs and runs, but never gets anywhere. The wheel keeps turning because the hamster keeps running. The Mahānidāna Sutta8, explains how this cycle works: “With ignorance as condition, volition formations come to be; with volitional formations as condition, Consciousness come to be.”

          7 A Hamster Wheel (วงล้อหนูแฮมสเตอร์/จักรวิ่ง) คืออุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับหนูแฮมสเตอร์และสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นล้อแนวตั้งที่หมุนได้บนฐานตั้ง ช่วยให้แฮมสเตอร์วิ่งอยู่กับที่ภายในกรงเพื่อปลดปล่อยพลังงานตามธรรมชาติ ป้องกันความเครียดและโรคอ้วน โดยมักทำจากพลาสติก อะคริลิก หรือโลหะ และมีดีไซน์ไร้เสียง (Silent) เพื่อไม่ให้รบกวนผู้เลี้ยง 

รายละเอียดสำคัญของ Hamster Wheel:

  • วัตถุประสงค์: ออกกำลังกาย ลดความเครียด และช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้วิ่งตามสัญชาตญาณเนื่องจากในป่าแฮมสเตอร์สามารถวิ่งได้ไกลหลายไมล์ต่อคืน
  • ขนาด: ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดตัว (เช่น 8.5-12 นิ้ว) เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่หลัง
  • ประเภท: มีทั้งแบบตั้งพื้นและแบบยึดติดกับกรงลวด

8 มหานิทานสูตร (Mahānidāna Sutta - DN 15) คือพระสูตรในทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎก ที่ให้คำอธิบายละเอียดที่สุดเกี่ยวกับหลักปฏิจจสมุปบาท (ห่วงโซ่แห่งเหตุและผล) โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณ นามรูป และการดับไปแห่งทุกข์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระสูตรที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดในพระพุทธศาสนา 

สาระสำคัญของมหานิทานสูตร:

  • เน้นปฏิจจสมุปบาท: อธิบายหลักการอิงอาศัยกันเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงระหว่าง "นามรูป" และ "วิญญาณ"
  • การดับทุกข์: ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่ความทุกข์เกิดขึ้นและวิธีการตัดวงจร เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร
  • ความลึกซึ้ง: เป็นสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าลึกซึ้ง (คัมภีร์) เกี่ยวกับเหตุปัจจัย

          นี้หมายความว่า ความไม่รู้/อวิชชาสร้างสรรค์นิสัยทั้งหลาย, นิสัยทั้งหลายสร้างสรรค์จิตสำนึก, และจิตสำนึกก็สร้างสรรค์ความไม่รู้/อวิชชา มากยิ่งขึ้นอีก. นี่คือ อย่างไรที่มันทำงานในชีวิตประจำวัน: คุณไม่ได้เข้าใจว่า อย่างไรที่จิตของคุณทำงาน, ดังนั้นคุณมีปฏิกิริยาต่อทุกสิ่งโดยพื้นฐานตั้งอยู่บนความอยาก และความเกลียดชัง. ปฏิกิริยากระทำทั้งหลายเหล่านี้ได้สร้างสรรค์รูปแบบทั้งหลายในจิตสำนึกของคุณ. รูปแบบทั้งหลายเหล่านี้ทำให้คุณมีปฏิกิริยาในหนทางเดียวกันในอนาคตนั้น, สร้างสรรค์ความไม่รู้มากยิ่งขึ้นไปอีก. ตัวอย่างเช่น, บางคนดูหมิ่นดูถูกคุณ. ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าจิตของคุณทำงานอย่าวงไร, คุณอาจมีปฏิกิริยากระทำด้วยความโกรธ. ความโกรธนี้ก็สร้างสรรค์รูปแบบหนึ่งในจิตสำนึกของคุณ. คราวถัดไปที่ใครบางคนดูหมิ่นดูถูกคุณอีก, คุณก็มีปฏิกิริยาด้วยความโกรธอีกครั้ง, รูปแบบนั้นก็มีความแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ. ในไม่ช้า, คุณเป็นบุคคลมีความโกรธผู้หนึ่งที่มองเห็นการดูหมิ่นดูถูกอยู่ในที่ทุกแห่ง. วัฏจักรนี้ดำเนินต่อไปภายหลังการตาย.  (This means ignorance creates habits, habits create Consciousness, and Consciousness creates more ignorance. Here’s how it works in daily life: You don’t understand how your mind works, so you react to everything based on craving and aversion. These reactions create patterns in your consciousness. These patterns make you react the same way in the future, creating more ignorance. For example, someone insults you. If you don’t understand how your mind works, you might react with anger. This anger creates a pattern in your Consciousness. Next time someone insults you, you react with anger again, the pattern gets stronger. Soon, you’re an angry person who sees insults everywhere. This cycle continues after death.)

          จิตสำนึกของคุณ, เมื่อถูกฝึกฝนอยู่ในความโกรธ, ก็สร้างสรรค์สภาวะ/ปัจจัยทั้งหลายสำหรับความโกรธมากยิ่งขึ้นในประสบการณ์ครั้งถัดไปของคุณ. นิพพานไม่ใช่สถานที่ที่คุณไปภายหลังการตาย. มันไม่ใช่สวรรค์หรือแดนสุขาวดี. นิพพานคือจุดจบสิ้นของความอยาก/ตัณหา, จุดจบของวงจร/วัฏสงสารนี้, จุดจบสิ้นของกงล้อที่หมุน. เมื่อคุณเข้าใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจิตทำงานอย่างไร, คุณก็หยุดปฏิกิริยากระทำที่ตั้งอยู่บนฐานของความอยากและความเกลียดชัง. เมื่อคุณหยุดสร้างสรรค์รูปแบบทั้งหลายเหล่านี้, วงจรนี้ก็หยุด. นี้เป็นเหมือนหนูแฮมเสอตร์ได้ก้าวลงมาจากกงล้อนั้น. กงล้อนั้นก็หยุดหมุนเพราะว่าหนูแฮมสเตอร์นั้นหยุดวิ่ง. ในนิพพาน, ไม่มีการกลายไปเป็นอะไรอีกต่อไป เพราะว่าไม่มีความอยากที่จะขับเคลื่อนกระบวนการนั้น.   (Your consciousness, trained in anger, creates conditions for more anger in your next experience. Nirvana is not a place you go to after death. It’s not heaven or paradise. Nirvana is the end of craving, the end of the cycle, the end of the wheel turning. When you fully understand how your mind works, you stop reacting based on craving and aversion. When you stop creating these patterns, the cycle stops. This is like a hamster stepping off the wheel. The wheel stops turning because the hamster stops running. In Nirvana, there’s no more becoming because there’s no more craving to drive the process.)

จิตสำนึกไม่ได้ดำเนินต่อไปในหนรทางเดิม เพราะว่าสภาวะ/ปัจจัยทั้งหลาบที่ได้สร้างสรรค์มันได้จบสิ้นลง. มันเหมือนไฟที่กำลังจะดับไปเมื่อคุณหกยุดเติมเชื้อเพลิง. ผู้คนบ่อยครั้งถามว่า, “ หลังจากตรัสรู้พุทธิปัญญาแล้ว, ท่านยังมีอยู่หรือไม่ได้มีอยู่?” พระพุทธเจ้าปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้. พระองค์ได้ตรัสว่ามันเหมือนเช่นการถามว่า: “หลังจากไฟมอดดับแล้ว, มันไปที่ไหน? เหนือ? ใต้? ตะวันออก? ตะวันตก?” คำถามนั้นไม่ได้เป็นสาระมีเหตุผลใดเลยเพราะว่า ไฟไม่ได้ “ไป” ที่ใด. เมื่อจิตสำนึกเป็นเช่นไฟนั้นได้จบสิ้นลง, ไฟอย่างง่ายๆก็หยุด. เช่นเดียวกัน, เมื่อสภาวะ/ปัจจัยทั้งหลายสำหรับการกลายไปเป็นได้จบสิ้นหมดลง, การกยายไปเป็นอื่นใดก็หยุด.  (Consciousness doesn’t continue in the same way because the conditions that created it have ended. It’s like a fire going out when you stop adding fuel. People often ask: “After enlightenment, do you exist or not exist?” The Buddha refused to answer this question. He said it was like asking: “After a fire goes out, where does it go? North? South? East? West?” The question doesn’t make sense because fire doesn’t “go” anywhere. When the conditions for fire end, fire simply stops. Similarly, when the conditions for becoming end, becoming simply stops.)

เรื่องนี้ยากมากสำหรับจิตของเราที่จะคว้าตะครุบจับ เพราะเราคิดในแง่ทั้งหลายของการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่. แต่นิพพานเป็นสิ่งโพ้นเลยไปกว่าการจำแนกแยกประเภททั้งหลายเหล่านี้. มันไม่ใช่การมีอยู่ และมันไม่ใช่การไม่มีอยู่. มันเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการที่สร้างสรรค์การมีอยู่และการไม่มีอยู่.   (This is hard for our minds to grasp because we think in terms of existing or not existing. But Nirvana is beyond these categories. It’s not existence and it’s not nom-existence. It’s the end of the process that creates existence and non-existence.)

นักปรัชญา ลุดวิก วิทท์เกนสไตนิ์ ครั้งหนึ่งได้พูดไว้ว่า, “ที่ใดที่พูดไม่ได้, ที่นั้นก็ต้องเงียบ.” นี้ประยุกต์เข้ากับนิพพานได้. เราไม่สามารถอธิบายลักษณะของมันในภาษาทั่วไป ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนแนวความคิดอย่างยิ่งทั้งหลายที่ว่า นิพพาน อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง. พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบการพยามที่จะอธิบายนิพพาน กับปลาที่พยายามอธิบายถึงน้ำให้กับนก. ทั้งคู่ต่างอาศัยอยู่ในธาตุของพวกเขาเองอย่างสมบูรณ์สิ้น ที่พวกเขาไม่สามารถก้าวออกมาข้างนอกมันไดเที่จะมองเห็นว่ามันคืออะไรที่แท้จริง. (The philosopher Wittgenstein9 once said, “Whereof one cannot speak, thereof one must be silent.” This applies to Nirvana. We can’t describe it in ordinary language is built on the very concepts that Nirvana transcends. The Buddha compared trying to explain Nirvana to a fish trying to describe water to a bird. Both live in their element so completely that they can’t step outside it to see what it really is.)

9 ลูทวิช วิทเกินชไตน์ (Ludwig Wittgenstein) เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขามักถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงสำคัญที่มีแนวคิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนบางครั้งถูกเรียกว่าเป็น "วิทเกินชไตน์คนแรก" และ "วิทเกินชไตน์คนหลัง" 

1. วิทเกินชไตน์ยุคต้น: Tractatus Logico-Philosophicus (1921)

ในช่วงนี้เขาเน้นเรื่อง ตรรกศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความจริง 

  • Picture Theory (ทฤษฎีภาพ): เขาเชื่อว่าภาษาทำหน้าที่เหมือน "ภาพถ่าย" ของความจริง ประโยคที่มีความหมายคือประโยคที่สามารถระบุข้อเท็จจริงในโลกได้
  • ขีดจำกัดของภาษา: เขาเสนอว่า "ขีดจำกัดของภาษาคือขีดจำกัดของโลก" สิ่งใดที่พูดไม่ได้ด้วยตรรกะที่ชัดเจน (เช่น จริยธรรม ศิลปะ หรือศาสนา) เราควร "นิ่งเงียบเสีย" 

Stanford Encyclopedia of PhilosophyStanford Encyclopedia of Philosophy +4

2. วิทเกินชไตน์ยุคหลัง: Philosophical Investigations (1953)

หลังจากหยุดพักไปทำงานอื่น เขาได้กลับมาโต้แย้งแนวคิดเดิมของตนเอง 

The Decision Lab +1

  • Meaning as Use (ความหมายคือการใช้งาน): เขาเปลี่ยนมุมมองว่าความหมายของคำไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่มันอ้างถึง แต่อยู่ที่ "วิธีการใช้งาน" ในชีวิตประจำวัน
  • Language Games (เกมภาษา): เขาเปรียบการใช้ภาษาเหมือนการเล่นเกมที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวตามบริบทสังคม เช่น คำว่า "น้ำ" อาจหมายถึงการขอน้ำดื่ม หรือการเตือนว่าน้ำท่วม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
  • Philosophy as Therapy (ปรัชญาคือการบำบัด): เขามองว่าปัญหาทางปรัชญาส่วนใหญ่เกิดจากความสับสนในภาษา หน้าที่ของนักปรัชญาคือการ "แสดงให้แมลงวันเห็นทางออกจากขวด" เพื่อขจัดความสับสนเหล่านั้น

คำตอบที่แท้จริง – และทำไมมันสำคัญในตอนนี้ (The Real Answer—And Why It Matters Now)

          บทที่ 5: คำตอบที่แท้จริง – และทำไมมันสำคัญในตอนนี้. เราได้เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆว่า: จิตสำนึกไปที่ไหนภายหลังการตาย? ตอนนี้เราสามารถมองเห็นคำตอบนั้นว่าไม่ได้ง่ายๆในเชิงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หรือสถานที่เดียวสำหรับทุกคน. พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้หนึ่งคำตอบสำหรับทุกคน. มันคือการให้กระจกเงาบานหนึ่งแก่คุณเพื่อที่จะมองเห็นจิตของคุณเอง. คำตอบที่แท้จริงก็คือ: กระแสธารแห่งจิตสำนึกของคุณไปยังที่ซึ่งได้ถูกปรับแต่สภาวะ/ปัจจัยที่จะไป โดยรูปแบบทั้งหลายที่คุณเพาะปลูกเอาไว้. (Chapter 5: The Real Answer – And Why It Matters Now. We started with a simple question: where does Consciousness go after death? Now we can see the answer is not a simple geographical location or a single destination for everyone. Buddhism doesn’t give one answer for everyone. It gives you a mirror to see your own mind. The real answer is: Your stream of Consciousness goes where it has been conditioned to go by the patterns you cultivate.)

          ถ้าคุณเพาะปลูกรูปแบบทั้งหลายของความโกรธ, กระแสธารนั้นก็ถูกปรับแต่งสภาวะ/ปัจจัยไปสู่สถานะทั้งหลายของความโกรธ. ถ้าคุณเพาะปลูกรูปแบบทั้งหลายของึวสามกรถุณา, กระแสธารนั้นก็ถูกปรับแต่งสภาวะ/ปัจจัยไปสู่สถานะทั้งหลายของความกรุณา.  พระธรรมบท, หนึ่งในคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของพุทธศาสนา, ได้เปิดนำขึ้นด้วยคำพูดทั้งหลายเหล่านี้ว่า: จิตมาก่อนสถานะทางจิตทั้งหลายทั้งหมด. จิตคือหัวหน้า; สิ่งทั้งหลายปรุงแต่งขึ้นโดยจิต. หากด้วยจิตไม่บริสุทธิ์บุคคลหนึ่งพูดหรือกระทำ, ความทุกข์ก็ติดตามเขาไปเหมือนเช่นกงล้อที่หมุนไปตามรอยเท้าโค.”     (If you cultivate patterns of anger, the stream is conditioned towards states of anger. If you cultivate patterns of compassion, the stream is conditioned towards states of compassion. The Dhammapada10, one of Buddhism’s most famous texts, opens with these words: “Mind precedes all mental states. Mind is their chief; they are all mind-wrought. If with an impure mind a person speaks or acts, suffering follows him like the wheel that follows the foot of the ox.”    

          10 พระธรรมบท (Dhammapada) คือคัมภีร์สำคัญในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท บรรจุคำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบร้อยกรอง (คาถา) จำนวน 423 คาถา แบ่งเป็น 26 หมวด (วรรค) ซึ่งเป็นหลักธรรมจริยธรรมที่เข้าใจง่าย เน้นการปฏิบัติเพื่อความสุขและพ้นทุกข์ จัดอยู่ในขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก เป็นพระธรรมที่แพร่หลายและเป็นที่รู้จักมากที่สุด 

จุดเด่นและสาระสำคัญของธรรมบท:

  • แหล่งที่มา: เป็นพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ต่างกรรมต่างวาระ โดยมีการบันทึกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์จำเพาะที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล (เรียกว่า ธัมมปทัฏฐกถา) ประกอบคำสอนแต่ละตอน
  • เนื้อหา: สอนเรื่องจริยธรรม การทำความดี ละเว้นความชั่ว การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เช่น การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เปรียบเหมือนเงาตามตัว หรือล้อรถที่ตามรอยเท้าโค
  • ความแพร่หลาย: เป็นคัมภีร์ที่มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากมาย และเป็นที่นิยมอ่านทั้งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาส 

ธรรมบทช่วยสอนให้ปฏิรูปความคิดจิตใจด้วยการทำความเข้าใจกับความจริงของชีวิตและหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

          นี้หมายความว่าจิตของคุณ, ปรับแต่งโดยการกระทำโดยตั้งใจมั่นและนิสัยทั้งหลาย (กรรมของคุณ), สร้างสรรค์ธรรมชาติความเป็นจริงของคุณ, ทั้งในตอนนี้และเป็นเช่นกระแสธารไหลสืบเนื่องไป. ความคิดทั้งหลายที่คุณคิด, อารมณ์ที่คุณรู้สึก, การกระทำทั้งหลายที่คุณทำ – สิ่งเหล่าก่อสร้างรูปแบบทั้งหลายที่ปรุงแต่งสภาวะ/ปัจจัยจิตสำนึกของคุณ. และจิตสำนึกของคุณ, ไหลไปข้างหน้า, สำแดงปรากฏไปตามรูปแบบทั้งหลายอันโดดเด่นเหล่านั้น. นี้เป็นทั้งที่น่ากลัวและที่มีความหวัง. มันเป็นที่น่ากลัวเพราะว่าคุณกำลังรับผิดชอบสำหรับการปรุ่งแต่งสภาวะ/ปัจจัยของกระแสธารของคุณเอง. คุณไม่สามารถกล่าวโทษความโชคร้ายหรือผู้คนอื่นใดได้สำหรับสถานะทั้งหลายของจิตที่คุณได้รับประสบการณ์นั้น. แต่มันมีความหวังเพราะว่าคุณมีพลังอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์นั้นได้.   (This means your mind, shaped by your intentional actions and habits (your karma), creates the nature of your reality, both now and as the stream continues. The thoughts you think, the emotions you feel, the actions you take – these build the patterns that condition your Consciousness. And your Consciousness, flowing forward, manifests according to those dominant patterns. This is both scary and hopeful. It’s scary because you’re responsible for the conditioning of your own stream. You can’t blame bad luck or other people for the states of mind you experience. But it’s hopeful because you have the power to change the conditioning.)

ทุกขณะให้โอกาสแก่คุณที่จะก่อสร้างสิ่งใหม่, รูปแบบทั้งหลายที่เป็นกุศลกรรมมากยิ่งขึ้นในจิตของคุณ. การสอนนี้ไม่ได้หมายความที่จะตอบสนองให้คุณพึงพอใจในความอยากรู้เกี่ยวกับการตายของคุณ. มันได้หมายถึงการปลุกตื่นคุณต่อความสำคัญของชั่วขณะนี้. เดี๋ยวนี้ในตอนนี้, คุณกำลังก่อสร้างรูปแบบทั้งหลายที่ปรับแต่งสภาวะ/ปัจจัยจิตสำนึกในอนาคตของคุณ. ทุกๆความคิดทั้งหลายนั้นสำคัญ. ทุกๆการกระทำทั้งหลายนั้นสำคัญ. ทุกๆคำพูดนั้นสำคัญ.  ผู้คนส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับอะไรบังเกิดภายหลังการตาย, แต่พวกเขาไม่ให้ความสนใจต่ออะไรที่บังเกิดขึ้นภายหลังชั่วขณะนี้.  (Every moment gives you a chance to build new, more wholesome patterns in your mind. This teaching is not meant to satisfy you curiosity about death. It’s meant to wake you up to the importance of this moment. Right now, you are building the patterns that condition your future Consciousness. Every thought matters. Every action natters. Every word matters. Most people worry about what happens after death, but they don’t pay attention to what happens after this moment.)

พุทธศาสนาบอกว่า ทั้งสองได้เชื่อมต่อกัน. คุณมีชีวิตอยู่อย่างไรในตอนนี้, รูปแบบทั้งหลายที่คุณเพาะปลูกขึ้นในจิตของคุณและผ่านการกระทำทั้งหลายของคุณ, จะวินิจฉัยตัดสินธรรมชาติของกระแสธารของจิตสำนึก ที่ไหลสืบเนื่องต่อไปภายหลังการตาย. นี้ทำให้ทุกชั่วขณะนี้ล้ำค่า. คุณไม่ได้แค่มีชีวิตอยู่แค่กับชีวิตของคุณ – คุณกำลังปรับแต่สภาวะ/ปัจจัยจิตสำนึกในอนาคตของคุณ. คุณไม่ได้แค่กำลังทำการวินิจฉัยตัดสินใจทั้งหลาย – คุรกำลังฝึกฝนรูปแบบทั้งหลายของจิตของคุณ. คุณไม่ได้แค่มีอยู่ – คุรกำลังกลายไปเป็น. พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สัญญาว่าการฝึกฝนปฏิบัติทางจิตวิญญาณจะเป็นการง่าย. พระองค์ได้ให้สัญญาว่ามันจะนำไปสู่อสรภาพจากความทุกข์. อิสรภาพนี้มาจากความเข้าใจจิตของคุณ, มองเห็นรูปแบบทั้งหลายของมัน, และการฝึกฝนมันอย่างชาญฉลาด.  (Buddhism says the two are connected. How you live now, the patterns you cultivate in your mind and through your actions, determines the nature of the stream of Consciousness that continues after death. This makes every moment precious. You’re not just living your life – you’re conditioning your future Consciousness. You’re not just making decisions – you’re training your mind’s patterns. You’re not just existing – you’re becoming. The Buddha never promised that spiritual practice would be easy. He promised that it would lead to freedom from suffering. This freedom comes through understanding your mind, seeing its patterns, and training it wisely.)

คำตรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้า, ได้บันทึกไว้ใน มหาปรินิพพาน สูตรว่า: “บัดนี้, ถิกขุทั้งหลาย, ตถาคตประกาศต่อพวกเธอว่า: สิ่งปรุงแต่งทั้งหมดมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระองค์ได้กำลังบอกศิษย์ทั้งหลายของพระองค์ว่าทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง, ทุกสิ่งจากไป, ดังนั้นจงใช้เวลาของตนให้ดีมีประโยชน์ โดยการเพาะปลูกปัญญาและความกรุณา. การฝึกฝนปฏิบัตินี้ต้องการความกล้าหาญ เพราะว่าคุณต้องเผชิญหน้ากับรูปแบบทั้งหลายของจิตของคุณเอง.   (The Buddha’s final words, recorded in the Mahāparinibbāna Sutta11, were: “Now, bhikkus, I declare to you: All conditioned things are of a nature to vanish. Strive with diligence.” He was telling his students that everything changes, everything passes away, so make good use of your time by cultivating wisdom and compassion. This practice requires courage because you have to face your own mind’s patterns.)

11 มหาปรินิพพานสูตร (Mahāparinibbāna Sutta) คือพระสูตรยาวที่บันทึกเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายในพุทธกาล การเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่เมืองกุสินารา รวมถึงปัจฉิมโอวาท เน้นเรื่องความไม่ประมาท การปลดปล่อยอันยิ่งใหญ่ และคำสอนสุดท้ายที่สำคัญ 

  • ความหมาย: พระสูตรว่าด้วยการดับขันธปรินิพพานครั้งยิ่งใหญ่
  • เนื้อหาหลัก:
    • การเดินทางไกลจากราชคฤห์สู่กุสินารา
    • การสอนหลักธรรมแก่พระอานนท์และเหล่าภิกษุ (เช่น สัปปุริสธรรมหลักแห่งความเจริญ)
    • การปลงอายุสังขารและการฝากพระพุทธศาสนา
    • เหตุการณ์ก่อนและหลังปรินิพพาน (การกราบทูลถามของสุภัททะปัจฉิมโอวาท)
  • ปัจฉิมโอวาท: "หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" 

 

มันต้องการความซื่อตรง เพราะว่าคุณต้องมองพวกมันอย่างกระจ่างแจ้ง. มันต้องการความอดทนเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะ/ปัจจัยเชิงลึกนั้นต้องใช้เวลา. แต่มันคุ้มค่าเพราะว่ามันนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง และอิสรภาพจากอาณาจักรทั้งหลายของความทุกข์. พุทธศาสนาไท่ได้เสนอหารหลบหนีอย่างง่ายๆจากอะไรที่เป็นเหมือนการท้าทายนั้น. แต่เสนอวิถีทางที่จะผ่านทะลุพวกมัน, วิถีทางแห่งความเข้าใจและการฝึกฝนกระแสธารของจิตสำนึกตัวมันเอง. วิถีทางนี้ต้องการความวิริยะพากเพียร, แต่มันนยำไปสู่บางแห่งที่เป็นจริง. และมันเริ่มต้นในตอนนี้เดี๋ยวนี้, กับชั่วขณะนี้, กับลมหายใจนี้, กับการเลือกนี้ที่จะเพาะปลูกรูปแบบทั้งหลายขแองกุศลกรรม. ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตทั้งปวงของพวกเขาไปกับการวิ่งหนีตัวพวกเขาเอง, แต่ชาวพุทธฝึกปฏิบัติในการขอให้คุณหันไปรอบๆแล้วมองดู.   (It requires honesty because you have to see them clearly. It requires patience because changing deep conditioning takes time. But it’s worth it because it leads to real peace and freedom from the suffering realms. Buddhism doesn’t offer an easy escape from like’s challenges. It offers a path through them, a path of understanding and training the stream of Consciousness itself. This path requires effort, but it leads somewhere real. And it begins right now, with this moment, with this breath, with this choice to cultivate wholesome patterns. Most people spend their whole lives running from themselves, but Buddhist practice asks you to turn around and look.)

อะไรที่คุณค้นพบอาจทำให้คุณประหลาดใจ – ไม่ใช่สัตว์ปีศาจ หรือนักบุญ, แต่คือกระบวนการง่ายๆที่สามารถทำความเข้าใจและนำทางได้. อิสรภาพนั้นไม่ได้มาจากการกำจัดจิตสำนึก, แต่จากการเรียนรู้ที่จะทำงานกับสภาวะ/ปัจจัยของมันอย่างมีทักษะเต็มเปี่ยม. ที่ซึ่งจิตสำนึกของคุณไปสู่ภายหลัวงการตายนั้นขึ้นอยู่กับอะไรที่คุรกำลังทำกับมันในตอนนี้เดี๋ยวนี้. คำถามไม่ใช่แค่ว่า อะไรบังเกิดขึ้นภายหลังที่คุณตาย. คำถามคือว่า อะไรบังเกิดขึ้นภายหลังที่คุณฟังนี้จบแล้ว. นั่นคือที่ซึ่งกระแสธารที่ไหลสืบเนื่องต่อไปของจิตสำนึกของคุณเริ่มต้นชั่วขณะถัดไปภายหน้าของมันอีกครั้ง.   (What you find might surprise you – not a monster or a saint, but simply a process that can be understood and guided. The freedom comes not from getting rid of Consciousness, but from learning to work with its conditioning skillfully. Where your Consciousness goes after death depends on what you’re doing with it right now. The question is not just what happens after you die. The question is what happens after you finish listening to this. That’s where the continued stream of your Consciousness begins its next moment)

 https://youtu.be/8ZOVFoJ9ITE?si=xyW5RggOohNCKXGB

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น