หน้าเว็บ

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (2)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (2)

            https://youtu.be/3wshWwC1ih0?si=yr2PsbxJrYKjJ9G3


ผู้(แสน)รู้:        อย่างเช่นว่า การเดินเท้าในตรอกเนี่ยะ รถเข้าไม่ได้เลย ขณะนี้เราก็รู้สึกว่าพวกนั้นคนจนๆเข้ามาขายของ เนี่ยะ เราน่าจะเห็นใจเขาบ้าง ความจริงสมัยก่อนเราจะคิดว่า ถนนของเรา บ้านของเรา ทำไมต้องมาลุกล้ำ ขณะนี้ก็คิดได้ว่า เอ่อ ผีเมตตาไปหน่อย เค้าจนกว่าเรา เราก็ขับรถไป ทำยังไงถึงจะฝึกหัดให้ ให้รู้สึกว่า มันดีขึ้น ขึ้นไปอีกกว่านั้นนะฮะ อันนี้สิ่งที่ผมบวชแล้ว ที่ผมได้คือทำให้รู้สึกคิดอะไรกว้างขึ้น มีทฤษฎีขึ้นมาจับได้นิดหน่อย (อุตส่าห์บวช ที่พระพุทธองค์ตรัสสอน ก็ไม่สนใจไม่พยายามเรียนรู้ใหก้เข้าใจ ยังจะไปเอาทฤษฎีนู่นนี่นั่น มาจับมาอวดให้ตนรู้อีก..ก็อยู่แต่กับ”ความรู้สึก” กับ”คัวตน/อัตตา” เจ้าประคุณก็เทศน์สอนไปแหม่บๆ - ยังจะมาอวดโอ่”รู้”อะไรอีก...แล้วมานั่งฟังไปทำไม? ตกลงจะถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจว่าเข้าใจ แล้วจึงมาอวดถามเสนอแนะท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ - น่าเบื่ออ่ะ. - ผู้ถอดความ) ผมคิดว่าถ้าเผื่ออันนี้สามารถจะทำอะไรง่ายๆ หรือ หรือมีข้อแนะนำง่ายๆเนี่ยะ คนอื่นอาจจะได้ประโยชน์ เยอะ.

เจ้าประคุณสมเด็จฯ: เจริญพร. 1. อาจจะเป็นคนดีเท่าเดิมก็ได้ แต่ว่าเป็นคนดีแล้วก็ แต่ทำดีมากขึ้น หมายความว่าปริมาณของสิ่งที่ดีที่ทำเนี่ยะ มากขึ้น แต่ระดับการเป็นคนดีนี่เท่าเดิม ก็ได้ อย่าวงนี้ก็ถือว่าดีแล้วนะ (จะรู้มากขึ้นรึเปล่า - ผู้(แสน)รู้) มิได้  อันนั้นก็ อ่า ไม่รู้แหละ แต่หมายความว่าได้ทำสิ่งที่ดีมากขึ้นน่ะ อันนี้ก็ดีแง่หนึ่ง หมายความว่าระดับความเป็นคนดีเท่าเดิม  แต่ว่าในความดีที่ตัวเป็นอยู่เนี่ยะ ก็เลยได้ทำความดีมากขึ้นตามกาลเวลา ก็อันนั้นก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง นี้นิดนึงนะ

          ทีนี้ 2 เลื่อนระดับความดีของตัวเอง ทีนี้ ความเป็นคนดีที่สุด (ทำยังไงจึงจะช่วย มีอะไรที่จะคลิก ช่วยว่า เอ่อ  มีกลไกยังไงที่จะช่วยได้ง่ายๆ - ผู้(แสน)รู้เหลือเกิน) ทีนี้ ความเป็นคนดี ขึ้นเนี่ยะ มันดีขึ้นได้หลายด้าน ถ้าดเราใช้คำใหญ่มา เอาคำหลักเมื่อกี้มาเทียบเนี่ยะ ดีขึ้นทางศีล ดีขึ้นทางสมาธิ คือด้านจิตใจ และดีขึ้นทางปัญญา  อ้าว ต้องดูแล้ว ดูด้านเลย เจริญพร.

          เอ่อ ด้านศีล การประพฤติปฏิบัติของเรา การดำเนินชีวิตทั่วไป การสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ดีขึ้นมั้ย? เราเบียดเบียนน้อยลงมั้ย? นี้เราบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์มากขึ้นมั้ย? นี่ด้านศีล ดูได้เลยว่าเราดีขึ้น ใช่มั้ย? เจริญพร เนี่ยะ การปฏิบัติต่อข้าวของเครื่องใช้ การกินอยู่เนี่ยะทั้งหมดเลย เนี่ยะ ก็ด้านศีล เราดีขึ้นหรือไม่?  2. ด้านจิตใจ เราจิตใจร่าเริงเบิกบานผ่องใส สดชื่นขึ้นมั้ย? เครียดน้อยลงมั้ย? ทุกข์น้อยลงมั้ย? มีคุณธรรมมากขึ้นมั้ย? มีเมตตากรุณามากขึ้นมั้ย? มีศรัทธาอะไรต่างๆ มีอะไร คุณธรรมความดีน่ะมากขึ้นมั้ย? แล้วก็มีสติมีวิริยะความเพียร มีจิตใจเข้มแข็ง มีกำลังใจดีขึ้นมั้ย? อะไรนั่นน่ะ แล้วก็ด้าน เอ่อ ด้านความสุขก็พูดไปแล้ว  แล้วก็มาดู(3)ด้านปัญญา มีความรู้ เข้าใจเรื่องวิชาการนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงในที่นี้ รู้เข้าใจชีวิตรู้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ รู้สิ่งทั้งหลายได้ดีขึ้น มากขึ้นมั้ย น่ะ อันนี้ก็ดูได้ ดู 3 ด้านเนี่ยะก็วัดตัวเองได้เลย

          ทีนี้ถ้าจะมาใช้ปฏิบัติอย่างในเฉพาะกรณี หรือเป็นแง่ๆเรื่องๆ อย่างว่ากรณีขับรถ อย่างนี้ ใช่มั้ย? อันนี้มันก็ วิธีง่ายๆก็ท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ ใช่มั้ย? ก็คือว่าการรู้จักมองรู้จักคิด ให้จิตมีทางเดินหลายๆอย่าง  คือมันมีไอ้ตัวนำ ก็คือการใช้ปัญญา หรือวิธีมอง ซึ่งยังไม่ต้องใช้ปัญญามากมายอะไรหรอก เพียงวิธีมองเท่านั้นเอง นะ เช่นว่าเราคิดเผื่อให้เขาเงี๊ยะ อย่างที่คุณหมอพูดเมื่อกี้ อย่างหมอเห็นคนไข้ หน้าตาไม่ดี พูดไปแล้วพูดกลับมาไม่ดีเนี่ยะ หมอคิดว่า โอ คนไข้คนนี้ ที่จริงเขาไม่ได้มามีโกรธเกริดอะไรกับเราหรอก แต่เค้ามีอารมณ์ค้างหรือเค้ากำลังวิตกกังวล มีความทุกข์ ทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บของเขา ทุกข์เพราะเป็นห่วงลูก ถ้าพ่อป่วยไปแล้วลูกจะอยู่ยังไง ทุกข์เรื่องครอบครัว เงินทองจะเอาที่ไหนมาใช้ ตัวเองรักษาใช้เงินมากมั้ย? แล้วเวลานั้นครอบครัวจะอยู่ได้ยังไง ห่วงโน่นห่วงนี่ ไอ้เนี่ยะมันทำให้เขาอารมณ์เสีย แล้วเค้าก็พูดตอบมาไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าคิดได้อย่างนี้ อาจจะไปเห็นใจเขา คิดหาทางปลอบโยนหรือไปไถ่ถามให้รู้สุขทุกข์ แทนที่จะมาอัดอั้นอยู่คนเดียวกับตัวเอง แล้วก็ทุกข์แล้วก็ปรุงแต่งใจไม่สบาย นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง เนี่ยะ คือการมองและใช้วิธีคิดแบบนี้ท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ น่ะ ซึ่งใช้ได้หลายอย่างมาก

เคยเล่าไว้ในหนังสือ อะไร รักษาใจยามรักษาคนไข้ อ่ะนะ รักษาใจยามป่วยไข้กับรักษาใจยามรักษาคนไข้ คือเรามีวิธีมองได้เยอะแยะ แม้แต่มองเพียงว่า เป็นเรื่องของการได้เจอประสบการณ์ต่างๆ หลากหลาย แล้วก็สนุกไปกับการได้เห็นประสบการณ์นั้น ไม่รับกระทบ หมายความว่าผู้คนมนุษย์นี่มีต่างๆกัน ท่าทางอากัปกิริยานิสัยใจคอไม่เหมือนกัน อ่า เราเจอ เอ่อ คนนี้เป็นอย่างนี้คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนรั้นยิ้มคนนั้นหน้าบึ้ง คนนั้นหัวเราะตลอดเวลา คนนี้เป็นยังงั้นยังงี้ เห็นแล้วเราขำไปหมด น่ะ ขำไปหมด เห็นใครมาท่านี้ เห็นคนนั้นมาท่าโน้น ขำอย่างเดียว ไม่รับกระทบ น่ะ อย่างนี้ก็มี น่ะ มันก็อยู่ที่การวางท่าทีของจิตใจ หรือวางท่าทีเป็นการเรียนรู้  โอ้ เนี่ยะ มนุษย์มีต่างๆหลากหลาย สิ่งทั้งหลายก็เป็นไปต่างๆ เราวันๆหนึ่งเราได้เรียนรู้ เจอคนนี้ก็ได้เรียนรู้ว่า เอ่อ คนอย่างงี้ก็มีคนอย่างนี้เป็นลักษณะอย่างนั้น เรียนรู้เรียนรู้ มองไปเรียนรู้หมด มาดีก็เรียนรู้ มาไม่ดีก็เรียนรู้ เลยก็ได้ศึกษาได้ท่าเดียว อย่างคนเมื่อกี้นี้ผ่านท่าเดียว น่ะ ขำผ่าน ขำผ่าน แต่คนที่ 2 นี่ได้เรื่อง ได้อย่างเดียว ได้ความรู้เรื่อยไป

ทีนี้คนที่ 3 ก็มองอย่างที่ว่า มองแบบเข้าใจเพื่อนมนุษย์ คิดเผื่อให้เค้า ก็อาจจะเป็นอย่างงั้นก็เป็นอย่างงี้ แล้วก็เราหาทางมีความสัมพันธ์ไถ่ถามเค้าเพื่อให้รู้ ความจริงอะไรต่างๆไป เจริญพร อันนี้ก็กลายเป็นช่วยแก้ปัญหาให้แก่มนุษย์ ให้แก่เพื่อนมนุษย์เรา แล้วก็มีเมตตากรุณา แล้วก็อีกอันก็ได้ คือมองเป็นบททดสอบตัวเรา เอ้อ เราเจอดีมั่งไม่เจอดีมั่ง เจอดีเราก็ไปชอบใจซะนี่ ไอ้ทีเจอไม่ดีแล้วก็ไปไม่ชอบใจ ลองทดสอบตัวเองเรามาเรียนธรรมะ เราอยู่ในโลกอย่างมีชีวิตที่ดี เรามีความเข้มแข็งอดทนแค่ไหน ต้องเจอบททดสอบบ้าง เช่นให้เค้าด่าบ้างเราจะได้ดูว่า เราทนได้มั้ย ใช่มั้ย? อ้าว อย่างนี้ก็ได้บททดสอบ เอา มองไปเป็นบททดสอบหมด น่ะ ไปเจอก็ไม่มีปัญหาอีก ได้บททดสอบ วันนี้ พอกลับบ้านก็ เอ้อ ได้บททดสอบใหม่ แหม วันนี้บททดสอบแรงหน่อย ว่างั้นนะ ก็เลยสนุกอีก สนุกกับบททดสอบ น่ะ

แล้วก็ต่อจากบททดสอบ ก็เป็นแบบฝึกหัด พัฒนาตัวเอง อันนี้ก็ คนเรานี่จะพัฒนามันต้อง มีแบบฝึกหัด ใช่มั้ย? อันนี้คนไม่เจอแบบฝึกหัด มันไม่พัฒนา ไม่ได้แก้ปัญหา ทีนี้ชีวิตที่ราบรื่นเนี่ยะ มันดีล่ะมันสุข แต่ว่าเป็นชีวิตที่ไม่มีแบบฝึกหัด คนที่ชีวิตราบรื่นเกินไป มีความสุขเกิดมาในความสุขเนี่ย ถ้าไม่มีกัลยาณมิตร มาช่วยฝึกเนี่ยะ ไม่พัฒนาเลย แล้วชีวิตนี่จะเอาดี เข้มแข็งหรือว่า มีปัญญาอะไรที่จะจัดการสถานการณ์ได้น้อย เพราะฉะนั้นคนที่เจอแบบฝึกหัดมาก ดี น่ะ เจอปัญหาเยอะเจออะไรต่ออะไร เรื่องราวต่างๆที่เป็นปัญหานี่ มองเป็นแบบฝึกหัดหมด ทีนี้ก็พัฒนา ตัวอย่างเดียว น่ะ ได้ฝึกได้หัดได้แก้ปัญหาดีหมด ใช่มั้ย? เลยนี่คนที่ 5 แล้วนะ แล้วก็ไอ้คนที่ 6 อีก คนที่ 6 นี่ ได้พัฒนาปัญญาถึงขั้นรู้เข้าใจโลกชีวิต ตามเป็นจริง ก็รู้เข้าใจแบบคนที่อยู่บนภูเขา โห ยอดเขามองลงมาเห็นสิ่งทั้งหลาย เป็นไปต่างๆ รู้เข้าใจโลก ชีวิตมันก็เป็นยังงี้ คนเราก็มีกิเลสมั่งไม่มีกิเลสมั่ง นะ ก็เป็นไปต่างๆกัน เขาก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่มันมองไปตามความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ตามเหตุปัจจัย เข้าใจตามเป็นจริงไปเลย ไม่กระทบเลย เจริญพร เรียกว่า เข้าใจโลกชีวิต วางใจถูกต้อง ใจเป็นอิสระไปเลย เจริญพร.

ก็เลือกเอาต่างๆนี่แหละ เป็นวิธีที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งใช้ได้หมดเลยน่ะ แต่อย่างน้อยขั้นแรกก็คือว่า คนเราจะใช้ตาหูเป็นด่านสำคัญในการสัมพันธ์กับโลกภายนอก มันก็มีแบบที่ว่าเนี่ยะ แยกไว้เลยว่า 1. มองด้วยความยินดียินร้าย อย่างที่พูดตอนต้น เห็นสิ่งที่สบายตาก็ชอบใจ เห็นสิ่งไม่สบายตาไม่ถูกตาก้ไม่ชอบใจ แล้วก็สุขทุกข์ก็อยู่เนี่ยะ นี่เป็นการใช้ตาหูจมูกลิ้นแบบแรกสามัญ แล้วก็แบบสัมพันธ์กับโลกภายนอก ด้วยการใช้ปัญญา แบบที่ว่า อย่างน้อยมองตามเหตุปัจจัย ก็เลยแยกว่า มองตามชอบใจ กับมองจามเหตุปัจจัย พอเจออะไรก็ ถ้ามองตามชอบใจ ก็สะสมปัญหา แต่ถ้ามองตามเหตุปัจจัย ก็เกิดปัญญา ทีนี้ถ้าเราเพียงตั้งท่าทียังงี้ก่อน ว่ามองตามเหตุปัจจัยน่ะ เราไปเจออะไรปั๊บ เราระลึกอันนี้เราจำไว้เป็นคติว่า เป็นคติว่า มองตามเหตุปัจจัย ไอ้คติก็คือทางไปให้จิตมันเดินได้ พอเกิดเรื่องปั๊บ ที่จะไม่ชอบใจ เอาสติระลึกถึงคติมา ไอ้คตินี่นี่เราตั้งมันไว้แล้วนี่ เราก็เอาสติเป็นตัวดึง ไอ้คตินี่มาใช้ ระบึกถึงคติว่า ไอ้นี่เกิดเรื่องแล้ว เจอสิ่งไม่ชอบใจน่ะ แน่ะ...คติบอกว่ามองตามเหตุปัจจัยอย่ามองตามชอบใจ เราก็ยั้งการมองตามชอบใจ เปลี่ยนมามองตามเหตุปัจจัย ใช่มั้ย? เจริญพร พอมองตามเหตุปัจจัยปั๊บ สะดุดหยุดปัญหาได้ หยุดปัญหาได้ก็มามองด้วยปัญญา วิเคราะห์ศึกษา มองตามเหตุปัจจัย แม้แต่เรื่องในครอบครัว ในบ้านก็เนี่ยะ มันมีเรื่องที่จะกระทบหูกระทบตาอยู่เรื่อยแหละ ซึ่งเข้าไปถึงจิตใจ

ถ้ามองตามชอบใจไม่ชอบใจ ต้องเกิดเรื่องเรื่อย อ่ะนะ แล้วก็มีปัญหาทั้งกับตัวเอง ออกมาก้กระทบกัน มีปัญหากับข้างนอก ทีนี้พอเปลี่ยนไปมองตามเหตุปัจจัย ก็ตั้งสติได้แล้วก็เริ่มใช้ปัญญา หาทางแก้ปัญหาในทางที่ถูกต้อง อย่างน้อยตัวเองก็ไม่เกิดการกระทบ ไม่ขุ่นข้องหมองใจ ใช้ปัญญา อันนี้มันเป็นเรื่องของความเป็นจริงที่เป็นกลาง ปัญญาอยู่กับความเป็นจริงที่เป็นกลางๆ เพราะฉะนั้นมันไม่มีปัญหา ปัญญาเป็นตัวทำลายปัญหา แล้วก็แก้ความทุกข์ สลาย เป็นตัวสลายทุกข์ เป็นตัวปลดปล่อย ทำให้เป็นอิสระ เจริญพร ก็เป็นตัวอย่างอ่ะนะ.

ก็เรื่องของมนุษย์ ก็อย่างนี้ เลยถ้าว่าทำได้อย่างนี้ก็เป็นวิธีนำเอาธรรมะไปใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวัน บางคนเขาอาจจะไปอยู่วัด ไปมองเห็นในรูปแบบว่า ไปนั่งปฏิบัติอะไรต่ออะไรมากมาย แต่พอเจอชีวิตจริง ปฏิบัติไม่ถูกนะ วางใจไม่ถูก ยังโกรธยังรุนแรงยังอะไร พลุ่งพล่านอะไรอยู่ แสดงว่ายังเอามาใช้ไม่ได้ นะฮะ...

ท่านผู้(แสน)รู้มากซะเหลือเกิน:   ผมเคยเจอบางคนนะ ท่องทฤษฎีได้ เป็นคำ เป็นคำพระ ได้หมดเลยนะครับ แต่รู้หมด รู้ทฤษฎีหมด แต่ในชีวิตประจำวันยังเห็นความโลภ ยังเห็นการนินทากันเยอะแยะ เห้นตัวอย่างอย่างนี้เยอะครับ.

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ:           นี่แหละไม่เอามาฝึกจริงๆ คือธรรมะทีแท้ ที่เรามาปฏิบัติเนี่ยะ มันก็หมายถึง มันเป็นจริงขึ้นในชีวิตของเรา ชีวิตจิตใจของเรามีการพัฒนาก็คือ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าเรานำเอาธรรมะมา จะโดยรู้ก็ตาม จะได้บอกว่าปฏิบัติก็ตาม แล้วมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเนี่ยะ มันจะมีผลอะไร?

          เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าพัฒนาก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ที่ไหนล่ะ ก็เกิดขึ้นในชีวิตจิตใจของเรา ดูที่ไหน ดูที่พฤติกรรม กายวาจา สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมและทางวัตถุ ดูที่ไหน? ดูที่จิตใจ ดูที่คุณธรรมความดีงามบ้าง ดูที่ความเข้มแข็งสมรรถภาพจิตใจบ้าง ดูที่ความสุขความทุกข์บ้าง ดูเพราะร่าเริงเบิดบานผ่องใสจิตใจดี มีทุกข์น้อยมีความเครียดน้อยลง สามารถแก้ปัญหาจิตใจเขาได้ดีมั้ย แล้วก็ดูที่ปัญญา ความรู้ เข้าใจโลกและชีวิต การมองสิ่งทั้งหลาบที่การมองเห็นตามเป็นรจริงมากขึ้น ไม่มองตามความเคลือบลแฝงของกิเลส ความลำเอียง อคติอะไรต่างๆ เหล้าเนี๊ยะ เจริญพร.

          อันนี้ก็ดูของจริงเลย แล้วจิตใจที่ทำให้หลุดพ้น อย่างที่ท่านบอกว่า ผู้ที่รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง เราก็อยู่ในโลกตามปกตินี่เหมือนคนอื่น ใช่มั้ย? และในโลกมันก็มีท่านเรียกวง่า โลกธรรม ก็คือสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก  มันก็หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ชีวิตร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาติ แต่ทีนี้พอเรารู้เข้าใจความจริงแล้ว ไอ้สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป กฎธรรมชาติเป็นไป มันไม่ส่งผลกระทบจิตน่ะ เพราะปัญญามันรู้ทันหมด ท่านก็บอกว่าผู้ใดถูกโลกธรรมทั้งหลาย ซึ่งหมายถึงทั้งดีร้าย ถูกใจไม่ถูกใจเนี่ยะ เข้ามากระทบกระทั่งแล้ว จิตไม่หวั่นไหว ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง เป็นจิตผ่องใสร่าเริงเบิกบาน เป็นจิตเกษม ไม่มีความเศร้าโศก เบิกบานได้ตลอดเวลา อย่างเนี๊ยะ ท่านเรียกว่าเป็นมงคลน่ะ อันสูงสุด อ้าว ได้ยินมาว่าคุณหมอจะมาถามเรื่อง ชีวิตหลังเกษียณ.

ผู้(แสน)รู้:        ก็เค้าจะทำ เอ่อ ที่เรียกว่า คณะพวกชมรมคณาจารย์ เค้าจะทำ เค้าเรียกว่า ทำมุทิตา ไม่ทราบจะใช้คำถูกหรือเปล่า (จัดงานแสดงความยินดี ที่ท่านเกษีญณซะทีนี่อ่ะนะ - ผู้ถอดความ)  

เจ้าประคุณสมเด็จฯ:      ก็แล้วแต่จะมอง.      

ผู้(แสน)รู้:        คำว่ามุทิตาจิต เนี่ย แปลว่า เอ่อ เคารพ แสดงความยินดี                 

เจ้าประคุณสมเด็จฯ:      ยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี.

ผู้(แสน)รู้:        เวลาลูกศิษย์ลูกหาเค้าจะทำให้อาจารย์ซึ่งจะเกษีณเนี่ยะ เค้าจะติดประกาศว่า ขอแสดงมุทิตาจิตต่ออาจารย์ 2-3 คนอะไรอย่างเงี๊ย เป็นคำที่ถูกต้องหรือเปล่าครับ. (พรหมวิหาร 4 คือธรรมของผู้เป็นใหญ่ ลูกศิษย์มันเป็น”ใหญ่”กว่า อาจารย์รึ? ถึงได้บังอาจ มาแสดง เมตตากรุณามุทิตา กับอาจารย์ได้? - ผู้ถอดความ)  

เจ้าประคุณสมเด็จฯ:      ก็อยู่ที่วิธีมอง เจริญพร คือถ้า...(จะใช้คำอะไรที่ถูกต้อง - ผู้(แสน)รู้) ก็อันนี้ก็ไม่ผิดหรอก เจริญพร อย่างน้อยก็เป็นการที่ว่า ช่วยนำจิตใจให้ไปในมองในทางที่ดี คือถ้าเรามองว่า เกษียณ โอ้โห หมดไปแล้วนะ เกษียณพอสิ้นน่ะ หมดแล้วอายุราชการ หมดแล้วตำแหน่งฐานะ โอ้โฮ ถ้ามองอย่างนี้ เราก็เสีย ใช่มั้ย? เจริญพร เอ๊ะ แล้วจะไปมุทิตาได้ไงอ่ะ? มุทิตาแสดงความยินดี อันนี้มันสูญเสียนี่ แต่ถ้ามองอีกทีนึง อ้าว แหม แย่ ทำงานหนักมานานไม่มีอิสรภาพ อยู่ในขอบเขตจำกัด วันนี้เป็นอิสระซะที พอมองอย่างงี้ปั๊บ มุทิตาได้เลย ใช่มั้ย? อ้าว เพราะว่าตอนนี้ดีแล้วนี่ คือการเกษียณอายุเนี่ยะ ถ้ามองในแง่ดีก็มีในแง่ดีเยอะ แล้วก็มีสิทธิ์จะมองในแง่ดีได้มากด้วย เพราะว่าผู้เกษียณเนี่ย ได้ถือว่า ถ้าเราถือว่าแล้วมันก็เป็นความจริง ไม่ต้องไปถือว่า คือว่าการรับราชการก็ได้ทำประโยชน์แก่ประชาชนแก่บ้านเมืองมาเยอะแล้ว ทีนี้ในแง่ที่ทำประโยชน์ใรชีวิตนี้ก็ได้ทำไปแล้วก็พอสมควร การเกษียณนี้ก็เป็นบอกให้เหมาะแล้วว่าทำมาพอสมควรแล้วนะ

          ทีนี้ในเวลาที่เราทำงานแบบนั้น น่ะ ในแง่หนึ่งเราถูกจำกัด เรามีภาระรับผิดชอบ บางอย่างเราทำไม่ได้ตามที่ใจปรารถนา ทีนี้พอเกษียณปั๊บ ชีวิตเป็นของตัวเอง เวลาเป็นของตัวเอง จะทำอะไรก็ทำได้ตามใจปรารถนา เนี่ยะตรงเนี๊ยะ จึงเป็นอิสระ นี้ก็อยู่ที่ว่าเมื่อเกษียณแล้วเนี่ย จะเลือกทำอะไรซึ่งจะมาเข้าในเขต อิทธิบาท ที่ว่าทำให้อายุยืน คือผู้เกษียณถ้าไปมองในแง่ลบ เป็นสูญเสียเนี่ยะ ก็จะใจคอเหงาหงอยเศร้าสร้อยอะไรต่ออะไร ว้าเหว่อะไรไป นี้พอมองในแง่ดี บอกฉันเป็นอิสระ โอ๋ คราวนี้ มีเวลามีอะไรเป็นของตัวเอง แต่ท่านบอกว่า อย่าอยู่เฉยๆเลื่อนลอย ให้มีอะไรทำ อิทธิบาทก็เริ่มต้นด้วยข้อแรก ให้มีอะไรทำก่อนนะ ก็คิดแล้วว่า เรามีอะไรที่อยากจะทำ แต่ก่อนนี้เราอาจจะอยากทำ แต่เราไม่มีเวลาจะทำ นะ แล้วจะทำตามที่ต้องการไม่ได้ สิ่งที่ต้องการก็ไม่อาจจะทำ ต้องไปทำในสิ่งที่อาจจะไม่ต้องการเท่าไหร่ ทีนี้ถึงเวลานี้เราก็มีอิสระแล้ว เราก็อะไรที่เราเห็นว่ามีคุณค่า จะเป็นคุณค่าแก่ชีวิต คุณค่าแก่สังคมหรือสิ่งที่ดีแหละ เป็นสิ่งที่ดีงามมีคุณค่าประเสริฐ เราอยากจะทำ เนี่ยะ เอาเวลาตอนนี้ตั้งใจเลย พอตั้งใจจะทำจริง สิ่งนี้ใจปรารถนาอยากจะทำให้สำเร็จ ยิ่งมีปัญญามองเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ว่าดีงามเป็นประโยชน์เท่าไหร่ และใจใฝ่จะทำเท่าไหร่ ยิ่งดี มันจะเกิดอันที่ 2 อันที่ 1 เรียกว่า ฉันทะ คือความใฝ่ปรารถนา ความรักจะทำ

          อันที่ 2 ก็คือ กำลังที่จะ ทำจะตามมาเลย พอมีความใฝ่ปรารถนามากเนี่ยะ กำลังจะเกิดมาก ก็เกิดวิริยะ ความเพียร โอ๊ย ต้องทำให้สำเร็จ อย่างทมี่ยกตัวอย่างมาเนี่ยะ อันนี้บอกบางคน พูดว่า เรื่องนี้ถ้าไม่สำเร็จ ฉันตายไม่ได้ ว่างั้นนะ เอาว่าตั้งใจไว้ยังงั้นเกิดกำพลังใจทำเต็มที่ แล้วก็เกิดกำลังขึ้นมาและ ไอ้หงอยเหงาว้าเหว่น่ะหายหมดเลย เจริญพร ทีนี้ก็มีกำลังใจขึ้นมา พอมีกำลังใจจะทำ ทีนี้มันก็เกิดความอุทิศตัวและ พอใจมันก็ฝักใฝ่อยู่เอาเรื่องนี้อุทิศตัวอุทิศเวลาให้ ใจมันจะไม่รับกระทบกับเรื่องวุ่นวาย เรื่องไม่เกี่ยวกับเป้าหมายของฉัน อาจจะกระทบบ้างตามวิสัยของปุถุชน  ปะเดี๋ยวก็ลืมเพราะเรามีเรื่องต้องทำ แต่คนแก่ที่ไม่มีอะไรจะทำ เคว้งคว้างเนี่ยะ จะเก็บเอาเรื่องกระทบในชีวิตประจำวันมคิดนั่นแหละ ลูกหลานทำอะไรผิดกูผิดตานิด มานั่งคิดก็แปลไม่มีอะไรทำ ก็คิดสมองเสียเลยนะ ใจคอก็เศร้าหมอง มีแต่ความทุกข์เหงาหงอย แล้วจิตใจหงุดหงิด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็บ่นเดี๋ยวก็อะไรมา ไปกันใหญ่นะ จิตรับกระทบเรื่อย ปรุงแต่งมากน่ะ นี้คนมีอะไรจะทำ ตั้งใจแล้วทีนี้ ไอ้เรื่องกระทบไม่มีความหมายเลยมันไม่เข้าเป้า ตัดหมด มาอยู่กับเรื่องที่ทำ หรือกระทบเดี๋ยวมาลืมเพราะมีเรื่องใหญ่ ที่จะทำใจก็มีจิตตะ น่ะ แล้วก็พอเราอุทิศตัวอุทิศใจกับเรื่องที่ทำเนี่ย มันก็ใช้ปัญญา ใช้ปัญญาคิดพิจารณาจะแก้ไขจะปรับปรุง จะทำให้สำเร็จอะไรต่างๆ

วิมังสาก็มานี้เห็นว่าแพทย์ก็บอกว่าถ้ายังใช้ความคิด ใช้ปัญญาอยู่น่ะ เจริญพร สมองก็ไม่ค่อยฝ่อ ใช่มั้ยล่ะ?อันนี้ ข้อที่ 4 ก็มาหมดเลย  4 ข้อ แต่ท่านบอกระวังนะ คิดมี 2 แบบ 1. คิดปรุงแต่ง คือคิดด้วย emotion คิดทางอารมณ์ นึกถึงเรื่องเก่าๆ นึกถึงเรื่องคนโน้น กระทบกระทั่ง พอใจไม่พอใจ คิดปรุงแต่งอย่างนี้ท่านห้ามเลย เป็นความคิดเชิงอารมณ์  แต่คิดเชิงปัญญานี่ คิดเท่าไหร่คิดไป ท่านบอก ไม่เป็นไร คิดทางปัญญา คิดสืบสาวให้ปัจจัยมันเป็นกลางๆ ไม่มีดีไม่มีชั่ว เจริญพร คิดไปเหอะ ใช้ปัญญาไป.

เพราะฉะนั้นก็ ตกลงว่าอิทธิบาท 4 ถ้ามาแล้ว บอก ให้อายุยืนนะ ทีนี้ เพราะฉะนั้นคนที่เกษียณเนี่ยะ ก็มองในแง่ดี แล้วก็เป็นประโยชน์เยอะ ก็อย่างที่ว่า 1. ก็มองเป็นอิสรภาพ 2. ก็คิดจะทำสิ่งที่มีคุณ มีคุณค่าที่ใจต้องการจะทำ  3. ก็เอาประสบการณ์ที่มีมาเยอะแยะเนี่ยะ มาถ่ายทอดหรือทำให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่น เนี่ยะ อันนี้ก็เป็นประโยชน์มาก ประสบการณ์ของท่านผู้ที่ได้ ทำงานทำการผ่านชีวิตมาเยอะแยะ ทีนี้คนในแต่ละยุค เนี่ยะมันสูญเสียอันนี้ไปมาก อาตมาก็ยังเสียดาย คือไอ้ตอนนั้นก็ไม่ได้มีโอกาสแล้ว บางทีเราก็ยังไม่ทันคิด ท่านรุ่นเก่าๆอายุรุ่น 80 90 นี่รู้เรื่องเก่าๆ  ถ้าเราไปบันทึก ไปไถ่ถามเรื่องเก่าๆ เอาไว้ อย่างเรื่องการคณะสงฆ์ อะไรนี่อ่ะนะ เจริญพร เราจะได้อะไรไว้เยอะ นี่ก็เนี่ยะของพระ เป็นตัวอย่างที่ว่ามันหายไปกับพระรุ่นเก่า เลยไม่ได้ประสบการณ์ของท่าน ไว้เป็นประโยชน์น่ะ.  

ผู้(แสน)รู้:        แต่ของพวกกระผมที่เป็นหมอเนี่ยะ เป็นอาจารย์อยู่นี่ก็แตกต่างเท่าไหร่ หมดแต่ตำแหน่งที่เป็นอาจารย์อะไรเงี้ย แล้วก็งานประชุมอะไรน้อย ก็ยังเป็นหมอตามเดิม ผมก็ยังไปผ่าตัดยังตรวจคนไข้อย่างนี้เรียกว่า status ไม่ไปจับ...     

เจ้าประคุณสมเด็จฯ:      ไม่เปลี่ยนก็ยิ่งไม่สบาย...     

ผู้(แสน)รู้:        ไม่เหมือนกับพวกนายทหารที่หมดยศอำนาจ (ยศเครื่องราชย์ - ติดตัวไปจนตายครับ ส่วนอำนาจน่ะ...มันก็เหมือนกันทุกคนแหละ...แต่หลายท่านก็ยังทำงาน รับใช้แผ่นดินในวิธีที่ไม่ใช่ข้าราชการกระจำก็เยอะ...หล่ายท่านก็ไปทำงานรับใช้สถาบันกษัตริย์...ยศ/อำนาจไรน่ะ – มันอยู่จิตใจที่แต่ละคนจะยึดว่า -ตัวกู/ของกู กันแค่เนี่ยะ...บวชเป็นพระหลายคนก็เห็นวิ่งซื้อตำแหน่งเจ้าคุณกันให้รึ่มก็มี...ไม่ต้องไปพิจารณาเรื่องคนอื่นเค้าหรอก พิจารณาตนเองให้สำเร็จก่อนเหอะ - ผู้ถอดความ)  เลยไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงแต่ว่า หมดงานประชุมงานอะไรที่มันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้อง...(เหงาเน๊าะ - ไม่มีใครเชิญไปงานนู่นนี่นั่นกะเค้ากันอีก - ผู้ถอดความ ปากสุนัขแต่เลี้ยงแมว)     

เจ้าประคุณสมเด็จฯ:      เกษียณเทียม หะหะหะ ไม่ใช่เกษียณแท้หรอก ทีนี้พวกเกษียณอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้หงอยจริงๆ  หงอยเหงาว้าเหว่ เพราะฉะนั้นก็เนี่ยะ อย่างอาชีพหมอเนี่ยะ ได้เปรียบเยอะเลยนะ แต่ว่าอย่างว่าแหละ อย่างน้อยก็ให้ภาระรับผิดชอบที่ต้องกังวลมันน้อยลง คือให้มีงานที่ต้องทำแม้หนักไม่เป็นไร แต่อย่าให้หนักใจ อย่าให้ต้องกังวล ใช่มั้ย? เอาให้ได้แค่นี้พอ...

              https://youtu.be/3wshWwC1ih0?si=MY1bhBtIqVwYxW6S

  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น